คำ ผกา
พรรคน้ำเงินกับพลังตัวซีเคร็ต
การเมืองไทยช่วงนี้เข้มข้นและน่าติดตามมาก
หากเชื่อในพลวัตของการเมืองของการเลือกตั้งฉันเชื่อว่าเราจะมองความอลหม่านทางการเมืองนี้ด้วยความสนุกและความหวัง
ก่อนที่จะวิเคราะห์ ฉันขอสรุปย่อภาพการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2566 อย่างกระชับอีกรอบ
ในการรับรู้ของสังคมไทย การเลือกตั้งปี 2566 นั้น
หากคุณชื่นชอบประยุทธ์ จันทร์โอชา คุณเลือกรวมไทยสร้างชาติ
หากคุณชอบ ประวิตร วงษ์สุวรรณ คุณเลือกพลังประชารัฐ
หากคุณชอบการเมืองแบบใจถึงพึ่งได้ คุณเลือกภูมิใจไทย
หากคุณต่อต้านเผด็จการและเชื่อในแบรนด์ทักษิณ ชินวัตร คุณเลือกเพื่อไทย
หากคุณต่อต้านเผด็จการ เบื่อการเมืองบ้านใหญ่ อยากได้ผู้นำแบบพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต้องการปฏิรูปการเมืองด้วยการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 พร้อมกับการต้านคอร์รัปชั่น คุณเลือกพรรคประชาชน
ช่วงท้ายๆ ของการหาเสียง พรรคเพื่อไทยไม่ต้องการขายฝันด้วยการบอกว่าไม่จับมือกับพรรคลุงเด็ดขาด คีย์เวิร์ดของพรรคเพื่อไทยคือ “อะไรก็เกิดขึ้นได้”, “ต้องดูคณิตศาสตร์หลังเลือกตั้ง” และ “เราอยากแลนด์สไลด์เพื่อจะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว”
จากจุดนี้ที่ทำให้คู่แข่ง (เพราะแชร์เป้าหมายทางการตลาดกลุ่มเดียวกัน) ฉวยโอกาสขายแคมเปญ มีลุงไม่มีเรา และโจมตีว่า เพื่อไทยไม่มีความชัดเจน แถมยังมีแคนดิเดตนายกฯ แบบกล่องสุ่ม
เลือกไปก็ไม่รู้ว่าจะได้ใครเป็นนายกฯ ระหว่างเศรษฐา ทวีสิน แพทองธาร ชินวัตร หรือ ชัยเกษม นิติสิริ
ผลการเลือกตั้งออกมา ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.น้อยกว่าพรรคก้าวไกล
พรรคเพื่อไทยแสดงสปิริตด้วยการไม่ตั้งรัฐบาลแข่ง
แต่ให้เกียรติพรรคประชาชนในฐานะพรรคอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาล มีการเซ็น MOU ดังที่เรารู้กัน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แม้พรรคเพื่อไทยจะยกมือสนับสนุนพิธาเป็นนายกฯ ถึงสองครั้ง แต่พรรคก้าวไกลก็ไม่สามารถหาเสียงสนับสนุนพิธาได้มากพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงจาก ส.ว. ที่มาเติมให้ไม่พอ (ต้องได้ 376 เสียง)
ทำให้พรรคก้าวไกลขอส่งไม้ต่อให้เพื่อไทยตั้งรัฐบาลต่อ
ทางเลือกของพรรคเพื่อไทยคือ
หนึ่ง จับมือกับทุกพรรคที่เหลือตั้งรัฐบาล ปล่อยพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน
สอง จับมือกับทุกพรรค ยกเว้นภูมิใจไทย (พลังประชารัฐ กับรวมไทยสร้างชาติ ส.ส.ไม่เยอะ อำนาจต่อรองน้อย เอามาร่วมรัฐบาลก็ไม่เหนื่อย) แต่จะทำอย่างนั้นได้ ก้าวไกลก็ต้องช่วยโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทย อาจจะบนข้อต่อรองว่า เพื่อไทยจะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ฝ่ายค้านก็จะร่วมด้วยช่วยกัน ยกมือให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ สิ่งที่จะได้คือ พรรคก้าวไกลจะได้เครดิตว่าสปิริตสูงมาก ยอมเป็นฝ่ายค้าน ช่วยรัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญ และใช้เรื่องนี้ไปหาเสียงเพื่อชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2570 ณ วันนั้น เราอาจจะมีนายกฯ จากพรรคก้าวไกล
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นข้อ 1 เพราะพรรคก้าวไกลไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องโหวตให้แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ ส่วนพรรคเพื่อไทยก็เดินหน้าตั้งรัฐบาล เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะไม่เดินหน้า
ผลก็คือ พรรคก้าวไกลเดินหน้าโจมตีพรรคเพื่อไทยว่า “ตระบัดสัตย์”
พรรคเพื่อไทยก็งงๆ ว่าตระบัดสัตย์ตรงไหนวะ พรรคมึงโยนไม้ต่อมาให้กู แล้วจะให้กูทิ้งไม้ แล้ววิ่งไปเป็นฝ่ายค้านเพื่อ?
พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลผสมในแบบที่มีอำนาจต่อรองน้อยมาก แต่ผู้ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างฉันพอใจมาก เพราะมีอำนาจน้อยดีกว่าไม่มีเลย และการเข้าไปมีอำนาจย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และสังคมไทยต้องเรียนรู้ว่า ประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ไม่ได้อิงอยู่กับ “สัจวาจา” แต่อิงอยู่กับจำนวน ส.ส.ที่มีอยู่ในมือ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยาก เพราะพรรคก้าวไกลก็ตีรวนเรื่องแก้ทั้งฉบับหรือแก้ทั้งฉบับยกเว้นหมวดหนึ่งและหมวดสอง
ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็ตีรวนเรื่องจำนวนครั้งในการทำประชามติ
คุณนิกร จำนงค์ จากพรรคชาติไทยพัฒนา บอกว่ารัฐธรรมนูญเป็นของคนไทยทุกคน ถ้าหาฉันทามติร่วมไม่ได้ก็ยากจะเดินหน้าโดยไม่ก่อความขัดแย้งชุดใหม่
พรรคเพื่อไทยหวังว่าหากเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ได้ จะฝากผลงานด้านเศรษฐกิจ ปรากฏว่า ทั้งเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต ทั้งเรื่องเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ก็แป้ก จะบอกว่าถูกขวางอย่างเดียวก็ไม่เต็มปาก หลายๆ เรื่องพรรคเพื่อไทยก็ต้องโทษความหละหลวม ไม่รอบคอบของตนเองด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ การปรับ ครม.ของนายกฯ เศรษฐา ที่ตั้งพิชิต ชื่นบาน มาเป็น รมต.สำนักนายกฯ ถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน และศาลรัฐธรรมนูญสั่งถอดถอนนายกฯ เศรษฐา ทำให้ต้องเสนอชื่อแคนดิเดตอีกคนของพรรคเพื่อไทยเข้าสู่สภา
นายกฯ จึงชื่อ แพทองธาร ชินวัตร
เมื่อนายกฯ ชื่อแพทองธาร ชินวัตร สังคมก็หันมาโจมตี ดิสเครดิตแพทองธารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงฝ่ายค้านคือพรรคก้าวไกลที่ถูกยุบพรรค (จนได้) และกลายเป็นพรรคประชาชน ก็ผสมโรงสร้างพล็อตเรื่องว่าด้วย “ลูกคุณหนูทำอะไรไม่เป็น เป็นนายกฯ ได้เพราะเป็นหุ่นเชิดของพ่อ ทำทุกอย่างเพื่อเอาพ่อกลับเมืองไทยโดยไม่ต้องนอนคุก”
บ้างก็เติมเรื่องไปอีกว่า “พ่อใจร้าย เอาลูกมาใช้เป็นเครื่องมือ” จากนั้นก็ดูเหมือนฝ่ายค้านจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องชั้น 14 ไม่แพ้สลิ่มเฟส 1
เราจะเห็นความพยายามสร้างภาวะ “รัฐล้มเหลว” ผ่านเรื่องตากใบ สู่เรื่องจีนเทาในพม่า สู่เรื่องเกาะกูด สู่เรื่องอุยกูร์ บางวันก็จะให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคขายชาติ บางวันก็จะให้เพื่อไทยเป็นพรรคคลั่งชาติ
และแล้วก็มาถึงวันที่มีประเด็นเกี่ยวกับชายแดนไทย-กัมพูชา ทางรัฐบาลไทยโดยนายกฯ แพทองธาร ยืนกระต่ายขาเดียวมาตลอดว่า ยึดสันติวิธี ไม่สู้รบ ไม่คลั่งชาติ ไม่ขึ้นศาลโลก เน้นเจรจาทวิภาคี หาข้อตกลงร่วม เป้าหมายสูงสุดคือ ความสุข ความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ
หากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะมีเรื่อง “บ้ง” กี่ร้อยกี่พันเรื่อง แต่เรื่องไทย-กัมพูชา ฉันถือว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยยืนอยู่บนหลักการ “สันติภาพ” สากล ที่น่าเคารพ นับถือมาก ไม่ฉวยใช้เรื่องชาตินิยมมาเป็นเครื่องมือสร้างความนิยมให้กับตนเอง
ตรงกันข้าม พรรคฝ่ายค้านที่อ้างว่าก้าวหน้า กลับเป๋ไปเป๋มา เดียวจะให้รบ เดี๋ยวจะให้รักษาอธิปไตย เดี๋ยวบอกว่ารัฐบาลหน่อมแน้ม อีกประเดี๋ยวก็บอกว่าอย่าเป็นเหยื่อประวัติศาสตร์ ชาตินิยม
ในฐานะคนทำงาน “ข่าว” ฉันสารภาพว่าจดบทของ “ส้ม” ไม่ทันจริงๆ
และแล้วก็มีตัวแปรมาเปลี่ยนเกมอย่างไม่คาดคิด นั่นคือ ฮุน เซน ไม่รู้อะไรมาดลใจให้ฮุน เซน กระทำการที่อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลกัมพูชาอย่างฉกาจฉกรรจ์นั่นคือ การละเมิดมารยาทการเจรจาระหว่างผู้นำด้วยการอัดเทปการสนทนาและนำบทสนทนานั้นเผยแพร่ต่อสาธารณะ
แทนที่สังคมไทยจะโฟกัสไปที่
หนึ่ง นายกฯ ของเราถูกผู้นำประเทศอื่นละเมิด เรากลับมองว่านายกฯ ของเราเลินเล่อ
สอง แทนที่เราจะโฟกัสที่เนื้อหาว่านายกฯ ของเรายืนยันเรื่องไม่รบ, ไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสีย, อยากให้ค่อยๆ พูดค่อยๆ ทำความเข้าใจกัน และข้อเสนอของฮุน เซน นายกฯ จะนำไปหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
แต่สังคมไทยกลับโฟกัสไปที่การเรียกฮุน เซน ว่า อังเคิล, ประโยคว่า แม่ทัพภาคสองไม่ได้อยู่ข้างรัฐบาล (ที่ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร เพราะกองทัพกับรัฐบาลเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่องหรือหลายเรื่องก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะรัฐบาลอาจมองในมิติเศรษฐกิจ กองทัพอาจมองในมิติศักดิ์ศรีของชาติในด้านศักยภาพทางทหาร)
ทั้งหมดนี้นำมาสู่ความชอบธรรมของการจัดม็อบในวันที่ 28 มิถุนายน และ ส.ว. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอนนายกฯ
ในด้านคู่ขนานนั้น การปรับ ครม.ของรัฐบาลแพทองธารก็เป็นการปรับใหญ่ ไม่ใช่ปรับเล็ก นั่นคือ การดึงเอามหาดไทยมาเป็นโควต้าของพรรคเพื่อไทย ทำให้ภูมิใจไทยตัดสินใจถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
พร้อมกันนั้นก็ปรากฏว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างไทยสร้างไทย เป็นพรรคฝ่ายค้านที่ ส.ส.หันมาสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด
หรือส่วนหนึ่งของพรรคพลังประชารัฐก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลจนไม่แน่ใจว่าแท้จริงแล้วเหลือ ส.ส.อยู่กับพลังประชารัฐกี่คนกันแน่ รวมไทยสร้างชาติแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ทว่า ยังร่วมรัฐบาลทั้งสองฝั่ง
และในวันเดียวกันกับที่ ครม.ใหม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการ ศาลรัฐธรรมนูญกลับสั่งให้นายกฯ แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รองฯ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รักษาราชการแทน และต่อมาหลังจากถวายสัตย์ฯ รองฯ สุริยะก็ตั้งรองฯ ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกฯ พร้อมๆ กับที่แพทองธารยังคงทำงานในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม
จะมองว่านี่เป็น “ทักษะ” ของพรรคเพื่อไทยก็ว่าได้ ในการที่ถูกกระทำจากองค์กรอิสระจนสั่งสมทักษะมาเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างไร้รอยต่อ
ทันใดนั้นเอง เสียงจากทางฝั่งพรรคประชาชนก็ประสานกันออกมาว่า แย่แล้ว แพทองธารน่าจะถูกถอดถอน ประเทศจะถึงทางตัน นี่คือช่องว่างของการเกิดรัฐประหาร ดังนั้น รัฐบาลต้องยุบสภาให้เร็วที่สุด เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน จะได้ไม่กลายเป็นข้ออ้างให้ใครมาใช้อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตยมายึดอำนาจในช่วงที่เราไม่มีนายกฯ
ทางพรรคเพื่อไทยก็อุทาน “อิหยังวะ” ทำไมต้องยุบสภา เลวร้ายที่สุดหากนายกฯ แพทองธารเจอแบบนายกฯ เศรษฐา พรรคเพื่อไทยก็ยังมีแคนดิเดตอีกหนึ่งคนคือ คุณชัยเกษม สิ่งที่เราต้องทำคือเสนอชื่อชัยเกษมต่อสภา แล้วดูว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนหรือไม่?
ถึงตอนนั้นหากไม่ได้รับเสียงสนับสนุนค่อยคิดเรื่องยุบสภาก็ยังไม่สาย เพราะยังไม่มีใครรู้เลยว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาในการวินิจฉัยอีกกี่สัปดาห์
ระหว่างที่ยังไม่มีคำตัดสิน รัฐบาลก็ทำงานต่อ ทีมเจรจาภาษีกับสหรัฐก็เจรจาต่อ สภาก็ยังมีร่างกฎหมายอีกหลายฉบับรอการโหวต งบฯ ปี 2569 ก็ยังคาอยู่
การที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งนายกฯ แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีอะไรเกี่ยวหรือเป็นความผิด ความบกพร่องของสภา นายกฯ เป็นฝ่ายบริหาร สภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ หากนายกฯ มี “ประเด็น” ก็เป็นเรื่องของตัวนายกฯ สภาไม่ได้มีความผิดอะไรด้วย แล้วจะยุบสภาไปทำไม?
เมื่ออธิบายเช่นนี้ ทางฝั่งพรรคฝ่ายค้าน เช่น พรรณิการ์ วานิช กลับมาพลิกลิ้นว่า พรรคเพื่อไทยมีอาชีพสร้างทางตัน! โดยอ้างว่า พรรคเพื่อไทยบอกว่าหากยุบสภาก็จะไม่มีใครสานต่อการทำงานที่คั่งค้าง เกิดทางตัน!!
ทำให้ต้องมานั่งอธิบายกันใหม่อีกว่า คนพูดเรื่องทางตันคือฝ่ายค้าน ทางฝ่ายรัฐบาลพูดแต่เรื่องไม่ลาออก ไม่ยุบสภา ทุกอย่างดำเนินต่อไปได้ และตราบใดที่ไม่มีคำตัดสิน นายกฯ แพทองธารยังเป็นนายกฯ อยู่
ขณะที่งงๆ ว่าใครตันใครไม่ตัน อยู่ๆ นายเท้งหัวหน้าพรรคประชาชนก็ไปเผยในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ว่า มี “การประสานงานหลังบ้านเพื่อโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ชั่วคราว เป็นนายกฯ เพื่อยุบสภา”
ทันใดนั้นอนุทิน ชาญวีรกูล ก็บอกว่าไม่มี ไม่จริง
ทันใดนั้นทางพรรคประชาชนก็รีบออกมาแก้เกี้ยวว่า จะโหวตให้ใครก็ได้เป็นนายกฯ โหวตให้เพื่อไทยก็ได้ แต่ต้องสัญญานะว่าจะแก้รัฐธรรมนูญแล้วยุบสภา
เพื่อไทยก็งงอีกบอกว่า อย่ามาแก้เกี้ยว ฉันเกี่ยวอะไรด้วย และไม่เคยอยากขอให้พรรคส้มมาโหวตให้เพราะเสียงฝั่งรัฐบาลเพียงพอแล้ว
ทันใดนั้นพรรคส้มก็เปลี่ยน “เส้นเรื่อง” หาว่าพรรคเพื่อไทยทำไมโง่จัง อุตส่าห์จะโหวตให้ “ผ่าทางตัน” ดันไม่รับ
และจุดพีกดันมาเกิดขึ้นเมื่อ ทอม เครือโสโภณ ออกมา “แหก” พรรณิการ์กลางอากาศว่าด้วยการดินเนอร์ระหว่างโรม ไอซ์ และอนุทิน
ดีลหรือไม่ดีล ไม่มีใครรู้หรอก รู้แต่ว่า “ส้มเละ”
คนก็อ๋อกันใหญ่ ทำไมพรรคส้มไม่เคยอภิปรายกระทรวงที่ภูมิใจไทยบริหาร แถมการ “ประสานงานหลังบ้าน” เกิดขึ้นก่อนที่ภูมิใจไทยจะมาเป็นฝ่ายค้าน
ส่วนฉันมองปรากฏการณ์นี้ด้วยความสนุก ไม่ใช่เพราะความสะใจหรือชอบเห็นความโกลาหล
แต่เพราะสิ่งนี้ยืนยันถึงการมีอยู่จริงของการเมืองการเลือกตั้งในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการเมืองขององค์กรอิสระได้เกาะเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว หากเราเชื่อว่า ส.ว.สีน้ำเงินมีจริง และ ส.ว.สีน้ำเงินที่เป็นเสียงข้างมากคือกลไกกำหนด “ตัวบุคคล” ที่ไปทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ
การขับเคี่ยวระหว่างพรรคการเมืองที่พรรคหนึ่งมีอำนาจต่อรองจากจำนวน ส.ส. อีกพรรคหนึ่งมีอำนาจต่อรองจาก ส.ว. และองค์กรอิสระเป็น “พลังพิเศษ” เหมือนจับสลากได้ตัว “ซีเคร็ต” มาช่วยสู้
พลวัตของการเมืองไทยจะขับเคี่ยวอลหม่านอย่างนี้ไปอีกหลายปี และมันสนุกตรงที่ทุกพรรค “สู้” ไม่ถอย ชิงไหวชิงพริบกันทุกนาที
ประชาชนอย่างเราพึง “สนุก” กับการขับเคี่ยวนี้และระลึกอยู่เสมอว่าตราบใดที่เราเป็นเจ้าของอำนาจทางการเมือง จงมองการขับเคี่ยวของพรรคการเมืองว่ามันคือชีวิตชีวาของการเมืองของการเลือกตั้ง
ที่เคี่ยวกรำกันอยู่ก็เพราะอยากชนะเลือกตั้ง
และนี่แหละคือประชาธิปไตย
