ก่อนจะไปถึง ‘น้ำดอกไม้เทศ’ ลองพิจารณา 3 คำนี้ ระหว่าง ‘น้ำดอกไม้ – น้ำดอกไม้สด – น้ำดอกไม้เทศ’ ซึ่งไม่ใช่แค่เขียนต่างกัน ความหมายก็ต่างกันด้วย
สองคำแรก คือ ‘น้ำดอกไม้’ และ ‘น้ำดอกไม้สด’ ถ้าหมายถึงน้ำ จะเป็นน้ำแบบเดียวกัน ใช้แทนกันได้ “พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน” อธิบายว่า
“น้ำดอกไม้ ๑ น้ำดอกไม้สด เป็นคำนาม เป็นน้ำที่ลอยดอกมะลิ เป็นต้น มีกลิ่นหอม ใช้ผสมทำขนม ทำเป็นน้ำข้าวแช่ ทำน้ำอบไทย เป็นต้น” แสดงว่าใช้กินได้ ใช้ประพรมทาเนื้อตัวก็ได้
ทั้ง ‘น้ำดอกไม้’ และ ‘น้ำดอกไม้สด’ พบได้ทั่วไปในวรรณคดีไทยประเภทบทละครที่มี ‘ขนบ’ หรือมีแบบแผนการแต่งโดยเฉพาะ คือ ก่อนตัวละครสำคัญๆ จะถือกำเนิด โกนจุก เข้าเฝ้า ไปพบสาว ชมสวน เดินทาง ไปทำศึกสงคราม ฯลฯ
สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ‘บทสระสรงทรงเครื่อง’ หรือบทอาบน้ำแต่งกายของตัวละครทั้งชายหญิงทุกเพศทุกวัย จะอาบคนเดียวตามลำพัง อาบเป็นคู่ หรืออาบเป็นหมู่พร้อมๆ กันหลายคนก็ยังได้ เพราะในการแสดงละครรำ เป็นอีกตอนที่เหมาะจะอวดฝีมือโชว์ลีลาการร่ายรำงามวิจิตรสะกดสายตาผู้ชมได้เป็นอย่างดี
บทละครรำเรื่อง “อิเหนา” ตอนที่ประไหมสุหรีให้กำเนิดอิเหนาโอรสท้าวกุเรปัน รัชกาลที่ 2 ทรงบรรยายว่า
“เมื่อนั้น องค์มะเดหวีศรีใส
จึงเอาข่ายแก้วแววไว รับพระดนัยโฉมยง
แล้วเอาน้ำดอกไม้ใสสด มารินรดชำระสระสรง
ลูบไล้ด้วยเครื่องสุคนธ์ทรง วางลงบนยี่ภู่พานสุวรรณ”
ตอนโกนจุกหรือโสกันต์สียะตรา (น้องชายนางบุษบา) โอรสท้าวดาหา ก็อาบน้ำดอกไม้สดเช่นเดียวกัน
“ขัดสีมลทินวารินรด น้ำดอกไม้ใสสดสรงสนาน
ลูบไล้เครื่องต้นสุคนธาร นางอยู่งานรำเพยพัชนี”
บางทีกวีใช้คำสั้นๆ ว่า ‘น้ำดอกไม้’ ก็มี ดังตอนที่สียะตราปลอมตัวใช้ชื่อว่า ‘ย่าหรัน’ ท้าวกาหลังส่งคนมารับเข้าเมือง ย่าหรันก็สระสรงทรงเครื่องเสียก่อน
“เย็นฉ่ำน้ำดอกไม้ไขสุหร่าย วารีโรยโปรยปรายตกต้อง
ทรงเครื่องสุคนธารใส่พานรอง กระแจะเจือเนื้อทองชมพูนุท”
บ่อยครั้งที่กวีมิได้ใช้คำว่า ‘น้ำดอกไม้’ หรือ ‘น้ำดอกไม้สด’ แต่กล่าวถึงดอกไม้ที่ทำให้น้ำนั้นหอมกรุ่น ดังตอนที่อุณากรรณ (หรือนางบุษบาขณะปลอมเป็นชาย) อาบน้ำ
“เมื่อนั้น อุณากรรณรัศมีศรีใส
จึงเข้าที่สระสรงคงคาลัย พระพี่เลี้ยงเคียงไขปทุมทอง
น้ำกุหลาบอาบอบตระหลบกลิ่น วารินชำระรดหมดหมอง”
