bg-single

‘ความจริง ความดี ความถูก’ หลักมนุษยภาพของเทียนวรรณ

11.06.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

จนเมื่อออกจากคุกครั้งหลังเมื่ออายุได้ 57 ปี เทียนวรรณจึงเริ่มกิจการพิมพ์บทความต่างๆ จำนวนมากที่เขาได้เขียนและบันทึกเอาไว้แต่เมื่อครั้งอยู่ในคุก

ในปี 2443 เขาเริ่มออกหนังสือ ตุลวิภาคพจนกิจ รายปักษ์ ทำมาได้จนถึงปี 2449 ต้องหยุดไปเพราะขาดทุน

แต่ปฏิกิริยาของผู้อ่าน (โดยเฉพาะชนชั้นนำแห่งสยาม) ที่มีต่อข้อเขียนและหนังสือพิมพ์ของเขาน่าสนใจมาก

เขากล่าวว่า “เมื่อจวนจะสิ้นปีทุกปี ได้มีปัตสนเท่ห์มาปะริภาศทุกปี, ครั้นในปีที่ 4 นี้ ถลกวิทยาผุดโผล่ขึ้นมาจากไหนก็ไม่ทราบ ด้วยหายไปนาน กรงเข้าถลกเอาหนังกำพร้าแทบจะถลอกไป”

“แต่มาคิดเห็นว่า, เราเองก็ไม่ต่างอะไรแก่ใส้เดือน เพราะใส้เดือนมันคงเข้าใจเหมือนเราเข้าใจว่า, ตัวมันทั้งเกลี้ยงแลกลมแลมีเงามีแสงด้วย, เห็นเปนธรรมดาอยู่เอง, ที่ใครจะไม่เข้าใจอย่างนั้น, ย่อมเข้าใจว่า ของตัวที่ได้กล่าวออกมาแล้วนั้น เปนดีแน่ถูกแน่, ไม่เห็นเลยว่าใครจะไม่เข้าใจอย่างนั้น, อาไศรยความเห็นอย่างนี้จึ่งทำเนาไม่ถือ”

เขายังพยายามออกหนังสือต่อไปในปี 2450 คือ ศิริพจนภาค รายเดือน

เทียนวรรณตายในปี 2458 ด้วยอายุ 73 ปี ในบั้นปลายชีวิตเขาได้เห็นการพยายามเปลี่ยนแปลงอำนาจปกครองด้วยกำลังในกรณีกบฏ ร.ศ.130 (พ.ศ.2455)

เทียนวรรณเริ่มการสังเคราะห์ความคิดทางการเมืองเป็นคนแรกๆ ในกรุงสยาม ที่ต่างจากนักคิดชนชั้นขุนนางและเจ้านายคือเขามาจากสามัญชน

หลักการแรกคือการยอมรับในกฎแห่งอนิจจัง ในความเปลี่ยนแปลงและไม่ยั่งยืนถาวรของสรรพสิ่ง ความเชื่อในอำนาจแห่งกรรมโดยไม่มีเงื่อนไข ความเชื่อใน “วิสัย” หรือธรรมชาติมนุษย์ที่เป็นไปตามธรรมดาของมัน

ข้อที่เทียนวรรณต่างไปจากความเชื่อแนวพุทธสังคมแบบเก่า ได้แก่การที่เขาใช้การวิเคราะห์อันรวมถึงการมองถึงสภาวะอันขัดแย้งกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงซึ่งมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี อำนาจก็มีทั้งอำนาจที่ดีและไม่ดี ไปจนถึงกษัตริย์ก็มีทั้งที่ดีและไม่ดี เป็นต้น

นักคิดสมัยใหม่น้อยคนที่นิยามและนำเสนอความหมายและคุณธรรมของความเป็นคนอย่างธรรมดา ในอดีตก็มีเทียนวรรณและศรีบูรพา โดยทั่วไปสิ่งที่สังคมไทยยึดถือและปลูกฝังกันมานานในเรื่องคุณธรรมนั้น มักเป็นคุณธรรมของชนชั้นปกครองและจุดหมายของการเป็นคนในทัศนะของชนชั้นปกครองเสียเป็นส่วนใหญ่

