2475 ที่แตกต่าง เรื่องเล่าการปฏิวัติ ในการ์ตูนและสัปปายะสภาสถาน เมื่อปีที่ 93
Cityzense | ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
2475 ที่แตกต่าง
เรื่องเล่าการปฏิวัติ
ในการ์ตูนและสัปปายะสภาสถาน เมื่อปีที่ 93
ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ทำให้คนไทยไม่น้อยมองเห็นแสงของความหวังทางการเมืองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” จะจับมือกันตั้งรัฐบาลที่นำไปสู่อนาคตที่สดใสของประเทศ แต่ความเป็นจริงทางการเมืองมันโหดร้ายกว่านั้น พันธมิตรช็อกมินต์ได้นำไปสู่รัฐบาลอย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่ จากนั้นมา การต่อสู้ทางการเมืองระหว่าง “ฝ่ายประชาธิปไตย” ด้วยกันก็หนักหน่วงมากขึ้น
ระหว่างนั้น กราฟิกโนเวลเล่มหนึ่งที่ซุ่มทำมาอยู่ช่วงหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นในนาม 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม
อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นการรับช่วงต่อของของกระแส 2475 ที่เคยลุกโชนมาจากการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยก่อนหน้านั้น นิยายภาพนี้พยายามสนทนากับการปฏิวัติผ่านการตีความตัวละครเอกอย่าง นิภา นักหนังสือพิมพ์ผู้หญิงในห้วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิวัติ ผ่านฝีมือของ ‘สะอาด’ หรือ ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ นักเขียนการ์ตูนอิสระและทีมงาน
ในอีกด้าน รัฐไทยที่เน้นเรื่องการสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติที่ยึดโยงกับแกนหลักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็ใช้ช่องทางอย่างกระทรวงมหาดไทยผลิตสิ่งที่เรียกว่า “ครู ก ประวัติศาสตร์” ตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยเนื้อหาการอบรมถูกยึดโยงอยู่กับกษัตริย์ตั้งแต่สุโขทัยเป็นต้นมา
ที่น่าสนใจคือ สัดส่วนเนื้อหาของรัชกาลที่ 7 มีมากที่สุด ประกอบด้วย พระราชประวัติ, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พุทธศักราช 2475 และพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ซึ่งเข้าใจได้ไม่ยากว่า การให้พื้นที่มากที่สุดนั้น ก็เพราะเป็นยุคที่เหมาะสมที่จะใช้ตอบโต้กับประวัติศาสตร์การปฏิวัติ 2475 ที่มีคณะราษฎรเป็นแกนกลาง
สอดคล้องกับแอนิเมชั่นอีกเรื่องที่สร้างจากการตีความปฏิวัติ 2475 จากฝั่งอนุรักษนิยม ในชื่อ 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ ซึ่งมีเนื้อหาและการนำเสนอที่ชี้ให้เห็นถึงแกนกลางความสำคัญอยู่ที่กษัตริย์ และทำให้เห็นว่า คณะราษฎรนั้นเป็นตัวร้ายและต้นเหตุของความวุ่นวาย เข้ากลับวลี “ชิงสุกก่อนห่าม” ที่มักจะถูกผลิตซ้ำผ่านแบบเรียนประวัติศาสตร์อยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น การต่อสู้เพื่อช่วงชิงกันทางอุดมการณ์จึงไม่จำกัดอยู่ที่งานเสวนา หรือหนังสือทางวิชาการ แต่ยังอยู่ในวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างการ์ตูนหรือแอนิเมชั่นด้วย คงเป็นอย่างที่แปลก พิบูลสงคราม คนสำคัญคนหนึ่งในคณะราษฎร กล่าวไว้ว่า
“ผมขอยืนยันว่า ในชั่วชีวิตเรา บางทีลูกเราด้วย จะต้องรบกันไปอีก และแย่งกันในระบอบเก่ากับระบอบใหม่นี้”
