bg-single

สมการกุหลาบแดงบันลือโลก

29.05.2025

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

สมการกุหลาบแดงบันลือโลก

ในอดีต คุณรู้หรือไม่ว่า “ดอกกุหลาบนั้นเดิมทีไม่ได้สื่อถึงความรัก แต่เป็นดอกไม้แห่งความลับ”

ในห้องประชุมลับของพวกขุนนางในราชสำนักในยุคกลาง (medieval period) มักมีลวดลายรูปดอกกุหลาบอันวิจิตรสลักเสลาประดับประดาอยู่บนเพดาน

ต้นกำเนิดมาจากตำนานโบราณที่ว่า “กุหลาบ” คือบรรณาการแห่งความลับ ที่ วีนัส (Venus) เทพีแห่งความงามและความรักเอามาใช้ติดสินบนเทพแห่งความลับ ฮาร์โพคราเทส (Harpocrates) เพื่อให้ช่วยเก็บงำไม่แพร่งพรายข้อมูลที่เป็นความลับของเธอ

เรื่องราวนี้ถูกเล่าขานส่งต่อมาในรูปของสำนวนละติน “sub rosa (ใต้ดอกกุหลาบ)” ที่สื่อความว่า “ทุกถ้อยที่เอื้อนเอ่ยออกมาจากปากในห้องนั้น ต้องเก็บงำเอาไว้ภายใต้กลีบดอกกุหลาบ (ที่อยู่บนเพดาน)”

ภาพดอกกุหลาบในห้องประชุมจึงเหมือนเป็นสิ่งเตือนใจว่า “จงอย่ากินในที่ลับ แล้วเอาไปไขในที่แจ้ง ทุกอย่างที่คุยกันในห้อง ห้ามนำไปพูดต่อเป็นเด็ดขาด”

ในแง่มุมนี้ กุหลาบจึงมิใช่เป็นเพียงแค่ดอกไม้ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของถ้อยคำที่ไม่เคยกล่าวออกมา ในมุมนี้

“…ดอกกุหลาบนั้น จึงเปรียบเสมือนเป็นอาภรณ์ที่ซ่อนนัยแห่งความลับอันลึกซึ้ง”

หน้าปกวารสาร Science ฉบับวันที่ 1 พฤษภาคม 2568

ในเชิงวิวัฒนาการ กลีบดอกที่เรียงซ้อนกันอย่างวิจิตรนั้น หาใช่เพียงเพื่อความงาม หากแต่เป็นม่านบางๆ ที่โอบอุ้มและปกป้องส่วนสำคัญที่สุด ณ ใจกลางของดอกไม้ ซึ่งก็คือ เกสรภายใน ที่เป็นความหวังแห่งการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์

และด้วยแบบแผนแห่งการซ้อนกลีบอันพิสดาร ประหนึ่งบทกวีที่พับทบซ้อนกันได้ลงตัวอย่างน่าทึ่ง กุหลาบจึงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในดอกไม้ที่งดงามที่สุด เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความรัก ความลุ่มลึก และความลับที่ไม่อาจกล่าวเป็นถ้อยคำ

ไม่เพียงงามในสายตา หากยังฝังรากในวัฒนธรรมและหัวใจของผู้คนทั่วโลก

ความงามของกุหลาบได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักฟิสิกส์ เอราน ชารอน (Eran Sharon) และ ไมเคิล โมเซ (Michael Moshe) แห่งสถาบันฟิสิกส์ราคาห์ มหาวิทยาลัยฮีบรู เยรูซาเลม ให้หันมาสนใจศึกษาปริศนาที่อยู่เบื้องหลังแบบแผนและรูปทรงของกลีบกุหลาบที่แสนซับซ้อนที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้น

พวกเขาตั้งคำถาม “ทำไมกลีบกุหลาบจึงบิดม้วนเป็นเกลียว? ทำไมขอบจึงบิดเป็นมุมที่เหลี่ยมคม?”

กุหลาบ สัญลักษณ์แห่งความลับ

คําถามเหล่านี้มิใช่เพียงความสงสัยในเชิงสุนทรียะ หากแต่เป็นการแง้มบานประตูสู่กลไกทางฟิสิกส์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการเติบโตอันซับซ้อนของพืชดอก

นี่คือความงามที่มิได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากแรงดึงรั้ง เค้นเครียด และข้อตกลงบางอย่างที่ธรรมชาติวางไว้ระหว่างเซลล์

ทฤษฎีพื้นฐานเคยบอกเราว่าเมื่อเนื้อเยื่อกลีบขยายตัวไม่เท่ากัน โดยมากบริเวณปลายขอบจะขยายตัวไวกว่าบริเวณตรงกลาง ทำให้พื้นที่ตรงขอบก็มากกว่าตรงกลางอย่างเห็นได้ชัดเกิดเป็นแรงเครียดทางเรขาคณิต (geometric frustration) ที่บีบให้รูปลักษณ์ของกลีบไม่สามารถที่จะเหยียดตรง แต่จะเริ่มโค้งงอ

ซึ่งการโค้งงอของกลีบดอกไม้โดยทั่วไปมักจะเกิดขึ้นเป็น “รูปโค้งของเกาส์ หรือ Gaussian curvature” ซึ่งอาจจะโค้งเป็นชาม หรือโค้งเป็นอาน เว้าออกหรือนูนเข้าหรืออาจไม่โค้งเลยสักนิดก็ได้

ทว่า ตามธรรมชาติ เนื้อเยื่อกลีบดอกที่สร้างขึ้นจะมีความหนาที่ค่อนข้างคงที่สม่ำเสมอ ไม่ได้มีตรงไหนที่จะบางเป็นพิเศษจนเป็นจุดหักหรือจุดบิด ซึ่งทำให้การบิดโค้งของกลีบนั้นไม่สามารถทำได้อย่างอิสระ เกิดเป็น “ความขัดแย้งในตัวเอง” หรือ “ความไม่สอดคล้อง (incompatibility)”

ลองจินตนาการว่าถ้าคุณต้องการจะปูแผนที่โลกทรงกลมให้อยู่บนกระดานแบนๆ ยังไงก็ทำไม่ได้อย่างราบรื่น ต้องมีการใช้แรงเข้าไปดึงแผนที่ให้ยืด ให้เป็นรูปร่างแบนราบเหมือนกระดานจึงจะปูได้สำเร็จ และนั่นแหละที่เราเรียกว่า ความไม่สอดคล้อง

“และสมการทางคณิตศาสตร์ที่ช่วยอธิบายถึงรูปร่างของใบไม้และดอกไม้ได้แทบทุกชนิดนี้เรียกว่าความไม่สอดคล้องของเกาส์ (Gaussian incompatibility)” ไมเคิลอธิบาย

วีนัส

สําหรับพวกนักชีวฟิสิกส์ของไม้ดอก หลักการของเกาส์ตอบโจทย์ได้เกือบทุกดอก…

ทว่า กุหลาบคือข้อยกเว้น…

จากการวิเคราะห์แบบแผนการบิดตัวของกลีบกุหลาบอย่างละเอียด ยาเฟย จาง (Yafei Zhang) นักวิจัยหลังปริญญาเอกของไมเคิลและเอราน สรุปว่าลักษณะของกลีบดอกที่บิดเบี้ยวนั้น มีอะไรมากเกินกว่าที่หลักการความไม่สอดคล้องของเกาส์จะอธิบายได้

เขาเชื่อว่า “กลไกทางเรขาคณิตเบื้องหลังกลีบกุหลาบนั้นน่าจะลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น”

ลักษณะของกลีบกุหลาบนั้นบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปทั้งแผ่น จะใช้แค่สมการของเกาส์ที่เน้นสนใจแค่ความโค้งในภาพรวมมาอธิบายไม่ได้ ต้องดูให้ละเอียดกว่านั้น

ต้องวิเคราะห์ความโค้งในแต่ละบริเวณ และหาทางอธิบายกลไกการบิดมุมที่แปลกประหลาดในทุกส่วนของกลีบกุหลาบออกมาให้ได้ในปริภูมิสามมิติ

เพราะการเติบโตไม่เท่ากันทุกทิศทาง แผ่นผิวเรียบที่ควรจะแบน กลับจำต้องโค้งโก่งและหักเป็นมุมด้วยความตึงเครียดที่เกิดขึ้น แต่ด้วยอัตราการขยายตัวที่ไม่คงที่ การบิดโค้งก็จะเกิดขึ้นแบบไม่คงที่เช่นกันในสามมิติ ซึ่งหมายความว่าถ้าวิเคราะห์ในแต่บริเวณที่แตกต่างกันไปบนกลีบ ความโค้งที่ได้ก็อาจจะต่างกัน

พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องวิเคราะห์ความโค้งในทุกจุดบนกลีบเป็นสามมิตินั่นแหละ

และเงื่อนไขทางเรขาคณิตที่ยาเฟยเชื่อว่าจะสามารถเอามาใช้ในการอธิบายกลไกการเจริญและบิดตัวไปของกลีบดอกกุหลาบนั้นก็คือ สมการ ความไม่สอดคล้องของเมนาร์ดี-โคดาซซี-ปีเตอร์สัน (Mainardi-Codazzi-Peterson incompatibility)

ฮาร์โพคราเทส

พวกเขาเริ่มแทนกลีบดอกไม้ด้วยแผ่นพลาสติกบางและยืดหยุ่น พวกเขาตัด เจาะ และค่อยๆ บังคับให้แผ่นนั้นขยายตัวอย่างไม่เท่ากันในแต่ละทิศทางเลียนแบบมาจากแบบแผนในการขยายตัวของกลีบดอกกุหลาบ ซึ่งผลที่ได้คือปลายขอบของกลีบที่ม้วนเข้าอย่างมีทิศทาง และมีบางจุดที่หักแหลมขึ้นมาเอง

ซึ่งสำหรับยาเฟย นี่เป็นเหมือนโมเมนต์ยูเรก้า

เพราะกลีบพลาสติกที่ได้ บิดออกมาเป็นรูปร่างเหมือนกลีบดอกกุหลาบแบบเป๊ะๆ โดยที่เขาไม่ได้ออกแบบไว้มาก่อน แค่พยายามจะลอกเลียนธรรมชาติ ผ่านสมการทางคณิตศาสตร์ก็เท่านั้น

และเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในแง่ของแรงทางฟิสิกส์ในแผ่นพลาสติก (และในดอกกุหลาบ) พวกเขาจึงพัฒนาแบบจำลองสามมิติขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ และเริ่มจำลองแบบการเจริญเติบโตของกลีบในเงื่อนไขต่างๆ โดยใช้สีต่าง ๆ แทนระดับแรงเครียดที่เกิดขึ้นจริง เสมือนชั้นของแรงดันที่ค่อยๆ ไหลเวียนไปตามแนวขยายของผิวกลีบ

ซึ่งผลที่ได้ออกมานั้นน่าตื่นเต้น เพราะข้อมูลจากการจำลองนั้นสอดคล้องกับผลของการทดลองอย่างแม่นยำราวกับจับวาง ทั้งตำแหน่งที่เริ่มม้วน จุดที่โค้งมากที่สุด ไปจนถึงรอยแตกของขอบที่ม้วนพับจนกลายเป็นมุมที่เหลี่ยมแหลม

ในโลกสามมิติ ผิวที่ไม่ได้ขยายตัวในทุกทิศทาง ไม่อาจจะขยายออกมาได้เป็นแผ่นผิวที่มีรูปทรงราบเรียบหรือโค้งแบบสวยงามได้ ในรายละเอียดมันจะต้องโค้ง ต้องบิด ต้องแบ่งส่วนตัวเองเป็นชิ้นๆ

กลศาสตร์บอกเราว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะ “พื้นผิวไม่สามารถเป็นในสิ่งที่มันอยากเป็น โดยไม่ผ่านความเครียดและความเจ็บปวด” ยาเฟยกล่าว กลีบกุหลาบแสดงความงามของมันออกมาผ่านการบิดเบี้ยวจากแรงตึงเครียดที่สะสมอยู่ภายใน กว่าที่จะเติบโตออกมาเป็นดอกไม้ที่งดงามวิจิตร ก็ต้องผ่านจุดตึงเครียดมาไม่น้อย อุปมาก็ดูจะคล้ายอัญมณีที่กว่าที่จะสวยงาม ก็ต้องผ่านการเจียระไนมาก่อนอย่างโชกโชน

เพชรดิบไม่เปล่งประกายจนกว่าจะถูกตัดผ่านจุดตึงเครียดของมันเองฉันใด กุหลาบก็สวยไม่ได้หากไม่มีแรงตึงเครียดภายในผิวฉันนั้น

การขยายตัวของเนื้อเยื่อที่ซับซ้อน การบิดตัวเป็นรูปทรงที่สวยงามในเชิงเรขาคณิตเพื่อบรรเทาแรงเครียดที่เกิดขึ้นจากภายในตามกฎของฟิสิกส์

ดังนั้น รูปร่างที่เรามองว่าเป็นธรรมชาติ แท้จริงกลับเป็นผลจากการประนีประนอมในเชิงเรขาคณิตที่สลับซับซ้อนของแรงเครียดในตัวมันเอง

ไม่ใช่เพียงความต่างของความโค้ง แต่เป็นความไม่ลงรอยกันของความโค้งที่เกิดขึ้นในหลายทิศทางพร้อมกัน มันจึงต้องบิดตัวออก

ต้องยอมแตกปลาย ยอมเปลี่ยนรูปร่างเพื่อให้มันสามารถเติบโตออกมาเป็นกลีบดอกที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นดอกไม้ที่สวยงามในปริภูมิสามมิติ

ความงามไม่เคยเกิดขึ้นมาอย่างราบรื่น แต่เกิดจากความจำเป็น ความโค้ง การบิด มุมตัด และขอบปลายที่แหลมของมันนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้เหตุผล แต่เพื่อจะหาทางออกสำหรับเงื่อนไขที่ปกติแล้วเข้ากันไม่ได้ก็เท่านั้น

และเมื่อมองกลีบกุหลาบอีกครั้ง มันอาจไม่ใช่เพียงชิ้นส่วนของพืชดอก แต่มันคือผิวบางที่มีความพยายามจะรักษาสมดุลในเงื่อนไขที่ไม่อำนวย จากความพยายามจะเติบโต โดยไม่สูญเสียสภาพของตัวเองไปมากเกินไป

ความรักที่แท้จริง ก็อาจคล้ายคลึงกัน เพราะรักแท้ไม่ได้เกิดจากความสัมพันธ์ที่ราบรื่นไปเสียทุกอย่าง

แต่เป็นความสัมพันธ์แบบที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับแรงเครียดที่มากระทบและพร้อมที่จะผ่านมันไปด้วยกัน

บางที ความพยายามจะโค้ง งอ บิด และแตกปลายภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีวันลงตัวได้อย่างสมบูรณ์

แต่ถ้าผ่านไปได้ นี่แหละคือ “ความงามที่แท้จริง”

ใจหนึ่งก็อยากลงท้ายด้วยมุขเบาๆ… แต่ดูจะขัดกับเนื้อเรื่องที่พาเรามาลึกขนาดนี้

แม้งานวิจัยชิ้นนี้จะฟังดูเหมือนเป็นการศึกษาทางทฤษฎีที่เกิดจากแรงขับเล็กๆ ของความอยากรู้อยากเห็นแบบวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ซึ่งก็คือ ความสงสัยที่หยั่งรากในกลีบดอกไม้ ที่ใครหลายๆ คนอาจมองว่าเป็นเพียงงาน “ขึ้นหิ้ง” ที่ไม่มีผลในชีวิตจริง แต่ถ้ามองให้ดี งานวิจัยประเภทนี้ หากทำอย่างลุ่มลึกและแม่นยำ ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนหลายวงการได้อย่างคาดไม่ถึง

คงจะไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะบอกว่า งานนี้คือตัวอย่างที่ดี เห็นได้ชัด เพราะถูกนำขึ้นปกวารสาร Science ฉบับวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2568 ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดาในแวดวงวิทยาศาสตร์ระดับโลก

เพราะความรู้พื้นฐานบางอย่างที่ดูเหมือนไม่มีอะไร เช่น ความเข้าใจเรื่องกลไกการเปลี่ยนรูปร่างของกลีบดอกไม้ อาจซ่อนเมล็ดพันธุ์ของนวัตกรรมอนาคตไว้อย่างแนบเนียนมากกว่าที่ใครจะจินตนาการได้

นอกจากคุณค่าในเชิงคณิตศาสตร์และชีววิทยาที่อาจต่อยอดสู่การควบคุมการเติบโตของเนื้อเยื่อในการแพทย์ เช่น การออกแบบลิ้นหัวใจ หรืออวัยวะสังเคราะห์ที่ต้องการโครงสร้างซับซ้อนอย่างแม่นยำแล้ว งานลักษณะนี้ยังมีศักยภาพอย่างยิ่งในการผลักดันแนวทางใหม่ในการพัฒนาวัสดุ ทั้งในกลุ่มวัสดุแผ่นบาง (thin sheets) และวัสดุที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้เอง (self-morphing materials)

อย่าลืมว่า… ก่อนจะสูงใหญ่ได้ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ วัสดุ วิทยาศาสตร์ หรือเทคโนโลยี

จะให้มั่นคงก็ล้วนต้องมี “ราก”

และบางครั้ง รากที่มั่นคงที่สุด ก็เติบโตจากคำถามเล็กๆ ที่ถูกถามอย่างจริงจัง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’
การกลับมาของนักการเมือง
ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว ส.ว. กกต.จะกล้าส่งให้ศาลหรือไม่?
ร่างทรง | เรื่องสั้น : อรรถสิทธิ์ สมจารี
ฝุ่น
มึงรู้จักกูน้อยไป | กวีกระวาด : ในเมือง รักเสรี
APEC ในยุคเปลี่ยนผ่าน เศรษฐกิจและซัพพลายเชนสะดุด
จากช่องแคบฮอร์มุซ ถึงช่องแคบมะละกา
อีกสิบปีเราจะมีนายกฯ ชื่อ…?
กระแสตีกลับพรรคส้ม ดราม่าถล่ม เปิดตัว ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ตัวช่วย-ตัวฉุด ดร.โจ? หรือจะสู้ ‘ชัชชาติ’ ได้? แม้เผชิญกระแส ‘ระบอบอากง’
เหมืองทองที่ล่องแจ้ง
E-DUANG | ปรากฎการณ์ พนัส ไทยล้วน ความเป็นจริง ใน สังคมไทย