bg-single

2475 ที่แตกต่าง เรื่องเล่าการปฏิวัติ ในการ์ตูนและสัปปายะสภาสถาน เมื่อปีที่ 93

09.07.2025

 

Cityzense | ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

2475 ที่แตกต่าง

เรื่องเล่าการปฏิวัติ

ในการ์ตูนและสัปปายะสภาสถาน เมื่อปีที่ 93

ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ทำให้คนไทยไม่น้อยมองเห็นแสงของความหวังทางการเมืองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” จะจับมือกันตั้งรัฐบาลที่นำไปสู่อนาคตที่สดใสของประเทศ แต่ความเป็นจริงทางการเมืองมันโหดร้ายกว่านั้น พันธมิตรช็อกมินต์ได้นำไปสู่รัฐบาลอย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่ จากนั้นมา การต่อสู้ทางการเมืองระหว่าง “ฝ่ายประชาธิปไตย” ด้วยกันก็หนักหน่วงมากขึ้น

ระหว่างนั้น กราฟิกโนเวลเล่มหนึ่งที่ซุ่มทำมาอยู่ช่วงหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นในนาม 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม

อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นการรับช่วงต่อของของกระแส 2475 ที่เคยลุกโชนมาจากการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยก่อนหน้านั้น นิยายภาพนี้พยายามสนทนากับการปฏิวัติผ่านการตีความตัวละครเอกอย่าง นิภา นักหนังสือพิมพ์ผู้หญิงในห้วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิวัติ ผ่านฝีมือของ ‘สะอาด’ หรือ ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ นักเขียนการ์ตูนอิสระและทีมงาน

ในอีกด้าน รัฐไทยที่เน้นเรื่องการสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติที่ยึดโยงกับแกนหลักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็ใช้ช่องทางอย่างกระทรวงมหาดไทยผลิตสิ่งที่เรียกว่า “ครู ก ประวัติศาสตร์” ตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยเนื้อหาการอบรมถูกยึดโยงอยู่กับกษัตริย์ตั้งแต่สุโขทัยเป็นต้นมา

ที่น่าสนใจคือ สัดส่วนเนื้อหาของรัชกาลที่ 7 มีมากที่สุด ประกอบด้วย พระราชประวัติ, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พุทธศักราช 2475 และพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ซึ่งเข้าใจได้ไม่ยากว่า การให้พื้นที่มากที่สุดนั้น ก็เพราะเป็นยุคที่เหมาะสมที่จะใช้ตอบโต้กับประวัติศาสตร์การปฏิวัติ 2475 ที่มีคณะราษฎรเป็นแกนกลาง

สอดคล้องกับแอนิเมชั่นอีกเรื่องที่สร้างจากการตีความปฏิวัติ 2475 จากฝั่งอนุรักษนิยม ในชื่อ 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ ซึ่งมีเนื้อหาและการนำเสนอที่ชี้ให้เห็นถึงแกนกลางความสำคัญอยู่ที่กษัตริย์ และทำให้เห็นว่า คณะราษฎรนั้นเป็นตัวร้ายและต้นเหตุของความวุ่นวาย เข้ากลับวลี “ชิงสุกก่อนห่าม” ที่มักจะถูกผลิตซ้ำผ่านแบบเรียนประวัติศาสตร์อยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น การต่อสู้เพื่อช่วงชิงกันทางอุดมการณ์จึงไม่จำกัดอยู่ที่งานเสวนา หรือหนังสือทางวิชาการ แต่ยังอยู่ในวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างการ์ตูนหรือแอนิเมชั่นด้วย คงเป็นอย่างที่แปลก พิบูลสงคราม คนสำคัญคนหนึ่งในคณะราษฎร กล่าวไว้ว่า

“ผมขอยืนยันว่า ในชั่วชีวิตเรา บางทีลูกเราด้วย จะต้องรบกันไปอีก และแย่งกันในระบอบเก่ากับระบอบใหม่นี้”

