กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
ทรัมป์กับภาษาสบถ
แบบ *** (เซ็นเซอร์!)
โดนัลด์ ทรัมป์ ทำอะไรที่แหวกแนวไปจากนักการเมืองคนอื่นๆ ถึงขั้นตะโกนด้วยคำสบถหยาบๆ ก็ยังไม่เสียคะแนนความนิยม มิหนำซ้ำยังดูเหมือนจะสร้างกระแสให้กับตัวเองเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ทำไมการเมืองมะกันจึงเพี้ยนได้ถึงขนาดนี้
นักวิชาการหลายค่ายยังงงอยู่ไม่น้อย กำลังต้องมีงานวิจัยเรื่องนี้กันอย่างคึกคักกันเลยทีเดียว
เพราะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีอันต้องเผาตำราเดิมทิ้งกันหมดแล้ว
บางคนเรียกทรัมป์ว่าเป็นผู้นำ “สายมึน” เพราะมี “ปากสุดแสบ”
ถือว่ามีความสามารถพิเศษคือด่าใครต่อใครได้จนโลกสะเทือน
โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ คงต้องการจะขึ้นแท่นผู้นำแห่งยุค… ยุคด่ากราด ไลฟ์สด ด่าข้ามทวีป
พร้อมคำด่าสามัญประจำปาก ที่ฟังแล้วต้องกรอกน้ำล้างหูกันเป็นแถว
ในยุคก่อนหน้านั้น ผู้นำสหรัฐต้องเลือกคำพูดอย่างพิถีพิถัน ประณีต อ่อนหวาน สร้างแรงบันดาลใจอย่างนุ่มนวลและแนบเนียนแบบผู้ดี
เป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนรุ่นหลังในเรื่องจริยธรรมและมารยาท
บางคนต้องซ้อมสุนทรพจน์ล่วงหน้าเป็นวัน
บางคนมีทีมแก้ไขคำพูดระดับกวีเอก
แต่พอถึงยุคทรัมป์… ลุงแกยึดหลักเดียวคือ “พูดให้สะใจ พูดให้ขึ้นเทรนด์โซเชียลมีเดีย” เป็นสรณะ
เช่น ตอนที่พูดถึงผู้นำต่างชาติที่มาขอเจรจาภาษี ลุงก็พูดแบบเน้นๆ ว่า “พวกเขากำลังจะมาขอจูบตูดฉันอยู่” (Kiss my ass)
(สารภาพว่าไม่รู้จะแปลอย่างไรจึงให้ฟังรื่นหูขึ้นกว่าเดิมสักเล็กน้อย)
ล่าสุด เมื่อทั้งอิสราเอลและอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงพร้อมกัน ลุงทรัมป์ก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง ไม่ขอปรึกษาเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอะไรทั้งสิ้น
ออกมาอุทานต่อหน้านักข่าวกลุ่มใหญ่ที่สนามหญ้าทำเนียบขาวก่อนขึ้นเฮลิคอปเตอร์แบบฟาดๆ ว่า :
“สองประเทศนี้แม่งไม่รู้ห่าอะไรเลย!” (They don’t know what the f…k they are doing)
ถ้าเชกสเปียร์ยังอยู่ คงต้องโยนปากกาแล้วบอกว่า “ยอมลุงแล้ว!”
เพราะนี่มันไม่ใช่ภาษาคลาสสิคแบบ King Lear แต่คือภาษาป้าในตลาดเช้าที่ทะเลาะกันเรื่องราคาปลาทูเหมาเข่งมากกว่า
แน่นอนว่า ผู้นำอเมริกาเคยพูดจาภาษานักเลงปากซอยมาก่อนเหมือนกันในบางกรณี
ลินดอน บี. จอห์นสัน เคยต่อว่าผู้นำแคนาดาที่มีจุดยืนต่อต้านสงครามเวียดนามว่า
“คุณพูดอย่างนี้เหมือนฉี่รดพรมบ้านผมเลยนะ”
นิกสันด่าแรงจนต้องใช้คำว่า “expletive deleted” (แปลว่า “คำหยาบเกิน ต้องลบออก”)
แต่ทรัมป์นี่ไม่สนใจฟิลเตอร์ใดๆ ทั้งสิ้น
ดิบ สด แรง กร้าว ครบสูตร!
