bg-single

ส่องสมองคนชอบใช้ AI

02.07.2025

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

Instagram : @sueching

Facebook.com/JitsupaChin

ส่องสมองคนชอบใช้ AI

Gen AI ผู้ช่วยในการคิดและเขียนยุคใหม่ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามันเป็นเครื่องมือทรงพลังที่ทำให้การทำงานของเราง่ายและรวดเร็วขึ้นเยอะได้ในหลายมิติ จนทุกวันนี้หากเราเห็นงานเขียนที่มีข้อผิดพลาด ไวยากรณ์ไม่ถูกต้อง ภาษาไม่สวย หรือสะกดผิด ก็อาจจะทำให้พาลรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมเจ้าของงานเขียนถึงไม่ใช้ AI ช่วยเขียนหรือช่วยตรวจงานนะ

มีการถกเถียงกันอยู่บ้างเรื่องความเหมาะสมในการใช้ Gen AI มาช่วยเขียน โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาที่ตอนนี้นักเรียน นักศึกษา มีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการทำงานส่งครูด้วยตัวเองแต่เลือกไปใช้ AI ช่วยผลิตงานออกมาให้แทน ท้าทายระบบการศึกษาว่าจะต้องปรับตัวอย่างไรต่อไปหลังจากนี้

ใครจะใช้ AI หรือไม่ใช้ AI ก็คงเป็นทางเลือกของแต่ละคน แต่มีผลการวิจัยชิ้นใหม่ชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจมากเพราะเป็นการลองไป ‘ส่องสมอง’ คนสองกลุ่ม กลุ่มที่ใช้ AI และไม่ใช้ AI ดูว่ามีความแตกต่างกันบ้างหรือเปล่า

และผลลัพธ์ก็พบว่า มี! แถมแตกต่างกันมากเสียด้วย

งานวิจัยชิ้นนี้ทำขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์จาก Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT โดยตั้งเป้าไว้ว่าอยากจะหาความแตกต่างของกิจกรรมทางสมองระหว่างกลุ่มคนที่ใช้ AI ยอดนิยมอย่าง ChatGPT และกลุ่มที่ไม่ใช้ โดยเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่อายุ 18-39 ปี จำนวน 54 คน

นักวิทยาศาสตร์แบ่งอาสาสมัครกลุ่มนี้ออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก ให้ใช้ ChatGPT ช่วยเขียนเรียงความ

กลุ่มที่สอง ให้ใช้วิธีเดิมที่เราทำกันมานานหลายปี คือใช้ Google ในการช่วยค้นหาข้อมูลมาเขียนเรียงความ

และกลุ่มที่สาม ให้เขียนโดยไม่ให้ใช้เครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยี AI เลย แล้วตามเก็บข้อมูลเป็นเวลานานกว่า 4 เดือน

ในช่วง 3 เดือนแรก นักวิทยาศาสตร์ให้อาสาสมัครทั้ง 3 กลุ่มเขียนเรียงความเดือนละชิ้น พอเข้าเดือนที่ 4 ก็จะให้คนที่ใช้ ChatGPT สลับไปไม่ใช้ดูบ้าง ส่วนคนที่ไม่ได้ใช้ก็ให้สลับไปใช้

เมื่อเขียนเรียงความเสร็จ นักวิทยาศาสตร์ก็จะใช้เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือ EEG มาบันทึกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสมอง และพบว่ามีความแตกต่างระหว่างคนที่ใช้และไม่ใช้ ChatGPT อย่างชัดเจน

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบก็คือ กลุ่มที่ใช้ ChatGPT ช่วยเขียนงานจะมีระดับทางประสาท ภาษา และพฤติกรรมที่ต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่เพียงแค่นั้น ยังพบว่าคนกลุ่มนี้ยิ่งเขียนเรียงความก็ยิ่งขี้เกียจขึ้นเรื่อยๆ

ผลจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองพบว่ากลุ่มที่ใช้ ChatGPT เป็นหลักจะมีการเชื่อมต่อที่อ่อนแอระหว่างเส้นประสาท และมีโครงข่ายคลื่นอัลฟ่าและเบต้าที่มีความเกี่ยวพันกันน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ส่วนกลุ่มที่ใช้ Google เป็นตัวช่วยจะมีระดับเหล่านี้อยู่ในขั้นปกติ และกลุ่มที่ไม่ได้ใช้เครื่องมืออะไรช่วยเลย ใช้แต่สมองตัวเองล้วนๆ จะมีระดับที่แข็งแรงที่สุด

ฉันอาจจะแปลออกมาได้ไม่ตรงเป๊ะ แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าค่าเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งเราใช้ AI มาช่วยเท่าไหร่ สมองเราก็ทำงานน้อยลงเท่านั้น