ดังเห็นได้จากการเรียกร้องให้คนทั้งหลายทำแต่ความดี (ในทางนามธรรม) ทำการสมานฉันท์ (สามัคคี) และกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้ใหญ่กว่า ทั้งๆ ที่คำสอนเหล่านั้นแท้จริงแล้วคือปัญหาภายในของชนชั้นปกครองกันเองทั้งสิ้น

ที่ผ่านมาเราจึงไม่ค่อยมีคุณธรรมที่เป็นของประชาชนธรรมดากันเอง

เทียนวรรณเป็นนักคิดไทยสามัญชนคนแรกที่อธิบายถึงความหมายของมนุษย์ว่า “เป็นสัตว์ใจสูงใจกล้าใจสามารถ จึ่งได้เรียกว่ามนุษย์” ที่ต่างจากแนวทัศนะของรัชกาลที่ 4 และบรรดาเจ้านายสมัยนั้น ได้แก่การที่เทียนวรรณไม่ได้เน้นที่จุดอ่อนและธรรมชาติอันไม่ดีของคนอย่างเป็นด้านหลัก ตรงกันข้าม เทียนวรรณกลับนำเสนอคุณลักษณะด้านบวกอันเป็นสิ่งที่คนทุกคนสามารถฝึกฝนและเรียนจนทำได้

เทียนวรรณกล่าวว่า ความกล้าสามารถของมนุษย์คือ “สามารถจะเล่าเรียนศึกษาจำทรง แลอนุมัติอนุมานคาดคะเนกิจการน้อยใหญ่ละเอียดหยาบสูงต่ำดีชั่วใกล้ไกล หรือที่ล่วงลับไปแล้วนานนับได้หมื่นปี, หรือที่ยังไม่มีไม่เกิดขึ้นในเบื้องหน้า อันจะมีจะเกิดมาก็ได้. แลสามารถจะประกอบกิจการงานที่ละเอียดหยาบสูงต่ำดีชั่วประการใดๆ ในปัจจุบันให้เป็นให้มีขึ้นในตนแลผู้อื่นก็ได้ดั่งความมุ่งหมาย, แลทั้งสามารถจะล่วงรู้การแลสมัยแลธาตุในท้องฟ้าอากาศ แลอัธยาศรัยน้ำใจสัตว์ชาติเดียวกันและสัตว์อื่นด้วย, แลสามารถจะฝึกหัดวิทยาโลกธรรมให้สำเร็จมโนรสรู้เท่าถึงที่สุดแห่งทุกข์ แจ้งซึ่งมรรคผลแลนฤพานก็ได้ในชาติที่เรียกว่ามนุษย์”

ข้อที่น่าสังเกตอย่างมากคือการที่เทียนวรรณให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ที่ความสามารถและความกล้าอันมีอยู่ในตัวของคนเอง ไม่ใช่ความสามารถที่มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือได้มาจากประเพณีและความเชื่อแต่โบราณกาล

ทั้งยังเป็นความสามารถที่จะสร้างจากการปฏิบัติให้เกิดขึ้นกับตัวเองและผู้อื่นได้ด้วย

นั่นคือจุดหมายของความเป็นมนุษย์อย่างหนึ่งคือการยกระดับสร้างสรรค์ตนเองให้ดีขึ้นเช่นเดียวกับการช่วยผู้อื่นด้วยเช่นกัน

คุณสมบัติภายในตัวมนุษย์เองนี้ ไม่ใช่บรรทัดฐานทางศาสนาดังแต่ก่อน ที่ใช้อ้างเพื่อบรรลุจุดหมายของการสร้างรักษาระเบียบอันดีงามของสังคม

หากแต่เป็นคุณสมบัติทางโลกของมนุษย์ที่สามารถดัดแปลงสังคมในโลกนี้ได้ด้วยตนเอง

คุณธรรมของมนุษย์คืออะไร เทียนวรรณไม่ได้นำเอาพุทธธรรมมาอธิบายถึงคุณธรรมในการคุมความประพฤติของมนุษย์ ทั้งๆ ที่เขาก็มีความรู้ด้านนี้พอสมควร เขากล่าวว่าหากจะเอาธรรมของมนุษย์ ก็มีเช่น “กรรมกิเลศ 4 สัมปะธา 4 อริยทรัพย์ 7 กรรมบท 10 นี่แลเป็นอย่างต่ำ ถ้าสูงขึ้นไปก็ศีล 5 ศีล 8 ศีล 227 สัทธรรม 7 มรรค 8 ย่อมเป็นธรรมของมนุษย์ หรือจะทำมนุษย์ให้ได้เป็นมนุษย์อยู่ได้ต่อๆ ไป”

แต่ถ้าไม่มีธรรมดังกล่าวนี้ เขาเสนอว่า “ก็เอาความสุจริต ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู ความเมตตา ความอดทน 5 อย่างนี้ อาจจะเป็นนิสัยปัจจัยของมนุษย์ได้อยู่ อาจทำผู้ประกอบให้ได้รูปได้นามเป็นมนุษย์ แลจะเป็นถึงเทวดาด้วยก็จะได้”

เทียนวรรณน่าจะเป็นนักคิดคนแรกๆ ที่นำเสนอคุณธรรมของความเป็นคนบนพื้นฐานของหลักการทางสังคมโลกแบบใหม่ที่ไม่ได้วางอยู่บนคำสอนทางศาสนาล้วนๆ ดังแต่ก่อน

จริยธรรมที่เขาเสนอจึงมุ่งที่การสร้างคนให้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่คนที่จำต้องพึ่งพาผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจอย่างโงหัวไม่ขึ้น เขามองว่าคนที่จะได้ดีต้องมีวิทยาความรู้ ไม่ต้องอาศัยเหตุอย่างอื่น “นอกจากความประจักษ์จริงว่า เป็นคนดีแลรอบรู้ทรงคุณวิทยาแท้” คุณสมบัติของคนตามที่เขาเห็นจึงวางอยู่บนความถูกความชอบทั้งทางโลกย์และทางธรรม

ในทัศนะของเทียนวรรณ ผู้อื่นก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่าตัวเอง การสร้างแนวคิดที่ให้ความสำคัญทั้งกับอัตวิสัยและภววิสัยนับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายนัยอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงทางความคิดสังคมและการเมืองในระยะเวลาต่อมา

เมื่อพูดถึงมนุษย์และรูปแบบที่เข้ามาอยู่รวมกันเป็นชุมชนกระทั่งถึงประเทศ ปัจจัยที่เทียนวรรณใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดวางปัญหา ก็ได้แก่ธรรมชาติมนุษย์ อันได้แก่อกุศลมูลและกิเลสตัณหาที่มีในมนุษย์ ไปถึงสันดานอันเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมความเป็นไปของคน กรรมอันเป็นการปฏิบัติของคนมีทั้งกรรมในอดีตและกรรมในปัจจุบัน เป็นตัวชี้ถึงผลที่จะเกิดแก่คนคนนั้น

ในที่สุดเมื่อวิเคราะห์ถึงความเป็นไปของมนุษย์ในประเทศ เทียนวรรณก็มองไปที่สังคมการเมืองว่าเป็นเสมือนร่างกายหรือองคาพยพที่มีชีวิต โดยที่เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงและรักษาสังคมนั้นคืออำนาจ

การปกครองก็คือการบังคับด้วยอำนาจ

การเกิดผู้ปกครองและกษัตริย์และราษฎรผู้อยู่ใต้การปกครอง ก็เป็นผลมาจากกรรม ปัจจัยหลักในการเชื่อมธรรมชาติมนุษย์และแนวคิดทางพุทธสังคมให้เข้ากับระบบและสังคมการเมืองก็คือกฎหมาย

