Thuy Tien Nguyen ศิลปินผู้สำรวจคุณสมบัติของวัสดุและการรับรู้ ผ่านการจัดวางที่เปรียบต่างคุณสมบัติอันขัดแย้งกัน
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
ในตอนนี้ขอกลับมาต่อด้วยการเกริ่นถึงงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ครั้งที่ 4 ที่กำลังจะจัดขึ้นในช่วงปลายปี 2025 นี้ ที่จังหวัดภูเก็ต ด้วยการแนะนำหนึ่งในศิลปินที่เดินทางมาร่วมแสดงงานในมหกรรมศิลปะครั้งนี้
ศิลปินผู้นี้มีชื่อว่า ทุย เทียน เหงียน (Thuy Tien Nguyen) ศิลปินร่วมสมัยผู้พำนักและทำงานในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม
เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสถาบันการละครและภาพยนตร์ฮานอย (Hanoi Academy of Theater) ในปี พ.ศ.2558 และศึกษาต่อที่สถาบัน St?delschule ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ภายใต้การสอนของ แฮกู ยาง (Haegue Yang) ศิลปินชาวเกาหลีใต้ผู้ทรงอิทธิพลในโลกศิลปะร่วมสมัยในยุคปัจจุบัน (ผู้เคยร่วมแสดงงานในมหกรรมศิลปะ ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ครั้งที่ 3 ที่จังหวัดเชียงราย) ระหว่างปี พ.ศ.2561 ถึง 2567

แนวทางการทำงานศิลปะของเหงียนพูดถึงองค์ประกอบของความทรงจำที่ถูกกระตุ้นโดยวัตถุ ทั้งความทรงจำส่วนตัวและความทรงจำมวลชน โดยสำรวจว่า ความทรงจำเหล่านี้ถูกบิดเบือน แปลความหมาย และประกอบสร้างขึ้นใหม่อย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป เธอมักถ่ายทอดความประทับใจที่มีต่อวัตถุทั่วไปในชีวิตประจำวัน อันมีลักษณะแตกกระจายและคลุมเครือไม่ชัดเจน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุเหล่านั้น ที่ปรากฏให้เห็นทั้งในและนอกวิถีชีวิตประจำวันทั่วไป โดยนำเสนอผ่านการใช้วัตถุสิ่งของ, ภาพถ่าย, ประติมากรรม หรือศิลปะเชิงสถานการณ์ต่างๆ
ผลงานของเธอมักมีลักษณะคล้ายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเป็นเศษซากวัตถุอันเป็นผลพวงจากเหตุการณ์เหล่านั้น ที่ทิ้งเบาะแสและความงุนงงสับสนเอาไว้ในพื้นที่ที่เธอเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วย
เธอมักสำรวจคุณสมบัติของวัสดุและการรับรู้ ผ่านการจัดวางที่เปรียบต่างคุณสมบัติอันขัดแย้งกัน เช่น ความแข็งกับความนุ่ม, ความแห้งกับความชื้น หรือการใช้รอยต่อในผลงานประติมากรรม ที่ทำให้เกิดความรู้สึกโคลงเคลง ไม่สมบูรณ์แบบ เพื่อเป็นการสะท้อนถึงพื้นที่, สถานการณ์เกี่ยวกับแรงกด น้ำหนัก พื้นที่ว่าง และความเป็นมนุษย์
ผลงานของเธอมักสร้างฉากที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่สะท้อนร่องรอยของการกระทำในอดีต และกระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามกับประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของตนเอง




เหงียนเคยร่วมแสดงในนิทรรศการกลุ่ม And This is Us 2025 – Young Artists Based in Frankfurt ที่พิพิธภัณฑ์ Frankfurter Kunstverein ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เหงียนว่าจ้างให้ผลิตเฟอร์นิเจอร์สามชิ้นในประเทศเวียดนาม และนำเข้ามายังประเทศเยอรมนี ได้แก่ ตู้เก็บเอกสาร โต๊ะประชุม และเก้าอี้สำนักงาน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มักพบในสภาพแวดล้อมของสำนักงานทั่วไป เธอออกแบบให้เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้มีพื้นผิวที่ขัดเงาอย่างประณีต ในโทนสีเข้มสะท้อนแสง พร้อมตกแต่งด้วยแท่งเหล็กขัดมันดีไซน์เงางาม ภาษาการออกแบบที่พิถีพิถันนี้สร้างความรู้สึกของความหรูหราและมีระดับ แต่ในขณะเดียวกัน ก็สะท้อนถึงความเป็นมาตรฐาน ที่ทำให้เราระลึกถึงสำนักงานผู้บริหารในบริษัทกฎหมายขนาดใหญ่หรือสำนักงานใหญ่ขององค์กร
เหงียนยังลดขนาดของเฟอร์นิเจอร์ทั้งสามชิ้นลงจากขนาดปกติ และถอดถอนหน้าที่การใช้งานดั้งเดิมออกอย่างสิ้นเชิง เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นวัตถุสะท้อนเสียง โดยภายในบรรจุระบบเฟืองกลไกที่สามารถเล่นทำนองดนตรีได้
งานชิ้นนี้จึงไม่เพียงแต่ตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของวัตถุในชีวิตประจำวัน แต่ยังสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ ความเป็นมาตรฐาน และการแปรเปลี่ยนของฟังก์ชั่นผ่านการแทรกแซงในเชิงศิลปะอีกด้วย


ในทุกวัฒนธรรมและทุกยุคสมัย การจัดวางและออกแบบพื้นที่ภายใน เพื่อแสดงออกถึงอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ถูกใส่ใจและบ่มเพาะมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นขนาดของโต๊ะทำงานของประธานาธิบดี ระยะห่างที่โต๊ะนั้นสร้างขึ้นระหว่างเขากับคู่สนทนา ความสูงของเก้าอี้ที่ถูกยกระดับขึ้นเล็กน้อย เพื่อเน้นย้ำลำดับขั้นในโครงสร้างอำนาจ หรือฉากกั้นห้องที่แยกพื้นที่สาธารณะออกจากพื้นที่ส่วนตัว เช่น ฉากพับลวดลายหรูหรา, ทั้งหมดล้วนเป็นเครื่องมือเชิงพื้นที่ ที่ใช้ในการจัดวางและแสดงออกถึงอำนาจในย่านการเงินของแฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งเป็นที่ตั้งของธนาคารและสำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศ พื้นที่ที่ใช้อำนาจและบริหารจัดการนั้นล้วนถูกออกแบบและจัดเรียงอย่างประณีตราวกับฉากการแสดงที่ถูกกำกับอย่างแม่นยำ
เหงียนได้ติดตั้งระบบเฟืองกลไกที่ประณีตลงในวัตถุสามชิ้นจากโลกทุนนิยมการเงิน ซึ่งเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน โดยระบบเหล่านี้ทำหน้าที่เล่นทำนองเพลงผ่านกล่องดนตรี ในเพลง It’s just a burning memory ของ The Caretaker ซึ่งเป็นผลงานจากโครงการดนตรีที่มีแก่นเรื่องเกี่ยวกับการหลงลืม เพลงนี้เป็นเวอร์ชั่นที่ถูกทำให้ช้าลงจากต้นฉบับในยุค 1930 เพื่อให้ความทรงจำในอดีตยังคงสะท้อนก้องอยู่ในปัจจุบัน
กลไกที่ใช้นั้นได้รับการถอดแบบจากต้นฉบับเพลงที่มีอยู่ แล้วสร้างขึ้นใหม่โดยวิศวกรชาวเวียดนาม ในการเปิดใช้งานระบบที่ Frankfurter Kunstverein เหงียนใช้เครื่องแปลงแรงดันไฟฟ้า ซึ่งเป็นการแปลงไฟจากระบบของเวียดนามให้เข้ากับระบบของเยอรมนี
การแปลงแรงดันไฟฟ้านี้จึงกลายเป็นองค์ประกอบทางแนวคิดในงานของเธอ มันชี้ให้เห็นถึงระบบมาตรฐานที่เมื่อไม่สอดคล้องกันแล้ว จะก่อให้เกิดความเพี้ยน เสียงเพลงที่เล่นออกมาจึงแปรเปลี่ยนไป



ความพยายามในการถ่ายทอดสุนทรียะของเฟอร์นิเจอร์สำนักงานในระดับสากลจึงเกิดความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย เสียงดนตรีที่บิดเบี้ยวกลายเป็นสิ่งที่รบกวนภาพลวงตาแห่งความสมบูรณ์แบบ ในงานหลายชิ้นของเหงียน เธอมักนำวัสดุที่มีคุณสมบัติตรงข้ามกันมาเปรียบเทียบกัน เช่น ความแข็งกับความอ่อนนุ่ม สิ่งที่เป็นสารอินทรีย์กับโลหะอุตสาหกรรม ของแข็งกับของเหลว
วัตถุทั้งสามชิ้นที่ดูเรียบหรูและไร้ที่ติ ปรากฏต่อสายตาผู้ชมด้วยความประณีตในทุกรายละเอียด รูปทรงและภาษาการออกแบบที่งดงามของพวกมันถ่ายทอดความรู้สึกของความเป็นสากล ราวกับเป็นสัญลักษณ์แทนระบบเศรษฐกิจและสังคมในระดับโลก ทว่าในขณะเดียวกัน วัตถุเหล่านี้ก็เป็นผลผลิตของแรงงานที่ถูกจ้างผลิตจากภายนอก ภายใต้ระบบเศรษฐกิจตลาดโลกที่ยังคงดำเนินไปตามรอยร้าวของยุคอาณานิคม
เหงียนตั้งคำถามถึงวิธีที่ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในการออกแบบและการเลือกใช้วัสดุสามารถสะท้อนตำแหน่งแห่งที่ในลำดับชั้นทางสังคมได้อย่างไร ภาษาทางสายตานี้ยังบรรจุรูปแบบขององค์กรและพฤติกรรมเชิงบรรษัทนิยม ที่ได้รับการถ่ายทอดและนำไปใช้ทั่วโลกอีกด้วย
เหงียนยังร่วมแสดงในนิทรรศการกลุ่ม Good Old Neon ที่จัดแสดงที่ Nova Contemporary กรุงเทพฯ ประเทศไทย ด้วยผลงานที่พูดถึงองค์ประกอบของความทรงจำที่ถูกกระตุ้นโดยวัตถุ อย่างประติมากรรมขาเก้าอี้ที่หล่อจากน้ำตาล โดยใช้แม่พิมพ์ที่หล่อจากขาเก้าอี้ที่ยายของเธอเคยนั่ง
หรืองานอีกชิ้นที่พูดถึงเรื่องราวสมัยเด็ก ที่เด็กเวียดนามทุกคนถูกบังคับให้คัดลายมือด้วยพู่กันโดยใช้หมึกสีม่วง โดยหยิบเอาเรื่องราวเหล่านี้มาทำงานศิลปะโดยใช้หมึกสีม่วง หรืองานประติมากรรมอีกชุด ที่พูดเรื่องของความไม่สมดุล ซึ่งถูกใช้ในภาษาเชิงเปรียบเทียบมากมาย อย่างเช่น เวลาเรารู้สึกดีใจเหมือนตัวลอย หรือมีภาระจนเหมือนบ่าถูกกดทับเอาไว้ หรือเวลาไปที่ไหนที่ไม่คุ้นเคย เราก็จะเดินกระย่องกระแย่งด้วยความไม่มั่นใจ หรือผลงานประติมากรรมเหล็กรูปขาโต๊ะเอง ก็มาจากการที่เหงียนเริ่มเข้าไปเรียนที่แฟรงก์เฟิร์ตแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอก ไม่สามารถมีความสมดุลในชีวิตได้
ในผลงานประติมากรรมของเหงียน ยังใช้รอยต่อทำให้เกิดความกระย่องกระแย่ง ไม่สมบูรณ์แบบ เป็นการสะท้อนถึงพื้นที่, สถานการณ์เกี่ยวกับแรงกด, น้ำหนัก, พื้นที่ว่าง และความเป็นมนุษย์

ที่น่าสนใจก็คือเหงียนยังใช้น้ำตาล เป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักในผลงาน ด้วยการที่วัตถุเปลี่ยนจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่ง เช่น ของแข็งกลายเป็นของเหลว จากไอน้ำกลายเป็นน้ำ จากผงกลายเป็นของแข็ง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่องค์ประกอบทางความรู้สึกของมนุษย์ แต่อยู่ในองค์ประกอบของวัตถุทางธรรมชาติทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสสารต่างๆ ที่ทำงานอยู่ในโลก ผ่านภาษาที่มนุษย์ (เพศชาย) สร้างขึ้นเป็นส่วนใหญ่
ผลงานของเหงียนยังได้รับการจัดแสดงในสถาบันศิลปะ เทศกาล และพื้นที่อิสระนานาชาติหลายแห่ง อาทิ นิทรรศการ Upright Winter ที่ Alter Seilerei เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ในปี พ.ศ.2566, นิทรรศการ Soft Proof ที่ Museum Angewandte Kunst เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ในปี พ.ศ.2567, นิทรรศการ POWER HOUSE – energy rising” ที่ Nova Space ใน Schiller Museum เมืองไวมาร์ ประเทศเยอรมนี ในปี พ.ศ.2566, นิทรรศการ Touch Release ที่ Wiesbaden Kunstverein เมืองวีสบาเดิน ประเทศเยอรมนี ในปี พ.ศ.2564, เข้าร่วมแสดงงานในมหกรรมศิลปะ Documenta 15 ใน Stadtmuseum เมืองคัสเซิล ประเทศเยอรมนี ในปี พ.ศ.2566, เทศกาล Hanoi Creative Festival Weekend 2024 ในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม และเทศกาลศิลปะ RAY Triennale ที่ Museum Angewandte Kunst เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี
ทุย เทียน เหงียน เป็นหนึ่งในศิลปินที่จะเดินทางมาร่วมแสดงผลงานในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025 ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568-เมษายน 2569 ที่จะถึงนี้ ส่วนผลงานของเธอจะเป็นแบบไหนอย่างไรนั้น เราก็คงต้องรอชมกันต่อไปด้วยใจระทึกพลัน
ข้อมูล https://shorturl.at/xno2g, https://shorturl.at/h2XNC




เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