จึงกลายเป็นปรากฏการณ์ที่การทูตกลายเป็นละครหลังข่าว
ลองนึกภาพผู้นำฝรั่งเศสอย่างมาครง ที่พอได้ยินคำว่า “kissing my ass” ก็คงจะแอบงงหนักมาก… คนฝรั่งเศสเขาจูบกันที่แก้ม ไม่ใช่จูบกันที่…นั่น!
หรืออดีตผู้นำหญิงเหล็กแมร์เคิลของเยอรมนีก็กะพริบตาถี่ๆ เหมือนจะส่งซิกเป็นรหัสมอร์สว่า “ช่วยด้วยค่ะ!”
ส่วนแคนาดา… สุภาพชนเสมอ อาจต้องเขียนจดหมายขอโทษมาว่า “เสียใจแทนปากผู้นำท่านด้วย เราหวังว่าไวรัสคำหยาบจะไม่ระบาดข้ามพรมแดน”
หรือคนที่น่าสงสารอาจจะเป็นนักแปลมืออาชีพที่สหประชาชาติที่มีหน้าที่แปลซับไตเติลประจำองค์การ
ซึ่งอาจจะขอพักร้อนยาวๆ ไปเลย
เพราะแปลคำว่า “shithole countries” เป็น 6 ภาษาในวันเดียว จนสมองไหม้
ทรัมป์จึงได้ชื่อว่าเป็น “ศาสดาแห่งภาษาดิบๆ แรงๆ รุ่นใหม่”
คำพูดของลุงไม่ได้หยาบแค่อย่างเดียว แต่พวกสาวกคงจะมองเป็นความศักดิ์สิทธิ์ไปอีกแบบ!
ถ้ามี “ธรรมะโดยทรัมป์” ก็คงมีคำสอนประมาณว่า :
“อย่าเอ่ยนามพระเจ้าโดยไร้ประโยชน์… เว้นแต่จะเอาไปด่าเดโมแครต”
“รักเพื่อนบ้านของเจ้า… แต่เขาโหวตให้พรรครีพับลิกันเท่านั้น”
“หากจะประสบความสำเร็จในชีวิตการเมือง จงเป็นผู้ชายปากจัด เพราะพวกนี้ขึ้นเทรนด์ X แน่นอน”
บางโบสถ์ในแถวรัฐมิดเวสต์ก็อาจจะเริ่มแจกพระคัมภีร์ฉบับ #TrumpTranslation Edition อันเป็นคัมภีร์แปลใหม่ทั้งเล่ม พร้อมฟังก์ชันอ่านออกเสียงแบบทรัมป์
ส่วนเนื้อหาจะมีข้อเท็จจริงแค่ไหนไม่สำคัญ เพราะเป้าหมายคือขอแค่เรตติ้ง!
นักวิชาการบางคนพยายามวิเคราะห์ว่าทรัมป์พูดหยาบเพราะอะไร?
เป็นเทคนิคของการสื่อสารงั้นเหรอ?
หรือเป็นแผนสงครามจิตวิทยา
หรือแค่พูดเพราะปากมันคัน?
มีการล้อกันเล่นในเหล่าบรรดานักการทูตต่างชาติประจำวอชิงตันว่าทุกคนควรพกที่อุดหูไว้ตอนพบทรัมป์
อเมริกาต้องตั้งตำแหน่งใหม่ที่เรียกว่า “ทูตประจำคำอธิบายศัพท์หยาบ”
มีหน้าที่หลักคือแปลคำพูดทรัมป์ให้ดูสุภาพและไม่จุดชนวนสงคราม เช่น :
ทรัมป์พูด : “ญี่ปุ่นหลอกแดกเรา”
นักแปลพูด : “ท่านประธานาธิบดีเห็นโอกาสปรับดุลการค้า”
ทรัมป์พูด : “พวกนั้นมันหัวเราะใส่เรา ต่อไปนี้ฟาดปากมันเลย!”