ในบทละครรำเรื่อง “อิเหนา” อุณากรรณอาบน้ำกุหลาบเพียงลำพัง แต่พระรามพระลักษมณ์เก๋กว่านั้นเพราะอาบคู่ ดังจะเห็นได้จากบทละครในเรื่อง “รามเกียรติ์” เล่าถึงพระรามพระลักษมณ์สองพี่น้องอาบน้ำพร้อมๆ กันก่อนทำศึกกับพระยายักษ์แสงอาทิตย์
“เมื่อนั้น พระสุริยวงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
จึ่งตรัสชวนอนุชาจรลี ไปเข้าที่สระสรงคงคาลัย
ไขสุหร่ายวารินกลิ่นกุหลาบ กระเซ็นซาบอาบองค์เย็นใส”
‘นํ้าดอกไม้’ หรือ ‘น้ำดอกไม้สด’ นอกจากหอมละมุนกรุ่นกลิ่นกุหลาบแล้ว ยังหอมชื่นใจด้วยกลิ่นดอกมะลิ ดังที่บทละครรำเรื่อง “อิเหนา” ตอนปันหยีให้สังคามาระตายกทัพไปช่วยท้าวประมอตัน สังคามาระตาเตรียมตัวก่อนยกทัพ ดังนี้
“ชำระสระสรงสุธารส มะลิสดเฟื่องฟุ้งจรุงกลิ่น
ทรงสุคนธ์ปนทองหอมประทิน ภูษาทรงข้าวบิณฑ์พื้นแดง”
มีบ้างบางครั้งกวีมิได้ระบุว่ามีไม้ดอกหอมชนิดใดทำให้น้ำอาบนั้นสดชื่นหอมรวยริน แต่กล่าวรวมๆ กันไปว่ามีหลากหลายดอกไม้หอม ดังตอนรวมญาติวงศ์อสัญแดหวาที่กรุงกาหลัง
“เมื่อนั้น สองศรีปัตหราผู้เป็นใหญ่
ได้ฟังอนุชายาใจ ตริไตรเห็นชอบท่วงที
ต่างตรัสชวนองค์อนุชา กับห้าอัศเรศมเหสี
ทั้งราชโอรสแลบุตรี เข้าที่สระสรงคงคา
ต่างองค์ชำระสระสนาน สุคนธารรื่นรวยด้วยบุหงา (บุหงา = ดอกไม้)
ต่างทรงภูษิตรจนา สะอิ้งแก้วแววฟ้าอร่ามเรือง”
อันที่จริง ‘น้ำดอกไม้’ เป็นคำเก่าแก่โบร่ำโบราณ ใช่จะมีใช้แต่ในวรรณคดีเท่านั้น ใน “กฎหมายตราสามดวง” ก็มี เป็นหนึ่งในน้ำสำคัญที่มีส่วนในงานพระราชพิธี 12 เดือน ดังระบุไว้ใน ‘กฎมณเทียรบาล’ หรือ กฎหมายเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยา ดังนี้
“พระราชพิทธีแต่มีสนาม คือ เบาะพกเผดจ์สกลดแจดสํพรรษฉินท พัทรบทเฉวียน พระโคดุลาพาน บุษยาภิเศกราชาภิเศกอินทราภิเศก คชกรรมประถมาภิเศก ประถมกรรมมัทยมกรรมอุดมกรรม อาจาริยาภิเศก อุปราคาปราบดาภิเศก ๑๗ การพิทธีนี้ย่อมสนามสำหรับสนามเหมบัตร ท่อศวัศดิสหัศธาราน้ำอบ ๑๖ คนโท น้ำดอกไม้ ๑๖ คนโท พนักงานขุนสยมพรขึ้นหล่อน้ำในเหม สมุหประธารแบกพานสนานวงง หน้าช้างพระบาท คลังผ้าซับพลเทพน้ำ น้ำสังขปโรหิตรภิราม น้ำกลดมเหธรพิเชต งานสมโพทสมุหะประธารทูลเผยใบศรี ญาณประกาษ ถวายสโลก อิศรรักษาถวายพร อินโทรตีอินทเภรี ศรีเกดตีฆ้องไชย ขุนดนตรีตีหรทึก การพระอรรคมเหษีดูจเดียว พระครูบโรหิตเอาบหลัดทัง ๔ ลดสหัศธาราทอง เอาเงีนทังสามพระองคหางานสนามหมีได้” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ฉบับนี้ไปไม่ถึง ‘น้ำดอกไม้เทศ’ ฉบับหน้า…ถึงแน่
จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
