คำ ผกา
หนทางพิสูจน์ม้า
กาลเวลาพิสูจน์แพทองธาร
การเมืองไทยนาทีนี้เร้าใจมาก เริ่มจากการปรับ ครม.ของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ที่ไม่ใช่การปรับเล็ก แต่เป็นปรับใหญ่ นั่นคือเปลี่ยนสมการของพรรคร่วมรัฐบาล นั่นคือปรับเอาภูมิใจไทยออก
นั่นแปลว่าฝ่ายรัฐบาลจะเหลือเสียงอยู่ที่ 261 เสียง และฝ่ายค้าน เสียงจะเพิ่มเป็น 234 เสียง พูดได้ว่าเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ
การปรับใหญ่ครั้งนี้เกิดจากการที่ฝ่ายนายกฯ แพทองธารยื่นข้อเสนอที่ “ยาก” สำหรับภูมิใจไทย นั่นคือ เพื่อไทยต้องการเอากระทรวงมหาดไทยมาบริหารเอง โดยจะแลกกับกระทรวงสาธารณสุขที่อนุทิน ชาญวีรกูล เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว บวกกับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ อันเป็นข้อเสนอที่ทางภูมิใจไทยบอกว่า จะมาแบบนี้ขอเป็นฝ่ายค้านดีกว่า
มองในแง่การเมืองก็ต้องถือว่าพรรคเพื่อไทยใจเด็ดมาก เพราะเป็นเสียงที่ปริ่มน้ำอยู่บนความสั่นคลอนหลายประการของรัฐบาล เพราะ “อารมณ์ร่วม” หรือ sentiment ของสังคมที่มีต่อรัฐบาลไม่อยู่ในแดนบวก
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
ฉันเคยเขียนไว้ในต่างกรรมต่างวาระว่า
หนึ่ง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเกือบทุกรัฐบาลบนโลกใบนี้จะไม่เป็นที่รักของประชาชน และสื่ออย่างเป็นเรื่องปกติ เพราะประชาชนมีชีวิตอยู่บนความคิดที่ว่า ฉันอุตส่าห์เลือกเธอไปใช้อำนาจแทนฉัน ดังนั้น พวกเธอติดหนี้บุญคุณฉันอยู่นะ ทำตัวดีๆ หน่อย ตั้งใจทำงานหน่อย
หรือสื่อมวลชนที่ดีย่อมต้องวางตัวเป็นขั้วตรงข้ามกับรัฐบาลอยู่แล้ว เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
สื่อไหนที่อวยรัฐบาลทุกวัน เขาไม่เรียกว่า “สื่อ” แต่เรียกว่ากระบอกเสียงของรัฐบาล เช่นที่ฉันเป็นอยู่ทุกวันนี้ (เป็นแบบจิตอาสาเสียด้วย)
เพราะฉะนั้น ในทางจิตวิทยาการเมือง ไม่ว่ารัฐบาลจะทำงานได้ดีหรือห่วย คะแนนนิยมจะค่อยๆ ลดลงตามอายุของรัฐบาลที่ยาวนานขึ้น เพราะทำได้ดีก็จะแค่เสมอตัว หากทำได้ไม่เข้าเป้าก็โดนด่าเละตุ้มเป๊ะ เป็นปกติ
ฉันจึงพูดอยู่เสมอว่า “การไม่ชอบรัฐบาลคือปรากฏการณ์ที่ปกติของสังคมประชาธิปไตย”
สอง ด้วยสัดส่วนของรัฐบาลผสมอย่างที่เป็นอยู่ผนวกกับการออกแบบการเมืองให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจน้อยกว่าระบบราชการ
พรรคเพื่อไทยที่มี 141 เสียงจึงล้มเหลวในการผลักดันนโยบายหลายอย่างที่หาเสียงเอาไว้
ประกอบกับการที่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน ก็ยิ่งทำให้นายกฯ แพทองธารไม่สามารถผลักดันนโยบายที่เป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัลวอลเล็ต หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

สาม ข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับกัมพูชาล่าสุดที่กำลังตั้งทรงมาดีโดยตลอดกลับต้องมาเจอการปล่อยคลิปเสียงระหว่างฮุน เซน กับนายกฯ แพทองธาร
ซึ่งเนื้อหาก็ไม่มีอะไร นอกจากการที่แพทองธารพยายามจะเจรจาพยายามจะเอาน้ำเย็นเข้าลูบฮุน เซน ว่า : มีอะไร อยากได้อะไร ต้องการให้เราทำยังไงเหรอ ถึงจะเลิกฟาดงวงฟาดงาใส่เราเสียที
พร้อมทั้งเปิดใจคุยว่า การที่ทางฝั่งกัมพูชาให้ข่าวในทำนองดิสเครดิตรัฐบาลไทยมาโดยตลอดก็ทำให้ “หลาน” หรือตัวนายกฯ แพทองธารทำงานลำบาก ถูกโจมตีจากคนในชาติ จากสื่อ
ซึ่ง ฮุน เซน ก็บอกว่า อยากให้เปิดด่าน นายกฯ แพทองธารก็บอกว่า ก็เป็นความต้องการตรงกันนี่นา แต่การเปิดนี้ต้องเปิดพร้อมกัน แถลงร่วมกันนะ เพื่อให้มั่นใจว่า เราจะเปิดร่วมกันจริงๆ
ส่วนการที่บอกว่า แม่ทัพภาคที่สองอยู่ในฝ่ายตรงกันข้ามกับเรา ก็เป็นเรื่องที่เป็นแท็กติกการคุยที่ใช้ทั้งลูกล่อลูกชนลูกอ้อน เพราะหวังสัมฤทธิผลให้ปัญหาได้รับการคลี่คลาย
แต่เมื่อมีคลิปเสียงออกมาแล้วคนไทยจำนวนไม่น้อยจะบอกว่า ไม่ดี ไม่มืออาชีพ เสียท่าให้ฮุน เซน หรืออะไรก็แล้วแต่
นั่นอาจเป็นเพราะคนไทยลืมเรื่องวิกิลีกส์ไปแล้วว่า ในการเจรจาของผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ รวมถึงการหารือนอกรอบนั้นแล้วแต่เนื้อหาที่อยู่ “นอกกรอบ” เต็มไปหมด
อีกทั้งเหลี่ยมคูของการ “คุย” ของผู้นำแต่ละคนก็ล้วนแต่แพรวพราวในแบบของตัวเอง
อันหมายถึงเรื่องซุบซิบติฉินนินทาจริงบ้างไม่จริงบ้าง เพราะการคุยกันตั้งอยู่บนความเข้าใจร่วมกันว่า “ไม่เปิดเผย” การละเมิดข้อตกลง การลักลอบอัดเสียง การนำมาเผยแพร่ต่างหากที่ผิดมารยาท ผิดข้อตกลง
เมื่อสังคมหายตกใจก็คิดได้ว่า กรณีคลิปเสียงนี้คนที่ทำผิดต่อหลักการสากลคือฝ่ายฮุน เซน เพราะการยกหูคุยกันระหว่างผู้นำประเทศต่างๆ เป็นเรื่องปกติ และเป็นที่รู้กันว่าจะไม่ถูกนำมาเผยแพร่
การปล่อยคลิปเสียงของกัมพูชาในสายตาของประชาคมโลก ถือว่ารัฐไทยถูกกัมพูชาละเมิด และนับจากนี้ต่อไปผู้นำประเทศอื่นๆ ก็ยากจะไว้ใจกัมพูชา และอาจถึงขั้นที่จะไม่กล้ามีบทสนทนาหรือมีก็มีด้วยอาการเสียวสันหลังว่าจะถูกอัดเสียง
เมื่อมีความเสียวสันหลังเช่นนั้นก็ยากที่จะทำให้การเจรจาไปไปได้ด้วยดี เพราะขาดความไว้วางใจ
งานนี้กัมพูชาเล่นเกมระยะสั้นที่ย้อนเข้าตัว เพราะทำให้ตัวเองเสียเครดิตในสายตาของนานาชาติด้วยตัวเอง
ส่วนในสายตาของนานาชาติก็มองว่าแพทองธารไม่ได้รับความเป็นธรรม
ความจริงใจของแพทองธาร และความปรารถนาดีของแพทองธารถูก abused โดยคู่เจรจา
และยิ่งทำให้ประเด็นข้อพิพาทเรื่องดินแดนที่กัมพูชาพยายามจะพาไปศาลโลกให้ได้ไม่มีน้ำหนัก เพราะกรณีคลิปเสียงนี้ทำให้เกิดความกังขาว่ากัมพูชามีความจริงใจแค่ไหนในการแก้ปัญหานี้อย่างสันติและตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชน
และยังถูกซ้ำเติมจากการถูกเปิดโปงในฐานะเป็น global scammer hub
ดังนั้น โจทย์ใหม่ของรัฐบาลกัมพูชาคือ ต้องกวาดบ้านตัวเองก่อน เพราะการเบี่ยงเบนประเด็นไปที่ข้อพิพาทกับไทยจะไม่มีน้ำหนักหลังจากกรณีปล่อยคลิปเสียงการเจรจากับแพทองธารออกไป
พูดเป็นภาษาชาวบ้านคือ เสียอะไรไม่สู้เสียเครดิต

เมื่อเกมพลิกมาเช่นนี้ การฉวยใช้กรณีคลิปเสียงมากดดันให้ยุบสภา หรือเปลี่ยนตัวนายกฯ จึงพลอยแป้กไปด้วย เพราะสังคมดันคิดได้ว่า หากเราเปลี่ยนตัวนายกฯ เพราะฮุน เซน ปล่อยคลิปก็เท่ากับว่าตอนนี้ผู้นำกัมพูชาสามารถล้วงลูกเข้ามาแทรกแซงการเมืองในประเทศได้
หรือพูดได้ว่า ผู้นำกัมพูชาสามารถ “ปั่นหัวคนไทย” ให้เดินตามเกมเขาได้ ยังไม่ทันรบ สลิ่มก็ประเคนประเทศให้กลายเป็นของเล่นของฮุน เซน ซะงั้น
ผู้มีชื่อเสียงในสังคมที่ไม่ได้เชียร์เพื่อไทย บางคนเกลียดรัฐบาลมากๆ ด้วยซ้ำ แต่ยังพอมีสติ จึงพากันออกมายับยั้งกระแสสังคมว่า เกลียดรัฐบาลแค่ไหนก็ต้องฮึบไว้นะ ต้องรักษาระบบสภาเอาไว้
การยุบสภาเท่ากับการสร้างสุญญากาศทางการเมือง และการรัฐประหารไม่ใช่ทางออกของประเทศแน่นอน
สำหรับฉันไม่ได้ห่วงเรื่องการรัฐประหารเลย
เพราะปัจจัยที่การรัฐประหารจะเกิดขึ้นในสังคมไทยก็ต่อเมื่อรัฐบาลเริ่มจะมีคะแนนนิยมมากเกินไป
หรือรัฐบาลมีความเข้มแข็งกุมเสียงข้างมากได้เด็ดขาด สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลงานออกมาดี ประชาชนเริ่มตระหนักว่าการมีรัฐบาลพลเรือนดีจังเลย และตัวนายกฯ ได้รับความนิยม เป็นขวัญใจมหาชน เมื่อนั้นแหละที่การรัฐประหารจะเกิดขึ้น
ทักษิณ ชินวัตร ถูกรัฐประหารก็ด้วยเหตุนี้
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกรัฐประหารก็เพราะขึ้นค่าแรงสำเร็จ จำนำข้าวสำเร็จ ขึ้นเงินเดือนคนจบปริญญาตรีสำเร็จ กำลังจะทำโครงการบริหารจัดการน้ำ และโครงการ Thailand 2020 กำลังจะขึ้นรูป
และหากสำเร็จก็จะกลายเป็นผลงานตลอดการของพรรคเพื่อไทย เหมือนที่สามสิบบาทเป็นมรดกของพรรคไทยรักไทย
ตรงกันข้ามรัฐบาลพรรคเพื่อไทยตั้งแต่นายกฯ เศรษฐามาจนถึงแพทองธารเป็นรัฐบาลที่ถูกเดียดฉันท์จากกลุ่มเกลียดทักษิณเดิม กลุ่มพันธมิตรเดิม ถูกเดียดฉันท์จากปัญญาชน คนชั้นกลาง ปัญญาชนสาธารณะ นักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนพรรคประชาชนด้วยเหตุผลว่า พรรคเพื่อไทยข้ามขั้ว ไร้อุดมการณ์ พาสังคมไทยกลับสู่การเมืองเก่าระบบอุปถัมภ์ สมยอมกับโครงสร้างทางอำนาจเดิม
เพราะฉะนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่กลุ่มอำนาจนอกระบบเลือกตั้งต้องทำให้กองทัพเปลืองตัวออกมาทำรัฐประหารรัฐบาลที่ไม่ป๊อปปูลาร์และไม่ได้กุมเสียงในสภาได้อย่างแข็งแกร่ง
และมันก็ย้อนแย้งพอสมควรที่ปัจจัยของการอยู่รอดของประชาธิปไตยในสังคมอาจเกิดจากภาวะไร้เสถียรภาพและไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
การปรับ ครม.ครั้งนี้ที่ไม่มีภูมิใจไทย จะทำให้พรรคเพื่อไทยเหลืออำนาจต่อรองน้อยลง เพราะหากพรรคร่วมหายไปเพียงสิบเสียงรัฐบาลก็สั่นคลอนแล้ว
แต่หากเพื่อไทยยอมพรรคร่วมมากเกินไปก็จะกลับเข้าสู่วงจรของการไม่มีผลงาน เพราะคุมพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้
นี่เป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสองปีที่เหลืออยู่ของพรรคเพื่อไทย
เป็นความท้าทายที่ฉันมั่นใจว่าสังคมไทยก็รอดูฝือมือของพรรคเพื่อไทยว่าจะบริหารจัดสภาวะจับปูใส่กระด้งนี้อย่างไร

มองทางด้านฝ่ายค้านบ้าง โจทย์ของพรรคประชาชนตอนนี้คือ มี ส.ส. 44 คนที่สุ่มเสี่ยงจะโดน ป.ป.ช. “ฟัน” เรื่องจริยธรรม ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะโดนกี่คน รอดกี่คน หรืออาจจะรอดทั้งหมด?
ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ต้องมาเป็นฝ่ายค้านมีคดีเรื่องฮั้ว ส.ว. ที่ไม่ทราบว่าจะไปลงเอยที่ตรงไหน
ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามได้อีกว่า หากต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน จะมี ส.ส.สังกัดพรรคภูมิใจที่ไม่ต้องการเป็นฝ่ายค้าน อยากเป็นรัฐบาลต่อในอีกสองปี สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ จะมี ส.ส.ย้ายจากพรรคภูมิใจไทยออกไปอยู่พรรคอื่นหรือไม่
ยังไม่นับว่าพรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมไทยสร้างชาติมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเปิดปรากฏการณ์ “แยกย้ายกันไปเติบโต” ที่น่าจะเขย่าตัวเลขสมการของฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล
แต่ที่แน่ๆ ฝ่ายค้านจะมีเขี้ยวเล็บแหลมคมขึ้นอีกมหาศาล เมื่อพรรคประชาชนได้รับการเสริมทัพจากพรรคภูมิใจไทย ที่สะสมข้อมูลของฝ่ายรัฐบาลไว้เต็มมือในเวลาสองปีที่ร่วมรัฐบาลกัน
เรียกได้ว่ารัฐบาลแพทองธาร 2 จะเจอกับความท้าทายของการเป็นแกนนำรัฐบาลผสมที่มีอำนาจต่อรองน้อย สร้างผลงานยาก และย่อมกลายเป็นวัตถุดิบอันโอชะของฝ่ายค้าน เพราะหยิบจับตรงไหนไปด่าก็ด่าได้หมด
อีกทั้งธรรมชาติของสื่อมวลชน นักกิจกรรมทางการเมือง และปัญญาชนสาธารณะต้องวางตำแหน่งแห่งที่ของตนเองไว้ในฐานะ “ผู้ตรวจสอบรัฐบาล” อยู่แล้ว
จึงพอจะเห็นภาพว่า หนทางของรัฐบาลแพทองธาร 2 นั้นปูด้วยขวากหนาม แต่หากนายกฯ แพทองธารประคองสถานการณ์นี้ไปได้ถึงปีที่สาม หรือเกือบครบสี่ปี จนมีการเลือกตั้งอีกครั้ง
สิ่งแรกที่เราต้องเฉลิมฉลองกันคือ ฉลองให้กับบันทึกประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องภูมิใจในตัวเองคือ เราทำให้ประเทศว่างเว้นจากการรัฐประหารได้เกินสิบปี
เราทำให้รัฐบาลพลเรือนไม่มีอันเป็นไปด้วยอำนาจนอกระบบ เราคนไทยมีความอดทนที่จะรอการเลือกตั้งอีกครั้ง และอีกครั้ง
เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยหากสามารถรอดพ้นจากวิกฤตนี้ไปได้ ปรับ ครม.ได้ จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีได้ สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ แก้ปัญหายาเสพติด อันเป็นปัญหาที่คนรากหญ้าหนักใจที่สุด แก้ปัญหาสินค้าการเกษตรที่ตกต่ำ ทำบ้านเพื่อคนไทยให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง
โครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะไปต่ออย่างไร พ.ร.บ.อากาศสะอาดต้องทำให้เสร็จภายในรัฐบาลนี้ เพราะห้อยต่องแต่งมาเนิ่นนานเหลือเกิน
ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก อย่างน้อยการแก้ปัญหาระยะสั้น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต้องมีให้เห็น
ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำเพียงเพราะอยากให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง แต่เพื่อให้สังคมไทยตระหนักว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีความเข้าอกเข้าใจ มีความเห็นอกเห็นใจต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจริงๆ
จะทำงานเก่งหรือไม่เก่ง จะสำเร็จหรือล้มเหลว ไม่สำคัญเท่ากับรัฐบาลแสดงให้สังคมสัมผัสถึงความแคร์ ความห่วงใย และความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับประชาชน
รัฐบาลต้องลดงานอีเวนต์ แล้วลงทำงานในส่วนที่เนื้องานจริงมากขึ้น
ตัวรัฐมนตรีต้องไม่เสียเวลา และพลังงานไปกับการพิธีการ พิธีกรรม แต่เน้นการลงเนื้องานและการนำเอาการทำงานเหล่านั้นมาสื่อสารกับประชาชน
ห้วงเวลาของการทำงานในลักษณะ “เยี่ยมเยียน” ได้จบลงแล้ว แต่สองปีก่อนเลือกตั้งเป็นเรื่องของการสะสางปัญหาที่ถูกหมักหมมเอาไว้และรอคอยการแก้ไข
ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นหมุดหมายให้สังคมไทยเห็นเสียทีว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้น “ใส่ใจ” และ “ทุกข์ร้อน” ต่อปัญหาและความยากลำบากของประชาชนจริงๆ ไม่ได้สักแต่ทำเพียงเพราะมันเป็นหน้าที่
ทำได้หรือไม่ได้ ทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จยังไม่สำคัญเท่ากับการที่ประชาชน “รู้สึกได้” ถึงความแคร์ ความห่วงใย ความใส่ใจที่ส่งมาถึงการรับรู้ของประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
สำคัญที่สุด รัฐบาลและโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกฯ แพทองธารต้องตระหนักอยู่เสมอว่ามีคนรักและเอาใจช่วยนายกฯ มากกว่าที่นายกฯ คิด
และคนเหล่านี้รอปรบมือให้กับผลงานของนายกฯ อยู่
ท่องเอาไว้ว่ามีคนรัก มีคนเอาใจช่วยแม้เสียงพวกเขาจะไม่ดัง
ทุกครั้งที่ทำงานให้คิดเสมอว่า มีคนรัก มีคนสนับสนุน
และต้องทำงานเพื่อพวกเขาเหล่านั้นที่อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ความเกลียดชังบนโลกโซเชียลมีเดีย
