Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit
รัฐบาลไทย
เกี่ยวข้องอะไรกับคดีลิม กิมยา?
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา สำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) แห่งประเทศกาตาร์ ได้เผยแพร่ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Cambodia : Was the killing of ex-MP Lim Kimya a political assassination?” ความยาว 49.05 นาที ซึ่งเป็นตอนหนึ่งของรายการ 101 East Documentary ทางลิงก์ https://www.youtube.com/watch?v=FR39vs42N9I
บอกเล่าเหตุการณ์สังหาร “ลิม กิมยา” (Lim Kimya) นักการเมืองฝ่ายค้านของกัมพูชา ที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจกลางวันแสกๆ ใจกลางกรุงเทพมหานคร บริเวณป้ายรถโดยสารสาธารณะหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร ย่านบางลำพู ณ วันที่ 7 มกราคม 2568 ท่ามกลางสายตาผู้คนขวักไขว่ รวมทั้งภรรยาและพี่ชายของผู้ตายด้วย
ผมได้ชมสารคดีเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่ออกเผยแพร่และดูจบภายในทีเดียวด้วยความรู้สึกที่สะเทือนใจอย่างยิ่งต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
สารคดีนี้ถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างมีชั้นเชิง รวมทั้งมีข้อมูลแปลกใหม่ดึงดูดใจให้ติดตามชมจนจบรวดเดียวทั้งๆ ที่มีความยาวเกือบหนึ่งชั่วโมง
มีการแสดงหลักฐานต่างๆ ของคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นของสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่สั่งการให้ตามตัวนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกลับมากัมพูชาให้ได้ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย
หลังจากที่ดูจบ ผมก็ยังคิดอยู่ในใจว่างานชิ้นนี้คงได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในเมืองไทยแน่ๆ แต่ผิดคาดเพราะแทบไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ในสื่อมวลชนไทยและประชาชนทั่วไปเลย
จนกระทั่งหลังเหตุการณ์ปล่อยคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรี “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร กับฮุน เซน สารคดีนี้จึงโด่งดังขึ้นมาในชั่วข้ามคืน
เนื่องจากคลิปเสียงที่อยู่ในสารคดีไม่ได้เกี่ยวพันกับผู้นำกัมพูชาและนักการเมืองฝ่ายค้านของกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังอ้างถึง “เคลียง ฮวด” (Khliang Huot) คนสนิทของฮุน เซน ซึ่งทำหน้าที่ล่ามในคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกฯ อุ๊งอิ๊งกับฮุน เซน อีกด้วย
เคลียง ฮวด คือชายที่นายกฯ แพทองธารเรียกว่า “พี่ฮวด” ผู้มีความใกล้ชิดกับนักการเมืองไทยหลายคนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนเสื้อแดง อดีตนายกฯ ทักษิณ และตระกูลชินวัตร
สาระสำคัญของสารคดีเรื่องนี้อยู่ที่การสืบสวนว่าแท้ที่จริงแล้วกรณีลอบสังหารลิม กิมยา มาจากเรื่องการเมืองใช่หรือไม่
หากใช่ ทิศทางของคดีนี้จะเดินไปสู่ทิศทางหนึ่งซึ่งปลายทางสุดท้ายอาจเป็นฮุน เซน
แต่หากไม่ใช่ ทิศทางของคดีก็จะเดินไปสู่อีกทิศทางหนึ่งซึ่งปลายทางคงสิ้นสุดลงที่นักธุรกิจชาวกัมพูชาที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้จ้างวานให้ฆ่าลิม กิมยา ด้วยเหตุผลส่วนตัว จากความขัดแย้งทางธุรกิจและผลประโยชน์อื่นๆ ตามคำสัมภาษณ์ของตำรวจไทยที่ปรากฏในสารคดีก็มีทิศทางที่ค่อนข้างแน่ชัดว่าคดีนี้ไม่ได้มีเหตุจูงใจทางการเมือง
แต่ข้อสันนิษฐานนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกในครอบครัวของลิม กิมยา และนักการเมืองฝ่ายค้านของกัมพูชาคนอื่นๆ ที่ตกเป็นเหยื่อ รวมทั้งความเห็นของคนทั่วไปที่ติดตามสถานการณ์การเมืองของกัมพูชามาตลอด
สารคดีเปิดฉากนาทีแรกโดยเท้าความไปถึงเหตุการณ์รุนแรงในอดีตซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 28 ปีก่อนใน พ.ศ.2540 เมื่อมีผู้ปาระเบิดเข้าใส่ฝูงชนที่นำโดยสัม รังสี นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับฮุน เซน ขณะกำลังเดินขบวนประท้วงทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 16 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก
ต่อมาในปี พ.ศ.2559 ก็เกิดเหตุสังหารนักวิจารณ์การเมืองที่ตรวจสอบตระกูลฮุน โดยมือปืนบุกเข้าไปปลิดชีพซึ่งๆ หน้ากลางร้านกาแฟในกรุงพนมเปญกลางวันแสกๆ
จนกระทั่งต้นปีนี้ที่ลิม กิมยา ถูกฆ่าที่หน้าวัดบวรฯ
การตายของแต่ละคนตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปรปักษ์กับฮุน เซน และกลุ่มอำนาจตระกูลฮุน
ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความรุนแรงทางการเมืองและเชื่อมโยงไปสู่การเมืองภายในประเทศกัมพูชาทั้งสิ้น