นิทรรศการที่ชื่อว่า 2475 เขียนความหวัง เป็นการจัดแสดงเบื้องหลังการสร้าง graphic novel อิงประวัติศาสตร์ 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม เริ่มจัดแสดงที่ KINJAI CONTEMPORARY ตีนสะพานซังฮี้ กรุงธนบุรี เมื่อ 15 กุมภาพันธ์-16 มีนาคม 2568 การเล่าเรื่องของสะอาด มาจากที่พื้นฐานของเขาที่จบมาทางสื่อสารมวลชน จึงไม่แปลกที่การ์ตูนเรื่องนี้จะเล่าผ่านสายตาของตัวละครเอกอย่าง นิภา นักหนังสือพิมพ์ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการสังเกตและตั้งคำถามต่อสังคมที่บิดเบี้ยว
2475 เขียนความหวัง เล่าถึงบริบทของประวัติศาสตร์ก่อน 2475 ที่เป็นพลังที่ส่งมาสู่ความเปลี่ยนแปลง และการกระทำของผู้คน แน่นอนว่า ผู้ก่อการ เป็นตัวหลัก กระนั้น ผู้คนอื่นๆ ที่แวดล้อมอยู่ เรื่องเล่าชุดนี้พยายามชี้ว่า การปฏิวัติ 2475 ไม่ได้เป็นอุบัติเหตุทางการเมือง แต่มันคือ การพังทลายของยุคสมัย เช่นเดียวกับโครงสร้างบ้านที่เก่าคร่ำคร่า ที่รอผู้มารื้อถอนอย่างเป็นทางการ
สะอาดย้ำว่า หัวใจของเขาคือ การเล่าถึงตัวละครที่มันสะท้อนถึงชีวิตชีวาในประวัติศาสตร์ การกระทำ ไม่กระทำของมนุษย์นี้ส่งผลอย่างไร เขาคิดอะไร สิ่งเหล่านี้คือ ดาวเหนือนำทางที่คนเขียนให้ความสำคัญ
นิทรรศการยังมีโอกาสเดินทางไปจัดแสดงนอกกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินแดนอีสาน หอศิลป์ใหม่อีหลี ขอนแก่น (24 มีนาคม-30 เมษายน 2568) แดนล้านนาเป็นคิวต่อไป นั่นคือ ศูนย์ศิลปะบ้านตึก ถ.ท่าแพ (11-29 มิถุนายน 2568) และร้านเล่า ถ.นิมมานเหมินท์ (9-29 มิถุนายน 2568) ทั้งคู่อยู่ที่เชียงใหม่ หลังจากนี้ก็แว่วๆ ว่าจะมีอีกหลายแห่งที่รอรับไม้ของการวิ่งผลัดของนิยายภาพชูอุดมคติของการปฏิวัติต่อ
เรื่องเล่าของประชาธิปไตย เป็นสงครามที่ไม่สิ้นสุดง่ายๆ พอๆ กับการเรียกร้องประชาธิปไตย ล่าสุด มันกำลังจะปรากฏกายผ่านการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์รัฐสภา สัปปายะสภาสถานด้วยงบประมาณก่อสร้างและปรับปรุงรวมค่าจ้างที่ปรึกษาไว้ 44 ล้านบาท คิดเป็น 4.6% ของงบประมาณที่ขอไปกว่า 956 ล้านบาท แต่หากตามข่าวในเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ได้มีการเปิดเอกสารการของบประมาณเพื่อก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่พิพิธภัณฑ์รัฐสภา สำนักวิชาการ ได้ตั้งงบประมาณไว้มากถึง 279.53 ล้านบาท โดยขอผูกพันงบประมาณปี 2569-2570 ในปี 2569 ตั้งงบประมาณไว้ 189.97 ล้านบาท ปี 2570 ตั้งไว้ที่ 89.56 ล้านบาท ยังดีที่มติคณะรัฐมนตรีได้ตัดงบประมาณลงจึงเหลือตัวเลขประมาณการดังที่เห็น
ไม่มีข้อมูลว่า ในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวจะเล่าเรื่องอะไร ด้วยมุมมองแบบใด แต่หากเราพิจารณาจากกรณีของการย้ายพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ที่เคยตั้งอยู่หน้าอาคารรัฐสภาหลังเดิม มาไว้ในสัปปายะสภาสถานตั้งแต่ปี 2566 ไม่นับว่าปี 2564 เคยมีข่าวว่า กรมศิลปากรจะสร้างพระบรมรูปขนาด 4 เท่าองค์จริงด้วยเงินกว่า 25 ล้านบาท ตั้งไว้ภายนอกอาคารรัฐสภาใหม่ ก็น่าคิดว่า โครงเรื่องเล่าจะโน้มเอียงไปทางใด