นิทรรศการที่ชื่อว่า 2475 เขียนความหวัง เป็นการจัดแสดงเบื้องหลังการสร้าง graphic novel อิงประวัติศาสตร์ 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม เริ่มจัดแสดงที่ KINJAI CONTEMPORARY ตีนสะพานซังฮี้ กรุงธนบุรี เมื่อ 15 กุมภาพันธ์-16 มีนาคม 2568 การเล่าเรื่องของสะอาด มาจากที่พื้นฐานของเขาที่จบมาทางสื่อสารมวลชน จึงไม่แปลกที่การ์ตูนเรื่องนี้จะเล่าผ่านสายตาของตัวละครเอกอย่าง นิภา นักหนังสือพิมพ์ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการสังเกตและตั้งคำถามต่อสังคมที่บิดเบี้ยว

2475 เขียนความหวัง เล่าถึงบริบทของประวัติศาสตร์ก่อน 2475 ที่เป็นพลังที่ส่งมาสู่ความเปลี่ยนแปลง และการกระทำของผู้คน แน่นอนว่า ผู้ก่อการ เป็นตัวหลัก กระนั้น ผู้คนอื่นๆ ที่แวดล้อมอยู่ เรื่องเล่าชุดนี้พยายามชี้ว่า การปฏิวัติ 2475 ไม่ได้เป็นอุบัติเหตุทางการเมือง แต่มันคือ การพังทลายของยุคสมัย เช่นเดียวกับโครงสร้างบ้านที่เก่าคร่ำคร่า ที่รอผู้มารื้อถอนอย่างเป็นทางการ

สะอาดย้ำว่า หัวใจของเขาคือ การเล่าถึงตัวละครที่มันสะท้อนถึงชีวิตชีวาในประวัติศาสตร์ การกระทำ ไม่กระทำของมนุษย์นี้ส่งผลอย่างไร เขาคิดอะไร สิ่งเหล่านี้คือ ดาวเหนือนำทางที่คนเขียนให้ความสำคัญ

นิทรรศการยังมีโอกาสเดินทางไปจัดแสดงนอกกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินแดนอีสาน หอศิลป์ใหม่อีหลี ขอนแก่น (24 มีนาคม-30 เมษายน 2568) แดนล้านนาเป็นคิวต่อไป นั่นคือ ศูนย์ศิลปะบ้านตึก ถ.ท่าแพ (11-29 มิถุนายน 2568) และร้านเล่า ถ.นิมมานเหมินท์ (9-29 มิถุนายน 2568) ทั้งคู่อยู่ที่เชียงใหม่ หลังจากนี้ก็แว่วๆ ว่าจะมีอีกหลายแห่งที่รอรับไม้ของการวิ่งผลัดของนิยายภาพชูอุดมคติของการปฏิวัติต่อ

เรื่องเล่าของประชาธิปไตย เป็นสงครามที่ไม่สิ้นสุดง่ายๆ พอๆ กับการเรียกร้องประชาธิปไตย ล่าสุด มันกำลังจะปรากฏกายผ่านการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์รัฐสภา สัปปายะสภาสถานด้วยงบประมาณก่อสร้างและปรับปรุงรวมค่าจ้างที่ปรึกษาไว้ 44 ล้านบาท คิดเป็น 4.6% ของงบประมาณที่ขอไปกว่า 956 ล้านบาท แต่หากตามข่าวในเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ได้มีการเปิดเอกสารการของบประมาณเพื่อก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่พิพิธภัณฑ์รัฐสภา สำนักวิชาการ ได้ตั้งงบประมาณไว้มากถึง 279.53 ล้านบาท โดยขอผูกพันงบประมาณปี 2569-2570 ในปี 2569 ตั้งงบประมาณไว้ 189.97 ล้านบาท ปี 2570 ตั้งไว้ที่ 89.56 ล้านบาท ยังดีที่มติคณะรัฐมนตรีได้ตัดงบประมาณลงจึงเหลือตัวเลขประมาณการดังที่เห็น

ไม่มีข้อมูลว่า ในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวจะเล่าเรื่องอะไร ด้วยมุมมองแบบใด แต่หากเราพิจารณาจากกรณีของการย้ายพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ที่เคยตั้งอยู่หน้าอาคารรัฐสภาหลังเดิม มาไว้ในสัปปายะสภาสถานตั้งแต่ปี 2566 ไม่นับว่าปี 2564 เคยมีข่าวว่า กรมศิลปากรจะสร้างพระบรมรูปขนาด 4 เท่าองค์จริงด้วยเงินกว่า 25 ล้านบาท ตั้งไว้ภายนอกอาคารรัฐสภาใหม่ ก็น่าคิดว่า โครงเรื่องเล่าจะโน้มเอียงไปทางใด