นักแปลพูด : “ท่านผู้นำมั่นใจว่าทุกประเทศให้ความเคารพต่ออเมริกา”
ทรัมป์พูด : “ผมรู้เรื่องทหารมากกว่าพวกนายพลทั้งหลายทั้งหมด”
นักแปล : [เงียบ. หลบสายตา. ลาออก]
แต่ถ้าวิเคราะห์กันจริง ๆ ก็อย่าคิดว่าแค่คำพูดเท่านั้นที่มัน “จี๊ด” เพราะภาษาทรัมป์สะท้อนวิธีคิดแบบครบสูตร
เหมือนเห็นโลกเป็นรายการเกมโชว์
ใครไม่ยอมตาม โดนตัดคะแนน โดนไล่ออก โดนด่าเป็น “ไอ้โง่” ทันที
คำว่า “ไม่รู้ว่ากำลังทำเหี้xอะไรอยู่” อาจจะฟังตลกในกลุ่มเพื่อน แต่พอประธานาธิบดีพูดกลางเวทีโลก มันกลายเป็นปุ่มกดระเบิดแบบไม่ตั้งใจ
ผมจะไม่แปลกใจถ้าวันหนึ่งจะมี “หอจดจำคำพูดทรัมป์” พร้อมป้ายเตือน :
“ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 17 โดยไม่มีผู้ปกครอง”
พร้อมหูฟังแบบมีเซ็นเซอร์อัตโนมัติ (ซึ่งต้องระวังเพราะเผลอๆ จะระเบิดเพราะรับคำหยาบไม่ไหว)
นักประวัติศาสตร์จะงง นักภาษาศาสตร์จะร้องไห้ แต่นักสแตนด์อัพคอมเมเดี้ยนจะได้ทองคำฝังมุกตลอดชีพ
แน่นอน ภาษาการเมืองย่อมหยาบได้, ดิบได้ในบางโอกาส
เพราะผู้นำอาจจะต้องการสื่อตรงๆ ให้เร้าใจหรือควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เพราะถูกยั่วยุ
แต่ถ้าพูดทุกประโยคเหมือนกำลังเล่น X (หรือ Truth Social ของทรัมป์เอง) ตอนเมาเบียร์ (ซึ่งลุงไม่ดื่ม) นั่นก็ดูจะเกินเลยกติกาสากลไปหน่อย
ทรัมป์ไม่ได้แค่ลดมาตรฐานคำพูดของผู้นำ เขาเอามาตรฐานไปโยนทิ้งในชักโครก แล้วกดน้ำไปพร้อมกับคำว่า “Political Correctness”
แต่เอาเถอะ อย่างที่ลุงแกพูดไว้เอง…
“ฉันจะไปรู้อะไรล่ะ ไอ้บ้า!”
แต่นักวิเคราะห์ไม่น้อยบอกว่าทรัมป์ไม่ได้พูดหยาบเพราะหลุด
เอาเข้าจริงๆ เขาตั้งใจพูด
เพราะการพูดคำหยาบของทรัมป์เป็นกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ปากไว
เขารู้ว่าพูดแบบนี้แล้วคนจะพูดถึง จะมีทั้งคนด่าและคนชื่นชม
และในยุคโซเชียลมีเดีย เสียงดังมีค่ามากกว่าความสุภาพ
คำพูดแรงๆ เหล่านี้เหมือนเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ “ทรัมป์คือคนจริง ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่เสแสร้ง”
สำหรับแฟนคลับ นี่คือเสน่ห์ สำหรับฝ่ายตรงข้าม มันคือหายนะ
ซึ่งน่าจะสรุปได้ง่ายๆ ว่าทรัมป์พูดหยาบเพราะเขาเชื่อว่ามันทำให้เขาดู “แน่”
เขาอาละวาดแบบโผงผางเหมือนคนพูดจาตรงใจคนดูและคนฟัง
คำหยาบของเขาคือเครื่องมือสร้างพลัง สร้างภาพ และสร้างความแตกแยกในเวลาเดียวกัน
และในโลกทุกวันนี้ บางครั้งคำหยาบจากนักการเมือง กลับดังกว่าคำพูดที่มีสาระเสียอีก
และนั่นแหละคือความวิปลาสที่ทรัมป์สุดจะภูมิใจเป็นผู้นำขบวนการอย่างไม่ขวยเขินเลยแม้แต่น้อย!