ดังนั้น ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยจะอ้างว่านี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง รวมทั้งฮุน เซน กับบุตรชายคือ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชาคนปัจจุบันจะปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่เป็นเรื่องยากที่สาธารณะจะเชื่อว่าคดีเหล่านี้ไม่ใช่การฆาตกรรมทางการเมือง
และไม่เชื่อมโยงไปสู่ความขัดแย้งในการช่วงชิงอำนาจระหว่างรัฐบาลตระกูลฮุนและขั้วการเมืองฝ่ายค้านของกัมพูชา
มือปืนที่สังหารลิม กิมยา คือ “จ่าเอ็ม กองเรือ” อดีตทหารเรือวัย 41 ปี ซึ่งได้หลบหนีเข้าไปในกัมพูชาหลังปฏิบัติภารกิจสำเร็จ ทว่า ถูกจับกุมตัวได้ในวันต่อมาขณะทำการหลบหนีอยู่ที่พระตะบอง ก่อนที่กัมพูชาจะส่งตัวกลับมาให้ทางการไทยดำเนินคดีต่อไป
ผู้ต้องหาให้การว่าลงมือทำไปเพื่อตอบแทนบุญคุณให้กับคนผู้หนึ่งซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังจับตัวไม่ได้ ทำให้ตำรวจไทยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าคดีนี้เป็นความขัดแย้งส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องการเมือง
แต่เมื่อผู้สื่อข่าวของอัลจาซีราถามถึงรายละเอียดของความขัดแย้งดังกล่าวก็ไม่พบว่ามีข้อมูลอะไรในเรื่องนี้
แน่นอนว่าสมาชิกของครอบครัวลิม กิมยา ทั้งภรรยาชาวฝรั่งเศส ลูกสาว และลูกชาย ต่างก็มองว่าข้อสันนิษฐานนี้เป็นเรื่องไร้สาระ
พวกเขายืนยันว่าลิม กิมยา ไม่มีความขัดแย้งหรือความแค้นส่วนตัวกับใครเลย การตายของลิม กิมยา มาจากเรื่องการเมืองอย่างแน่นอน
และพวกเขาจะต่อสู้เพื่อทวงถามความยุติธรรมโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ฮุน เซน และกลุ่มอำนาจตระกูลฮุน
ข้อสงสัยที่พุ่งเป้าไปที่ฮุน เซน และตระกูลฮุนมีน้ำหนักอย่างมากจากการที่มีหลักฐานซึ่งอ้างว่าเป็นคลิปเสียงของฮุน เซน สั่งการให้ตามไล่ล่าศัตรูทางการเมืองที่หลบหนีอยู่นอกประเทศกลับมาให้ได้ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย
โดยในคลิปเสียงระบุว่ามีเคลียง ฮวด เป็นคนจัดการผ่านทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยซึ่งเป็นเครือข่ายของพวกเขา
สำหรับความน่าเชื่อถือของหลักฐานนั้น ฮุน เซน อ้างว่าคลิปเสียงดังกล่าวถูกปลอมขึ้นมา แต่อัลจาซีราได้นำคลิปเสียงดังกล่าวไปวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญกลับปรากฏว่าเป็นของจริง เมื่อมีการตรวจสอบและยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญแล้วหลักฐานจึงมีน้ำหนัก
สําหรับคนไทยนั้นต่างก็ทราบกันโดยทั่วไปว่าตระกูลฮุนมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตระกูลชินวัตรเป็นพิเศษมาอย่างยาวนาน
ฮุน เซน เดินทางมาเยี่ยมเยียนทักษิณ ชินวัตร ที่บ้านจันทร์ส่องหล้าแทบจะทันทีหลังออกจากชั้น 14 รพ.ตำรวจ นับเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่ได้พบปะกับทักษิณอย่างใกล้ชิด
ก่อนที่สายสัมพันธ์นี้จะถูกสะบั้นไปในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 หลังเหตุการณ์ปล่อยคลิปเสียงนายกฯ อุ๊งอิ๊ง
ดังนั้น การก่อเหตุในเมืองไทยสมัยรัฐบาลแพทองธารในช่วงต้นปีที่ความสัมพันธ์ของสองตระกูลยังคงแน่นแฟ้นอยู่จึงมีการคาดหมายว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ โดยผู้ชี้เป้าสังหารสามารถเฝ้าติดตามเหยื่อมาตลอดทาง และเดินทางกลับกัมพูชาภายในวันเกิดเหตุได้อย่างลอยนวล
คดีสังหารลิม กิมยา ยังคงอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวน และคดีนี้จะไม่จบลงง่ายๆ เหมือนคดีที่ผ่านมา เพราะลิม กิมยา ถือสัญชาติฝรั่งเศสด้วย
ฉะนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสจึงมีพันธะผูกพันในการกดดันและติดตามความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิตไปพร้อมๆ กับการต่อสู้ของสมาชิกในครอบครัวของเขา
นอกจากนั้นยังเกี่ยวพันกับอธิปไตยของประเทศไทย เนื่องจากหากมีกลุ่มการเมืองของต่างชาติสามารถดำเนินการสั่งเก็บใครก็ได้ในดินแดนไทยก็ย่อมกระทบกระเทือนต่อสถานภาพทางเอกราชของชาติไทยไปโดยปริยาย
งานนี้หนีไม่พ้นรัฐบาลแพทองธารที่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเบื้องหลังของคดีนี้ ด้วยการเร่งรัดดำเนินคดีให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
หากทำได้สำเร็จก็จะพ้นจากข้อครหาที่มี อันเป็นผลพวงที่ตามมาทั้งจากคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกฯ ไทยกับฮุน เซน และคลิปเสียงสั่งการไล่ล่าศัตรูทางการเมืองที่ปรากฏในสารคดีของอัลจาซีรา
แต่หากอึกอักเงียบกริบขยับอะไรไม่ได้ ก็ย่อมกลายเป็นหอกที่คอยทิ่มแทงสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลให้พังครืนลงมาได้ในอนาคต