จะเป็นไปได้เพียงใดที่ก่อนจะสร้างพิพิธภัณฑ์ รัฐสภาควรจัดเวทีวิชาการเพื่อชี้ให้เห็นเรื่องเล่าที่หลากหลายของประชาธิปไตยที่ไม่ลงรอยกัน ไม่ใช่หลากหลายแต่ปาก ชี้ให้เห็นความเชื่อของคนที่ต่างกันที่เล่าในมุมที่อาจจะขัดแย้งกันด้วยซ้ำ ไม่ใช่เล่าด้วยเรื่องราวเดิมๆ ที่กดทับประวัติศาสตร์ชุดอื่นให้ไม่มีพื้นที่และปากเสียง

สําหรับผู้เขียนแล้วอาจมีมุมมองต่อการปฏิวัติ 2475 มีได้ถึง 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก อาจจะเป็นเรื่องเล่าแบบอนุรักษนิยมที่เชิดชูรัชกาลที่ 7 ที่มองว่าประชาธิปไตยคือการพระราชทาน ดังที่เห็นได้จากวิธีการเล่าแบบพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าและการ์ตูน 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ เป็นตัวแทนของวลีที่ว่า “คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม”

กลุ่มที่สอง เป็นมุมมองที่มีแกนกลางการเล่าเรื่องอยู่ที่คณะราษฎร เล่าเรื่องแบบงานวิชาการที่ยกย่องคณะราษฎรและเห็นว่าการปฏิวัติเป็นหนทางสู่ความก้าวหน้า และการ์ตูน 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม

ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจะถือว่าเป็นชายขอบของเรื่องเล่าการปฏิวัติ คือ กลุ่มฝ่ายซ้ายไม่ว่าจะเป็นสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ที่มองว่า การปฏิวัติ 2475 นั้นเป็นของพวกกระฎุมพี ยังไม่ใช่การปฏิวัติที่แท้จริง แต่ควรเป็นอำนาจของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งกลุ่มนี้แสดงออกมาทั้งในท่าทีของพรรคคอมมิวนิสต์สยาม และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การถูกปราบปรามอย่างหนักตั้งแต่หลังปฏิวัติ 2475 จนมาถึงทศวรรษ 2520 ยิ่งทำให้พวกเขาและอุดมการณ์ไร้ปากไร้เสียง ทั้งที่เคยเป็นตัวแทนของคนส่วนหนึ่งในสังคมนี้

ปัญหาคือ พื้นที่แห่งศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองนี้จะยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้ไหม และสังคมไทยพร้อมจะยอมรับฟังความแตกต่างอย่างจริงใจได้เพียงใด รัฐสภาควรเป็นพื้นที่ที่มีวุฒิภาวะที่จะเปิดกว้างทางการเมืองและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์กว่าที่เป็นอยู่หรือไม่ หรือสุดท้ายจะเป็นได้แค่ศาลพระภูมิทางการเมืองที่เล่าเรื่องซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่ได้สร้างคุณูปการแก่ประชาธิปไตยอะไรเลย

วันที่ 24 มิถุนายน เรานับเทียนวันเกิดของการปฏิวัติได้จำนวน 93 แท่ง นั่นหมายความว่า อีกเพียง 7 ฝน 7 หนาว ก็จะครบศตวรรษแรกของการปฏิวัติแล้ว ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทางการเมือง ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ผันผวน รัฐบาลพลเรือนถูกโซ่ตรวนทางนิติสงครามโจมตี

ขณะที่กองทัพก็เสียงดังมากขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดชายแดน และวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้คนจำนวนมากหน้ามืดตามัวกับอุดมการณ์ชาตินิยมที่ไม่เป็นมิตรต่อการเรียกร้องเสรีภาพ เสมอภาค ความเป็นพี่น้องของผู้คนที่หลากหลายในสังคมไทย รวมไปถึงสันติภาพ ท่ามกลางโลกที่โหมกระแสขวาจัดและกระหายสงครามมากขึ้นทุกทีๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร