‘ไม่มีประชาธิปไตยในความรัก’ : รำลึกถึงกูกิ วา ทิอองโก (Ngũgĩ wa Thiong’o)
ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
‘ไม่มีประชาธิปไตยในความรัก’
: รำลึกถึงกูกิ วา ทิอองโก (Ngũgĩ wa Thiong’o)
ผมทราบข่าวการเสียชีวิตของนักเขียนเคนยา กูกิ วา ทิอองโก (Ngũgĩ wa Thiong’o) หลายวันแล้ว แต่หาโอกาสเขียนถึงเขาไม่ได้
กระทั่งวันนี้ เมื่อเจอบทกวีในโซเชียลมีเดีย ที่กล่าววรรคทองอันทำให้ต้องหยุดคิด ทำให้อยากลองคิดในบริบทของไทยบ้างว่าจะเป็นอย่างไร
บทกวีเขียนว่า “ไม่มีประชาธิปไตยในความสัมพันธ์ของความรักใดๆ ก็ตาม มีแต่ความเมตตา การอยู่ในความเมตตาของใครบางคนเป็นความเสียหายเชิงวิภาษวิธี พวกเขาอาจเมตตาและไร้เมตตา” (Love’s Work by Gillian Rose : “There is no democracy in any love relation : only mercy. To be at someone’s mercy is dialectical damage : they may be merciful and they may be merciless.”
ความรู้สึกแรกที่พยายามทำความเข้าใจบทกวีนี้คือความขัดแย้งอย่างแรงระหว่างสองสิ่งที่ไม่อาจไปด้วยกันได้ จึงไม่น่าเสียเวลานำมาเขียนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
นั่นคือระหว่างประชาธิปไตยที่เป็นเรื่องของคนส่วนมาก ไม่ใช่เรื่องของส่วนตัวหรือปัจเจกบุคคล ระหว่างประชาธิปไตยที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก นอกจากเป็นการแสดงออกของผู้เคลื่อนไหวในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ตัวประชาธิปไตยเอง กับความรักที่เป็นเรื่องแสนจะส่วนตั๊วส่วนตัว มันจึงไม่อาจและไม่มีทางมาอยู่ด้วยกันได้
ผมไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้เราเข้าสู่การเมืองเหมือนเข้าสู่การมีความรักกับใครหรืออะไรหรือเปล่า เพราะสังเกตว่าแต่ละฝ่ายต่างมีอารมณ์และความรู้สึกที่หงุดหงิดไม่พอใจกับอีกฝ่ายอย่างมาก แสดงออกในการต่อว่าวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงการผรุสวาทและประณามหยามเหยียด จนดูเหมือนว่าการเข้าสู่ “การเมือง” ของคนไทยเหมือนการขึ้นสู่เวทีมวย ขึ้นไปเพื่อต่อยหน้ามัน หรือแค่ท้ามันชกก็ยังดี
และที่น่าสนใจยิ่งคือ คนเหล่านั้นล้วนแสดงเจตนารมณ์และคำประกาศเดียวเหมือนกันหมด คือเพราะต้องการให้ได้ “คนดี” มาปกครองและเป็นรัฐบาลแทนรัฐบาลคนเลวทั้งปวง
อันนี้อาจเป็นวิภาษวิธีก็ได้ เพราะเริ่มจากความปรารถนาที่เป็นลบ ที่เป็นอารมณ์ไร้เหตุผล แต่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นด้านบวกที่เป็นคุณธรรมอันวางบนความเป็นเหตุผลของมนุษย์ที่พัฒนามายาวนาน
ตรงนี้เองที่ผมคิดว่านักเขียนใหญ่เคนยากูกิ วา ทิอองโก น่าจะให้ข้อคิดและประสบการณ์ในการต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนได้บ้างโดยผ่านงานวรรณกรรม

กูกิ วา ทิอองโก ได้ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ.2025 ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา รวมอายุได้ 87 ปี
เขาเป็นผู้บุกเบิกการเขียนวรรณกรรมด้วยภาษาท้องถิ่นกีกูยู (Gikuyu) แล้วเลิกเขียนในภาษาอังกฤษ และเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการวิพากษ์อาณานิคมและผลพวงของมันผ่านงานเขียนอันทรงพลัง
แต่ทำไมเขาต้องไปตายในสหรัฐ
ประวัติของเขาน่าสนใจยิ่ง เพราะเขาถูกจับและขังหลายเดือนหลังเคนยาได้เอกราชแล้ว
ในการเคลื่อนไหวเผยแพร่วรรณกรรมก้าวหน้าหลังกลับมาจากอังกฤษแล้วเป็นอาจารย์สอนวรรณกรรมในมหาวิทยาลัยในเคนยา
เมื่อหลุดจากการกักขังของรัฐบาลเผด็จการอาณานิคมใหม่ (neo-colonialism) เคนยาในปี 1982 เขาเดินทางไปยุโรปและทำงานเขียนนิยายที่นั่นอยู่หลายปีกับรณรงค์ช่วยเหลือนักโทษการเมือง “อาชญากรรมทางความคิด” ในเคนยา
จากการเคลื่อนไหวกับกลุ่มนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) เขาผลิตงานเขียนสำคัญออกมาสามเล่ม เล่มแรก Barrel of a Pen, Decolonizing the Mind, Matigari
เล่มสุดท้ายเป็นนวนิยายถูกแบนในเคนยา ซึ่งเขาเขียนในภาษากีกูยูอันเป็นภาษาท้องถิ่น
ตำรวจพยายามตามจับตัวละครเอกในเรื่อง เพราะเชื่อว่าเป็นตัวจริงในเรื่อง แต่ก็ไม่อาจจับใครได้เพราะมันเป็นนวนิยาย

ในปี 1989 เขาย้ายจากลอนดอนไปเป็นศาสตราจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยเยล
เขายอมรับว่าเสน่ห์และแรงดึงดูดของการได้ถกเถียงในความคิดใหม่ๆ ในห้องเรียนทำให้เขาไม่อาจออกจากมหาวิทยาลัยเยล
กระทั่งในปี 1992 เขาตัดสินใจออกจากเยลเพราะมหาวิทยาลัยนิวยอร์กเสนอตำแหน่งศาสตราจารย์ในภาควิชาวรรณกรรมเปรียบเทียบและการแสดงศึกษา
เขาอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า บรรยากาศในมหาวิทยาลัยในอังกฤษถึงอเมริกา ทำให้เขามีสำนึกในความสัมพันธ์ระหว่างความคิดกับชีวิต ระหว่างงานวิชาการกับคำถามถึงอำนาจในสังคม ครั้งสุดท้ายที่เขาได้ทำงานวิชาการดังกล่าวในมหาวิทยาลัยเคนยาในปี 1977 ก่อนที่จะถูกรัฐบาลจับและส่งเข้าคุกสำหรับนักโทษอุกฉกรรจ์ นี่คือความแตกต่างระหว่างประเทศและสังคมสองแบบที่ปฏิบัติต่อปัญญาชนนักคิดของตนเอง
กูกิ วา ทิอองโก ไม่ได้กลับบ้านเกิดในเคนยาอีกเลยนับแต่นั้น เขาทำงานเขียนและสอนในมหาวิทยาลัยในอเมริกาถึงปัจจุบัน
จากการพูดคุยในรายการบีบีซี เขาปรารภว่าอยากจะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายในเคนยาและทำอะไรให้มหาวิทยาลัยไนโรบีบ้าง
แต่เขาไม่ได้กลับบ้านแม้อยากกลับมากเท่าไรก็ตาม เพราะอำนาจรัฐที่บัดนี้ตกเป็นของคนเคนยาเองแล้ว ไม่ต้องการนักคิดอย่างเขาที่ไม่เชื่อผู้มีอำนาจถ่ายเดียว
จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาทำก็เหมือนนักสู้เพื่อประชาธิปไตยในหลายประเทศ คือคิดว่าประชาธิปไตยคืออำนาจรัฐเป็นของประชาชน ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน
แต่ความคิดที่ชัดเจนแค่นี้ก็มากเกินกว่าที่ผู้มีอำนาจและสถาบันที่มีผลประโยชน์จะรับได้
งานเขียนของกูกิ วา ทิอองโก โดดเด่นต่างจากนักเขียนแอฟริกันและโลกที่สามอื่นๆ ตรงที่เขาไม่ได้วิจารณ์หรือประณามลัทธิอาณานิคมและเจ้าอาณานิคมว่าเป็นผู้ร้ายในประวัติศาสตร์ที่ทำลายและกดขี่ขูดรีดประชาชนแอฟริกาอย่างโหดร้ายทารุณอย่างด้านเดียว
แน่นอนเขามองเห็นและได้พูดวิพากษ์วิจารณ์ แสดงให้เห็นถึงความทารุณและไร้ศีลธรรมและมนุษยธรรมอย่างไร แต่นั่นไม่ใช่จุดหมายใหญ่ของนิยายของเขา
สิ่งที่เขาต้องการเสนอและให้เพื่อนร่วมชาติแอฟริกาของเขาตระหนักยิ่งกว่า คือหนทางอันเป็นไปได้และเป็นจริงสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศว่าเราจะก้าวเดินออกไปจากมรดกลัทธิอาณานิคมและจักรวรรดินิยมอย่างไร
ลำพังการรู้ว่าลัทธิอาณานิคมและจักรวรรดินิยมไม่ดี เป็นสิ่งเลวและชั่วร้ายของประวัติศาสตร์ยังไม่พอสำหรับการลุกขึ้นแล้วก้าวเดินไปสู่อนาคตข้างหน้าที่ดีกว่า
อะไรคืออนาคตที่ดีกว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใหม่ที่เรากำลังทำอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
เขามีความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองและลัทธิมาร์กซ์ จึงเห็นว่าการเมืองหลังยุคอาณานิคมหรือที่เรียกกันว่าหลังอาณานิคม (post-colonial) นั้น กลุ่มคนที่มีบทบาทและเป็นอุปสรรคใหญ่ของการสร้างชาติและรัฐใหม่ที่เป็นของประชาชนนั้น ได้แก่ ชนชั้นนำในประเทศที่เกิดและโตหลังจากระบบอาณานิคมถูกทำลายไป คนเหล่านี้คือ “ศัตรูของประชาชน” ใหม่ ที่อยู่ใกล้ชิด
และฉวยประโยชน์จากความอ่อนแอกว่าของพลังประชาชนในการยึดอำนาจและการปกครองไป
นิยายเล่มสำคัญของเขามีชื่อเรื่องว่า “เมล็ดพันธุ์ข้าว” เขาอธิบายว่าการสร้างสังคมใหม่ เหมือนกับเมล็ดข้าวที่จะงอกขึ้นมา มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มันมาพร้อมกับดินและน้ำ ลมอากาศที่แวดล้อมมัน
เหนืออื่นใดคือการเตรียมสร้างเมล็ดข้าวใหม่ๆ ที่จะงอกเงยขึ้นมาในดินแดนที่สมบูรณ์พอที่จะเลี้ยงดูผู้คนในประเทศเขาได้
นี่คือภารกิจทางประวัติศาสตร์ของวรรณกรรม คือการเผยหนทางไปสู่การปลดปล่อยตนเองและชุมชนจากแอกพันธนาการทางเศรษฐกิจการเมืองและความไม่รู้ (อวิชชา) ของเราเอง
กูกิ วา ทิอองโก จึงให้น้ำหนักของวรรณกรรมไปที่การต่อสู้ในจิตใจของผู้คนทั้งหลาย มากกว่าการปลุกระดมให้เดินตามรอยเท้านักปฏิวัติและสดุดีวีรกรรมกันไม่หยุดหย่อน
เขาไม่ได้เขียนวรรณกรรมเพื่ออดีตอันโหดร้ายหรือดีงาม หากแต่มองออกไปยังทางข้างหน้า
นวนิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นหลังการได้รับเอกราชของเคนยา หลังจากผ่านประสบการณ์ที่โหดร้ายขมขื่นนานาประการ ทว่า เขากลับรู้สึกว่าหนทางข้างหน้าหลังได้เอกราชแล้วคงจะยิ่งหนักหน่วงและยากลำบากไม่น้อยกว่า ดังที่ได้ประสบกับตัวเองเมื่อรัฐบาลเผด็จการโดยคนเคนยาเองที่จับเขาและบรรดานักคิดหัวก้าวหน้าทั้งหลายเข้าคุกด้วยข้อหาว่าเป็น “อาชญากรรมทางความคิด” แค่คิดได้ก็ผิดแล้ว
หวังว่าการหา “คนดี” มาปกครองประเทศ จะทำได้จริงๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่
