bg-single

สวนสาธารณะสูงวัย : สังคมภายนอกครอบครัว และบทเรียนจากเฉิงตู

10.07.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด |ชาตรี ประกิตนนทการ

สวนสาธารณะสูงวัย

: สังคมภายนอกครอบครัว

และบทเรียนจากเฉิงตู

แม้ส่วนตัวจะไม่ค่อยชื่นชอบแนวทางการพัฒนาเมืองของจีนเท่าไรนัก โดยเฉพาะย่านเมืองเก่าที่มีลักษณะเข้าข่าย state-led gentrification อย่างชัดเจน

แต่การเดินทางไปเมืองเฉิงตู (Chengdu) ครั้งล่าสุดกลับพบพื้นที่สาธารณะที่น่าสนใจมากแห่งหนึ่งและน่าจะนำมาเป็นตัวแบบในการพัฒนาสวนสาธารณะในไทย

นั่นก็คือ สวนประชาชน (People’s Park) ที่ตั้งอยู่กลางเมืองเฉิงตู

สวนประชาชนแต่เดิมชื่อ “สวนเส้าเฉิง” (Shaocheng Park) มีพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ ถือเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของเมืองเฉิงตู อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของจีน

ประวัติแรกเริ่มของพื้นที่ แต่เดิมเคยเป็นที่ตั้งของกองทหารในสมัยราชวงศ์ชิง ต่อมาในปี ค.ศ.1911 มีการปรับพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็นสวนสาธารณะของเมือง

ในเวลาต่อมาในมณฑลเสฉวนได้เกิด “ขบวนการพิทักษ์ทางรถไฟ” (the Railway Protection Movement) ซึ่งนำไปสู่ “การปฏิวัติซินไห่” (Xinhai Revolution) ที่โค่นล้มราชวงศ์ชิงและสถาปนาสาธารณรัฐจีน ระหว่างปี ค.ศ.1913-1914

ซึ่งภายหลังเหตุการณ์ รัฐบาลใหม่ได้สร้างอนุสาวรีย์รำลึกผู้เสียชีวิตจากขบวนการพิทักษ์ทางรถไฟขึ้นภายในสวนแห่งนี้

ในเวลาต่อมาเมื่อมีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในปี ค.ศ.1949 รัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้เปลี่ยนชื่อสวนใหม่เป็น “สวนประชาชน” ในปี ค.ศ.1950

และได้มีการปรับปรุงและเปิดสวนอย่างเป็นทางการอีกครั้งในปี ค.ศ.1952

ปัจจุบัน สวนแห่งนี้คือปอดที่สำคัญของเมือง มีภูมิทัศน์สวยงาม รายล้อมด้วยต้นไม้นานาชนิดมากกว่า 70 ประเภท

ภายในมีการขุดสระน้ำและทำน้ำตกจำลองขนาดใหญ่พร้อมโขดหินมากมาย มีการแบ่งโซนย่อยออกเป็น สวนกล้วยไม้ สวนไม้กระถาง สวนบอนไซ ฯลฯ

มีโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนหลายแห่งกระจายตามจุดต่างๆ ของสวน นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมหมุนเวียนตลอดทั้งปี

แต่ความพิเศษสุดของสวนแห่งนี้ จนผมอยากนำมาเล่า มิใช่อะไรที่กล่าวมาข้างต้น แต่คือปริมาณคนที่เข้ามาใช้งานเป็นจำนวนมากและเกือบตลอดทั้งวัน เป็นสวนสาธารณะที่คึกคักและมีชีวิตชีวามากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา

ยิ่งไปกว่านั้นคือ สัดส่วนการใช้งานที่เป็นคนสูงวัยซึ่งมีมากอย่างผิดสังเกต จนเรียกได้ว่าเป็น “สวนสาธารณะสูงวัย” ก็อาจจะไม่ผิดนัก

แน่นอน สวนแห่งนี้ยังสามารถพบเห็นคนวัยทำงานและเด็กเข้ามาใช้งาน สามารถเห็นคนวิ่งออกกำลังกาย ชวนกันมาออกเดต เล่นกีฬา ฯลฯ ไม่ต่างจากสวนทั่วไป แต่สิ่งที่สังเกตได้ทันทีเมื่อเดินเข้าไปในสวนคือภาพของกลุ่มผู้สูงวัยที่เข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ

ไม่ใช่แค่รำไท้เก๊กที่เป็นภาพจำของกิจกรรมคนสูงวัยในสวนนะครับ แต่คือภาพของพื้นที่พบปะพูดคุยกันของคนสูงวัย เสมือนเป็นพื้นที่นัดหมายนอกบ้านเพื่อพบเจอเพื่อนในรุ่นราวคราวเดียวกัน

หนึ่งในองค์ประกอบที่ดูจะเอื้อให้เกิดภาพดังกล่าวคือ โรงน้ำชาที่กระจายตัวอยู่ในสวนหลายร้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรงน้ำชาเหอหมิง” (Heming Tea House) ที่มีอายุกว่าร้อยปี และถือเป็นหนึ่งในโรงน้ำชาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเฉิงตู โรงน้ำชาเหล่านี้มีคนสูงวัยแวะเวียนมานั่งอยู่แทบทั้งวัน บางกลุ่มใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อพูดคุย จิบชา นั่งเล่นไพ่นกกระจอก กินอาหาร ชมปลาในสระ ไปจนถึงใช้บริการแคะหูในรูปแบบพื้นบ้าน

แม้จะพบเห็นคนวัยอื่นเข้ามาใช้บริการเช่นกัน แต่คนกลุ่มหลักที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนคือผู้สูงวัย

อีกหนึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นหลายจุด คือ กิจกรรมร้องเพลง เราจะพบกลุ่มคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุนัดรวมตัวกันเพื่อมาเต้นระบำพื้นบ้าน รำพัด ร้องคาราโอเกะ ฯลฯ โดยมีผู้คนที่เดินผ่านไปมาเป็นผู้ชมและผู้ฟัง แม้กระทั่งขอเข้าไปร่วมสนุกด้วยก็มีให้พบเห็นอยู่เช่นกัน

ในวันที่ผมเข้าไปสำรวจ ได้พบกลุ่มคนสูงวัยนั่งวีลแชร์มารวมตัวกันเกือบ 20 คน นั่งพูดคุยกันไปเรื่อยๆ โดยมิได้มีกิจกรรมพิเศษอะไร ไม่นับรวมศาลาอีกหลายแห่งภายในสวนที่ต่างถูกยึดครองโดยกลุ่มคนสูงวัย

ทั้งหมดเป็นภาพที่น่าประทับใจและชวนให้คิดย้อนกลับมาสู่สวนสาธารณะในประเทศไทย

แม้ภาครัฐในช่วงหลายปีมานี้จะรณรงค์เรื่องการใช้สวนสาธารณะอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ มีการขยายเวลาปิดสวนให้ยาวนานขึ้น จัดกิจกรรมดึงดูดผู้คนอย่างน่าสนใจ ตลอดจนการปรับปรุงสภาพสวนให้งดงามและใช้งานได้ดี

แต่กระนั้นก็ยังดูเสมือนว่ามิได้เพิ่มปริมาณผู้ใช้งานในกลุ่มผู้สูงวัยมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ สวนสาธารณะยังดูเป็นพื้นที่สำหรับคนวัยทำงานและเด็กมากกว่า แม้เราจะพบเห็นกิจกรรมสำหรับคนสูงวัยอยู่บ้างแต่ก็น้อยมากหากเทียบกับหลายเมืองทั่วโลก และไม่ต้องเทียบเลยกับสวนประชาชนเฉิงตูซึ่งมากกว่าหลายเท่าตัว

ภายใต้สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของไทย ความจำเป็นเร่งด่วนอย่างหนึ่งคือการสร้างพื้นที่สาธารณะให้กับคนสูงวัยได้ออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านให้มากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ทางสังคมที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมร้อยเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันเข้าด้วยกัน

เป็นธรรมดาของคนสูงวัยที่จะมีศักยภาพทางร่างกายถดถอย เพื่อนฝูงที่เสียชีวิต หรือหากยังไม่เสียชีวิต ปัญหาก็ยังคงอยู่ที่ระยะทางระหว่างกันที่อาจห่างไกลจนไม่มีโอกาสได้พบกันบ่อยครั้ง ทั้งหมดทำให้สังคมของผู้สูงวัยถูกปิดให้แคบลง

ครอบครัวลูกหลานแม้จะเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับผู้สูงวัย แต่ไม่สามารถเติมเต็มอารมณ์ความรู้สึกได้ทั้งหมด “สังคมภายนอกครอบครัว” โดยเฉพาะเพื่อนฝูงในรุ่นราวคราวเดียวกัน คืออีกด้านของความต้องการทางจิตใจที่สำคัญที่จะทำให้สุขภาพใจของคนวัยนี้เสื่อมถอยช้าลง และแน่นอนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังสุขภาพกายที่ดีขึ้นด้วย

การที่ยังมีสังคมภายนอกครอบครัวอยู่เป็นอีกด้านที่ช่วยยืนยันให้พวกเขารู้สึกว่าชีวิตยังมีความหมาย มีคุณค่าที่ไม่ต่างจากช่วงวัยทำงานมากนัก

พื้นที่ที่เอื้อต่อการมี “สังคมภายนอกครอบครัว” ที่ดีที่สุดสำหรับผู้สูงวัย ในทัศนะผมคือสวนสาธารณะ ทั้งด้วยสภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดธรรมชาติที่เหมาะสมกับผู้สูงวัย ค่าใช้จ่ายที่น้อยหากเทียบกับพื้นที่อื่น (เช่น ห้างสรรพสินค้า) ตลอดจนการเข้าถึงที่สามารถออกแบบเอื้อให้กับคนสูงวัยได้ง่ายกว่า

อย่างไรก็ตาม ลักษณะทางกายภาพของสวนสาธารณะโดยส่วนใหญ่ของไทยยังไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของผู้สูงวัยเท่าที่ควร ทั้งพื้นที่ศาลาหรืออาคารสำหรับนั่งพบปะพูดคุยกันที่น้อยเกินไป การออกแบบกิจกรรมที่ต้องสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของคนวัยนี้ ซึ่งประเด็นนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยให้มากขึ้น

อีกส่วนคือ การสร้างความรู้สึกปลอดภัยในการใช้งานสวนสาธารณะในระดับที่สูงมากพอ ทั้งความปลอดภัยจากการคุกคามของคนอื่น และความปลอดภัยในเชิงการออกแบบองค์ประกอบของสวนที่มีลักษณะเป็น universal design ที่เอื้อให้กับสภาพร่างกายที่ถดถอย

สำคัญที่สุดคือ เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ที่มีต่อการออกแบบสวนสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเป้าหมายในการใช้งาน สังคมไทยต้องเริ่มมองอย่างจริงจังได้แล้วว่าผู้สูงวัยคือกลุ่มเป้าหมายหลักของพื้นที่นี้ ซึ่งเรื่องนี้แยกไม่ออกจากประเด็นว่าด้วย “สิทธิของผู้สูงวัยในเมือง” (aging and urban rights) ซึ่งยังไม่ถูกพูดถึงนักในสังคมไทย

(ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องขอเขียนแยกออกไปอีกบทความหนึ่ง)

สวนประชาชนเฉิงตู (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) พื้นที่ใช้งานเกือบทั้งหมดในสวนคือตัวแบบชั้นดีที่สะท้อนให้เราเห็นว่าคนสูงวัยสามารถมีพื้นที่ของตนเองสำหรับสร้าง “สังคมภายนอกครอบครัว” ที่มีประสิทธิภาพได้

แน่นอน เงื่อนไขทางวัฒนธรรมและสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่ต่างกันมากระหว่างไทยกับจีน คงไม่สามารถให้เราลอกเลียนโมเดลสวนประชาชนมาได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยตัวอย่างที่น่าทึ่งของสวนประชาชนก็ทำให้ผมมองเห็นว่า อนาคตของการสร้างพื้นที่สวนสาธารณะสูงวัยในประเทศไทยมีความเป็นไปได้หากสังคมไทยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนนี้อย่างแท้จริง

ในบริบทของสังคมไทยซึ่งได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์มาสักพักแล้ว คำถามสำคัญต่อการบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวโดยเฉพาะสวนสาธารณะ จึงไม่ใช่แค่ “จะเพิ่มจำนวนสวนสาธารณะอย่างไร” แต่คือ “จะออกแบบสวนอย่างไรให้ผู้สูงวัยอยากใช้จริง ใช้ได้จริง และใช้ได้อย่างต่อเนื่อง”

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะสร้างสวนที่เป็นเสมือนพื้นที่รองรับ “สังคมภายนอกครอบครัว” สำหรับผู้สูงวัย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?