เทียนวรรณมองว่าอำนาจมี 2 อย่าง คืออำนาจคนพาล กับอำนาจของนักปราชญ์ ทำ “กัลยาณกรรม” คือความอันงามคือไม่ผิดกฎหมายและคำสอนในพุทธศาสนา ในบรรดาวิชาต่างๆ อันจำเป็นแก่การดำรงชีพและสังคม เทียนวรรณลำดับความสำคัญดังนี้ จากวิชาช่าง ไปสู่วิชาพูด วิชาเขียน และสำคัญที่สุดคือวิชาคิด แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องอาศัยซึ่งกันและกัน วิชาคิดจึงจะมีแสดงผลออกมาได้

วิเคราะห์สังคมของเทียนวรรณ เริ่มด้วยการสังเกตและเห็นปรากฏการณ์แห่งโรคหรือปัญหานั้นได้ก่อน

โรคของสังคมแสดงอาการดังนี้ “สิ่งใดได้กระทำให้ทรัพย์สมบัติแลยศถาบรรดาศักดิ์ อำนาจชื่อเสียงผลประโยชน์ แลร่างกายซูบผอมบอบช้ำ หรือจิตใจเศร้าหมอง หรืออันตรายถึงชีวิตได้ ก็นับสิ่งนั้นว่าเป็นโรค”

แบ่งโรคออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) โรคทางศาสนาแลทางราชการ กับ 2) โรคทางของราษฎร

เมื่อมีปัญหาฟ้องร้องก็ไม่ไปถึงไหน ดุจคำเขาพูดว่า “ถ่อไม่ถึงดิน” ผู้ตั้งใจช่วยเหลือก็ไม่มีอำนาจพอหรือใช่หน้าที่ แปลว่า “เข้าไม่ถึง” คนโง่สามารถทำลายล้างอำนาจบ้านเมืองของตนเอง คนฉลาดสามารถทำลายล้างอำนาจบ้านเมืองของผู้อื่น

แต่คนพาลนั้นสามารถทำลายล้างอำนาจบ้านเมืองของตนเองแลของผู้อื่นได้ด้วย

ข้อคิดเรื่อง “คนพาล” นี้ผมว่าสอดคล้องกับสภาวะการเมืองไทยปัจจุบันนี้อย่างยิ่ง ดูการขับเคี่ยวและโจมตีกันระหว่างพรรคและกลุ่มการเมืองสองสีขณะนี้ก็จะเป็นสมดังที่เทียนวรรณวิพากษ์ไว้เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ว่าเป็นการสู้กันระหว่างคนพาลฝ่ายต่างๆ ทั้งนั้น ส่วนคติเรื่อง “รัฐล้มเหลว” จะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ ขึ้นกับรสนิยมทางการเมืองของแต่ละคน

“ความจริง ความดี ความถูก” ทั้งสามอย่างทุกประเทศแสวงหา บ้านเมืองใดที่ยังไม่เป็นศิวิไลย ก็แสดงว่ายังไม่มีคุณธรรมดังกล่าวนั้นครบถ้วน

ผมอ่านความคิดของเทียนวรรณแล้วอดคิดไม่ได้ว่า หากสถาบันการศึกษาไทยสามารถนำความคิดและข้อเสนอของเขาไปปฏิบัติในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ของการวิจัยเพื่อนวัตกรรมและความก้าวหน้าของสังคมไทย เราอาจได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าที่พัฒนาต่อยอดมาถึงปัจจุบันได้ระดับที่ไม่อับจนนัก จนสามารถสร้างเป็นความรู้ของเราเองได้แบบที่ไม่ต้องไปเลียนแบบของคนอื่นๆ ตลอดเวลา

จึงไม่ใช่ความบังเอิญที่ปัญญาชนนักคิดไทยรุ่นหลังที่สามารถคิดวิเคราะห์สภาพและปัญหาสังคมไทยได้เหมือนเทียนวรรณคือศรีบูรพา และอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ได้เสนอหลักคิดอันวางไว้ที่หลักการ 3 ประการ คือหลักความจริง ความดี และความงาม รวมถึงการถูกทำร้ายลงโทษจากรัฐไทยเช่นเดียวกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”