จะเป็นไปได้เพียงใดที่ก่อนจะสร้างพิพิธภัณฑ์ รัฐสภาควรจัดเวทีวิชาการเพื่อชี้ให้เห็นเรื่องเล่าที่หลากหลายของประชาธิปไตยที่ไม่ลงรอยกัน ไม่ใช่หลากหลายแต่ปาก ชี้ให้เห็นความเชื่อของคนที่ต่างกันที่เล่าในมุมที่อาจจะขัดแย้งกันด้วยซ้ำ ไม่ใช่เล่าด้วยเรื่องราวเดิมๆ ที่กดทับประวัติศาสตร์ชุดอื่นให้ไม่มีพื้นที่และปากเสียง
สําหรับผู้เขียนแล้วอาจมีมุมมองต่อการปฏิวัติ 2475 มีได้ถึง 3 กลุ่ม
กลุ่มแรก อาจจะเป็นเรื่องเล่าแบบอนุรักษนิยมที่เชิดชูรัชกาลที่ 7 ที่มองว่าประชาธิปไตยคือการพระราชทาน ดังที่เห็นได้จากวิธีการเล่าแบบพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าและการ์ตูน 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ เป็นตัวแทนของวลีที่ว่า “คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม”
กลุ่มที่สอง เป็นมุมมองที่มีแกนกลางการเล่าเรื่องอยู่ที่คณะราษฎร เล่าเรื่องแบบงานวิชาการที่ยกย่องคณะราษฎรและเห็นว่าการปฏิวัติเป็นหนทางสู่ความก้าวหน้า และการ์ตูน 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม
ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจะถือว่าเป็นชายขอบของเรื่องเล่าการปฏิวัติ คือ กลุ่มฝ่ายซ้ายไม่ว่าจะเป็นสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ที่มองว่า การปฏิวัติ 2475 นั้นเป็นของพวกกระฎุมพี ยังไม่ใช่การปฏิวัติที่แท้จริง แต่ควรเป็นอำนาจของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งกลุ่มนี้แสดงออกมาทั้งในท่าทีของพรรคคอมมิวนิสต์สยาม และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การถูกปราบปรามอย่างหนักตั้งแต่หลังปฏิวัติ 2475 จนมาถึงทศวรรษ 2520 ยิ่งทำให้พวกเขาและอุดมการณ์ไร้ปากไร้เสียง ทั้งที่เคยเป็นตัวแทนของคนส่วนหนึ่งในสังคมนี้
ปัญหาคือ พื้นที่แห่งศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองนี้จะยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้ไหม และสังคมไทยพร้อมจะยอมรับฟังความแตกต่างอย่างจริงใจได้เพียงใด รัฐสภาควรเป็นพื้นที่ที่มีวุฒิภาวะที่จะเปิดกว้างทางการเมืองและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์กว่าที่เป็นอยู่หรือไม่ หรือสุดท้ายจะเป็นได้แค่ศาลพระภูมิทางการเมืองที่เล่าเรื่องซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่ได้สร้างคุณูปการแก่ประชาธิปไตยอะไรเลย
วันที่ 24 มิถุนายน เรานับเทียนวันเกิดของการปฏิวัติได้จำนวน 93 แท่ง นั่นหมายความว่า อีกเพียง 7 ฝน 7 หนาว ก็จะครบศตวรรษแรกของการปฏิวัติแล้ว ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทางการเมือง ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ผันผวน รัฐบาลพลเรือนถูกโซ่ตรวนทางนิติสงครามโจมตี
ขณะที่กองทัพก็เสียงดังมากขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดชายแดน และวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้คนจำนวนมากหน้ามืดตามัวกับอุดมการณ์ชาตินิยมที่ไม่เป็นมิตรต่อการเรียกร้องเสรีภาพ เสมอภาค ความเป็นพี่น้องของผู้คนที่หลากหลายในสังคมไทย รวมไปถึงสันติภาพ ท่ามกลางโลกที่โหมกระแสขวาจัดและกระหายสงครามมากขึ้นทุกทีๆ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
