
‘ผ้าขาว’ มีใช้ในสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ทั้งที่เป็นผ้าขาวเนื้อธรรมดาๆ และผ้าขาวเนื้อละเอียด ดังที่วรรณคดีเรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” เล่าถึงผ้าที่ผู้คนใช้กันว่า
“แลคนในอุดรกุรุทวีปนั้น เขานุ่งผ้าขาวอันเขานึกเอาแต่ต้นกัลปพฤกษ์นั้น”
อีกทั้งยังกล่าวถึงผ้าขาวเนื้อละเอียดที่พระญาจักรพรรดิราชทรงใช้ทั้งยามมีชีวิตและไร้ชีวิต ซึ่งเป็นผ้าที่ใช้ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนาไว้ว่า “ธ จึงเอาผ้าขาวอันเนื้อละเอียดอันชื่อว่า ทุกูลพัสตร์ มาห่มแลพาดเหนือจะงอยบ่า แล้วจิงสมาทานเอาศีล ๘ อัน” นี่คือผ้าชั้นดีสีขาวที่ทรงใช้ห่มและพาดบ่าขณะรับอุโบสถศีล หรือศีลแปด
ส่วนการจัดเตรียมพระศพมีข้อความว่า “และจิงเอาผ้าขาวอันเนื้อละเอียดนั้นมาตราสังศพพระญาจักรพรรดิราชนั้น”
จะเห็นได้ว่าผ้าขาวเนื้อละเอียดที่วรรณคดีสมัยสุโขทัยระบุว่าพระญาจักรพรรดิราชทรงใช้นั้นล้วนใช้ในพิธีศาสนา
ไม่ต่างจากวรรณคดีสมัยอยุธยา เรื่อง “กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก” เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรทรงพรรณนาถึงการแต่งกายของนางผู้เป็นที่รักว่าเมื่อเห็นดอกบัวขาวก็นึกถึงวันที่นางห่มผ้าขาวไปในงานที่มีพิธีสงฆ์
“๏ บัวขาวคิดผ้าขาว งามเลิศล้ำส่ำน้ำดี
เจ้าห่มการพิธี หน้าเจ็ดชั้นคั่นทองรวย ฯ”
“๏ บัวขาวคิดพ่าน้อง สาวศรี
ขาวฉ่ำน้ำเนื้อดี เอกนั้น
คราวสงฆ์พิธีมี โดยขนาด
เจ้าห่มหน้าเจ็ดชั้น เนื่องริ้วทองพราย ฯ”
การที่ใช้ ‘ผ้าขาว’ ในงานพิธีทางพุทธศาสนา น่าจะเป็นเพราะสีขาว หรือสีอย่างสำลี โดยปริยายหมายถึง ผุดผ่อง ปราศจากมลทิน (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)
ซึ่งเป็นมุมมองใกล้เคียงกับคำอธิบายใน “อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ สมัยรัชกาลที่ 5 ” ขาว, เปนศีสิ่งของทั้งปวงที่บริสุทธิ์ผ่อง, เหมือนอย่างหีมมะ, ฤๅขนนกยาง เปนต้น”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ผ้า ‘ขาวฉ่ำน้ำเนื้อดี’ ของนางในราชสำนัก หรือ ‘ผ้าขาวเนื้อละเอียดที่พระญาจักรพรรดิราชทรงใช้’ ล้วนเป็นผ้าที่ใช้ในวันพระ หรือวันที่มีพิธีทางพุทธศาสนา น่าจะเป็น ‘ผ้าเทศ’ หรือ ‘ผ้าเทษ’ ตามที่ “อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ สมัยรัชกาลที่ 5 อธิบายว่า
“ผ้าเทษ, คือ ผ้าเขาทำมาแต่เมืองต่างประเทศ” ทั้งยังอธิบายว่า ‘เทษ’ ในที่นี้อยู่ที่ไหน
“เทษ, เมืองแขก, เปนชื่อเมืองแขกนั้น, เช่น คำว่า เมืองเทษ, ผ้าเทษ, แดงเทษ, มันเทษ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ผ้าขาวข้างต้นนี้น่าจะเป็นผ้าแบบเดียวกับที่ใช้ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งจัดขึ้นในวัดพระศรีสรรเพชญ์ภายในพระราชวังหลวง
ดังที่ “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” บันทึกเกี่ยวกับบรรดาพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีว่า
“หลังจากพระมหาราชครูปโรหิตาจารย์ พระครูมหิธร อ่านคาถาพระราชโองการแช่งษาบาลตามโบราณราชประเพณี ฝ่ายพระราชครูพิเชตเอาผ้าขาวพันมือซ้ายมือขวาคอยถ้าเชิญพระแสง (= อาวุธ) ทุกองค์ ฝ่ายพระครูพิรามเอาผ้าขาวพันมือซ้าย แล้วถวายบังคมสามครา แล้วเอางานสามลา จึ่งจับเชิญพระแสงสิบสององค์คือ (ชื่อพระแสง)………………………………………. รวมพระแสงสิบสององค์เรียกว่าพระแสงสิบสองราษี พระครูพิรามมือพันผ้าขาวถวายบังคมสามลา แล้วเอางานจึ่งจับเชิญพระแสงสิบสองราษีนี้ส่งให้แก่พระราชครูพิเชตๆ ถวายบังคมสามลาเอางานแล้ว จึ่งจับรับเชิญพระแสงสิบสองราษี แทงลงที่น้ำในพระเต้าครบสามลาทุกพระเต้าแลพระสังข์แลบาตรแลแม่ขันสาครแลพระครอบ ทุกภาชนะใส่น้ำเสร็จแล้วพระราชครูพิเชตส่งพระแสงสิบสองราษี ให้แก่พระศรีสาสตร์ๆ นั้นมือซ้ายขวาพันผ้าขาวถวายบังคมสามลาเอางานแล้วจับรับพระแสงทั้งสิบสององค์มาเช็ดด้วยผ้าขาวเนื้อดีมาแต่เทศ เช็ดทีละองค์” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
การใช้ผ้าขาวเนื้อดีเนื้อละเอียดในงานพิธีพุทธพิธีพราหมณ์ ไม่เพียงแต่เป็นผลมาจากความเชื่อว่าสีขาวแสดงถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากมลทินดังที่กล่าวมาก่อนหน้านี้
ยังเนื่องจากถือว่าผ้าขาวเป็นของสูงใช้ในพิธีสำคัญตามที่อาจารย์ศุภร บุนนาค ให้ความกระจ่างไว้ในหนังสือ “สมบัติกวี ชุดอิเหนา” ตอนจัดเตรียมที่สรงมูรธาภิเษกในงานอภิเษกอิเหนาและราชบุตรราชธิดาสี่พระนครว่า
“ที่สรงมูรธาภิเษก คือ ที่สรงน้ำ เป็นเครื่องหมายความบริสุทธิ์ผ่องใส ก่อนที่จะได้ทรงเครื่องและรับเครื่องยศเครื่องหมายการแต่งตั้งอย่างอื่นต่อไป ที่บอกว่า ‘ตั้งโต๊ะสี่เท้าผ้าขาวปู‘ นั้นมิได้หมายความว่ายากจนไม่มีผ้าอย่างอื่นที่มีราคามากกว่ามาลาดปู ผ้าขาวถือว่าเป็นของสูง ได้เรียนถามท่านผู้ใหญ่ในกรมกระบวนภูษามาลาเก่า ท่านบอกว่า ผ้าขาวนั้นเป็นของสมมุติว่าสูง เยียรบับราคาหลาละยี่สิบห้าบาทสมัยก่อน ผ้าขาวหลาละสิบสลึง ผู้ที่ใช้เครื่องผ้าขาวเป็นคนสูงศักดิ์กว่าเยียรบับหรือตาด เป็นอย่างนี้ การอภิเษกคราวนี้ล้วนแต่เจ้าฟ้าทุกองค์ มีเจ้าฟ้าโทอยู่ก็แต่กะหรัดตะปาตี เป็นพิธีที่ต้องใช้เครื่องสูงมาก ผ้าขาวจึงมีเกลื่อนไปในคราวนี้”
ทั้ง ‘ผ้าขาวเนื้อละเอียด’ ของพระญาจักรพรรดิราชในวรรณคดีสมัยสุโขทัย ‘ผ้าขาวฉ่ำน้ำเนื้อดี’ ของนางในวรรณคดีสมัยอยุธยา และ ‘ผ้าขาวเนื้อดีมาแต่เทศ’ ในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสมัยอยุธยาที่อยู่ใน “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” น่าจะเป็น ‘ผ้าเทศ’ หรือ ‘ผ้าจากต่างประเทศ’ หรือ ‘ผ้าขาวเทศ’ ผ้าจากเมืองแขกที่มีขายอยู่แถวๆ ย่านวัดขุนพรหมตามเอกสารเดียวกันที่บันทึกว่า
“ย่านบ้านริมวัดขุนพรมชาวบ้านย่านนั้นเอาผ้าขาวเทศมาเขียนพิมพ์ตีพิมพ์เปนดอกผ้าลายน้ำจืดขาย” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
น่าสังเกตว่าผ้าขาวเทศที่ขายกันนี้เป็นผ้าขาวที่มาจากเมืองแขก ชาวบ้านเอาผ้าดังกล่าวมาเขียนพิมพ์เป็นดอก หาใช่ผ้าขาวในพิธีกรรมที่ขาวสะอาดปราศจากลวดลายใดๆ ไม่
‘ผ้าขาวเทศ’ ยังพบในวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอนที่สมเด็จพระพันวษาทรงให้ท้าวศรีสัจจานำเมียพระราชทานมาส่งมอบแก่จมื่นไวยวรนารถในวันแต่งงาน หลังจากพระไวยมอบของกำนัลตอบแทนแล้วก็จัดแจงจัดที่ทางเป็นส่วนตัวให้เมียทั้งสอง คือ นางศรีมาลา และนางสร้อยฟ้า
“แบ่งปันกันกึ่งครึ่งเคหา มิให้พวกศรีมาลามากรายกล้ำ
ทำฝารอบขอบชิดปิดงำ ให้อยู่จำเพาะพวกเจ้าสร้อยฟ้า”
เมื่องานแต่งงานผ่านพ้นไปด้วยดี แม้ก่อนหน้านี้ขุนช้าง พ่อเลี้ยงจะก่อความวุ่นวายก็ตาม พระไวยได้มอบสินน้ำใจและผ้าตอบแทนทั่วถึงทั้งแม่ครัวและบ่าวไพร่ในเรือนที่ช่วยงาน ดังที่กวีบรรยายว่า
“ครั้นงานเสร็จแล้วแจกพวกวิเสท ทั้งเงินตราผ้าขาวเทศถ้วนหน้า
มิให้เขาติฉินนินทา จนชั้นข้าในเรือนก็ให้ทาน ฯ”
‘ผ้าขาวเทศ’ จึงเป็นผ้านอก หรือผ้าต่างประเทศที่มีบทบาทในสังคมไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา มาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ •
จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