การวิจัยครั้งนี้แม้จะเป็นการวิจัยใหม่ที่เพิ่งจะทำขึ้นมา แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ได้สร้างความประหลาดใจอะไร เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีการศึกษากันมาแล้วว่าแชตบ็อต AI นั้นส่งผลกระทบต่อสมองและจิตใจของคนอย่างไรบ้าง

ผลการศึกษาของ MIT เองที่เคยจัดทำมาก็ค้นพบมาแล้วว่าคนที่ใช้ ChatGPT แบบจริงจัง กล่าวคือ เป็นเพาเวอร์ยูสเซอร์ที่ใช้จนเชี่ยวชาญไประดับแอดวานซ์เกินผู้ใช้ทั่วไปจะกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพา ChatGPT ไปจนถึงขั้นเสพติด และหากไม่ได้ใช้ก็จะเกิดอาการที่เรียกว่า withdrawal symptoms หรือลงแดงได้เลย

การศึกษาครั้งนั้นยังพบด้วยว่าถึงแม้คนส่วนใหญ่จะไม่ได้มีความผูกพันทางอารมณ์กับ ChatGPT แต่หากใช้งานไปนานๆ ก็จะเริ่มรู้สึกว่า ChatGPT กลายเป็น ‘เพื่อน’

และคนที่คุยกับ ChatGPT นานที่สุดก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกเหงาและเครียดกว่าเดิมหากแชตบ็อตมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปแม้เพียงนิดเดียว

นอกจากการศึกษาของ MIT แล้วก็ยังมีจากอีกหลายแหล่งที่ระบุว่าเทคโนโลยีอย่าง ChatGPT กำลังทำให้มนุษย์เราโง่ลงได้จริงๆ หรือมีนักข่าวที่เล่าประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองว่ามีทักษะอะไรที่พร่องลงบ้างจากการใช้ ChatGPT ที่มากเกินไป

เรื่องผลกระทบที่มีต่อสมองหรือทักษะทางความคิดก็เรื่องหนึ่ง การใช้เทคโนโลยี AI มากเกินไปก็ยังส่งผลกระทบทางจิตใจด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องที่กำลังได้รับการศึกษาอย่างใกล้ชิดอยู่เหมือนกัน

ฉันเองก็เพิ่งได้ยินเรื่องราวจากคนใกล้ตัวที่พึ่งพาการพูดคุยกับ ChatGPT เพื่อจะระบายความรู้สึกทุกข์ใจ ความกังวล หรือความเศร้าที่เกิดขึ้นหลังคลอด และเชื่อว่ามีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เลือกที่จะให้แชตบ็อตช่วยรับฟังปัญหาชีวิตมากกว่าที่จะไปปรึกษานักจิตบำบัดอย่างจริงจัง

แม้ว่าแชตบ็อตอย่าง ChatGPT หรือจากค่ายอื่นๆ จะทำหน้าที่รับฟังได้ดี และหลายๆ ครั้งก็ทำให้เรารู้สึกว่าดีกว่าไม่มีใครให้ระบาย แต่ผู้ใช้งานบางกลุ่มก็พบว่ามันก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้เหมือนกัน

บางครั้งแชตบ็อตก็ยิ่งทำให้เราดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ หรือก็เคยมีแม้กระทั่งกรณีที่บางคนเลิกกินยาซึมเศร้าเพราะแชตบ็อตบอกให้เลิกก็มี

กลับมาที่สมองของคนชอบใช้ AI แม้ว่าในตอนนี้เครื่องมืออย่าง AI ยังเป็นสิ่งที่ใหม่มากและเราอาจจะยังไม่เข้าใจผลกระทบของมันที่มีต่อระบบความคิดของมนุษย์อย่างเต็มที่ แต่ฉันก็คิดว่าการเดินทางสายกลางก็ยังคงใช้ได้เสมอ เราคงไม่จำเป็นต้องตัด AI ทิ้งไปจากชีวิตแต่อาจจะตั้งใจเว้นภารกิจบางอย่างให้ยังคงเป็นหน้าที่ของสมอง ให้เราได้ฝึกปรือมันอยู่เรื่อยๆ

ทักษะบางอย่างที่แม้ AI จะทำให้เราได้รวดเร็ว แต่หากเราได้เรียนรู้เสริมสร้างทักษะนั้นๆ เอาไว้บ้างก็จะทำให้เราไม่ต้องพึ่งพามันร้อยเปอร์เซ็นต์

เปรียบไปก็อาจคล้ายกับการพึ่งพาเครื่องคิดเลข แน่นอนว่ามันคิดเลขให้เราได้รวดเร็วแม่นยำแต่ในจังหวะที่ไม่มีเครื่องคิดเลขใกล้มือ

การคำนวณได้ด้วยสมองของเราเองมันก็ดีเสมอ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน