bg-single

‘ไม่มีประชาธิปไตยในความรัก’ : รำลึกถึงกูกิ วา ทิอองโก (Ngũgĩ wa Thiong’o)

15.07.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

‘ไม่มีประชาธิปไตยในความรัก’

: รำลึกถึงกูกิ วา ทิอองโก (Ngũgĩ wa Thiong’o)

ผมทราบข่าวการเสียชีวิตของนักเขียนเคนยา กูกิ วา ทิอองโก (Ngũgĩ wa Thiong’o) หลายวันแล้ว แต่หาโอกาสเขียนถึงเขาไม่ได้

กระทั่งวันนี้ เมื่อเจอบทกวีในโซเชียลมีเดีย ที่กล่าววรรคทองอันทำให้ต้องหยุดคิด ทำให้อยากลองคิดในบริบทของไทยบ้างว่าจะเป็นอย่างไร

บทกวีเขียนว่า “ไม่มีประชาธิปไตยในความสัมพันธ์ของความรักใดๆ ก็ตาม มีแต่ความเมตตา การอยู่ในความเมตตาของใครบางคนเป็นความเสียหายเชิงวิภาษวิธี พวกเขาอาจเมตตาและไร้เมตตา” (Love’s Work by Gillian Rose : “There is no democracy in any love relation : only mercy. To be at someone’s mercy is dialectical damage : they may be merciful and they may be merciless.”

ความรู้สึกแรกที่พยายามทำความเข้าใจบทกวีนี้คือความขัดแย้งอย่างแรงระหว่างสองสิ่งที่ไม่อาจไปด้วยกันได้ จึงไม่น่าเสียเวลานำมาเขียนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

นั่นคือระหว่างประชาธิปไตยที่เป็นเรื่องของคนส่วนมาก ไม่ใช่เรื่องของส่วนตัวหรือปัจเจกบุคคล ระหว่างประชาธิปไตยที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก นอกจากเป็นการแสดงออกของผู้เคลื่อนไหวในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ตัวประชาธิปไตยเอง กับความรักที่เป็นเรื่องแสนจะส่วนตั๊วส่วนตัว มันจึงไม่อาจและไม่มีทางมาอยู่ด้วยกันได้

ผมไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้เราเข้าสู่การเมืองเหมือนเข้าสู่การมีความรักกับใครหรืออะไรหรือเปล่า เพราะสังเกตว่าแต่ละฝ่ายต่างมีอารมณ์และความรู้สึกที่หงุดหงิดไม่พอใจกับอีกฝ่ายอย่างมาก แสดงออกในการต่อว่าวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงการผรุสวาทและประณามหยามเหยียด จนดูเหมือนว่าการเข้าสู่ “การเมือง” ของคนไทยเหมือนการขึ้นสู่เวทีมวย ขึ้นไปเพื่อต่อยหน้ามัน หรือแค่ท้ามันชกก็ยังดี

และที่น่าสนใจยิ่งคือ คนเหล่านั้นล้วนแสดงเจตนารมณ์และคำประกาศเดียวเหมือนกันหมด คือเพราะต้องการให้ได้ “คนดี” มาปกครองและเป็นรัฐบาลแทนรัฐบาลคนเลวทั้งปวง

อันนี้อาจเป็นวิภาษวิธีก็ได้ เพราะเริ่มจากความปรารถนาที่เป็นลบ ที่เป็นอารมณ์ไร้เหตุผล แต่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นด้านบวกที่เป็นคุณธรรมอันวางบนความเป็นเหตุผลของมนุษย์ที่พัฒนามายาวนาน

ตรงนี้เองที่ผมคิดว่านักเขียนใหญ่เคนยากูกิ วา ทิอองโก น่าจะให้ข้อคิดและประสบการณ์ในการต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนได้บ้างโดยผ่านงานวรรณกรรม

กูกิ วา ทิอองโก ได้ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ.2025 ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา รวมอายุได้ 87 ปี

เขาเป็นผู้บุกเบิกการเขียนวรรณกรรมด้วยภาษาท้องถิ่นกีกูยู (Gikuyu) แล้วเลิกเขียนในภาษาอังกฤษ และเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการวิพากษ์อาณานิคมและผลพวงของมันผ่านงานเขียนอันทรงพลัง

แต่ทำไมเขาต้องไปตายในสหรัฐ

ประวัติของเขาน่าสนใจยิ่ง เพราะเขาถูกจับและขังหลายเดือนหลังเคนยาได้เอกราชแล้ว

ในการเคลื่อนไหวเผยแพร่วรรณกรรมก้าวหน้าหลังกลับมาจากอังกฤษแล้วเป็นอาจารย์สอนวรรณกรรมในมหาวิทยาลัยในเคนยา

เมื่อหลุดจากการกักขังของรัฐบาลเผด็จการอาณานิคมใหม่ (neo-colonialism) เคนยาในปี 1982 เขาเดินทางไปยุโรปและทำงานเขียนนิยายที่นั่นอยู่หลายปีกับรณรงค์ช่วยเหลือนักโทษการเมือง “อาชญากรรมทางความคิด” ในเคนยา

จากการเคลื่อนไหวกับกลุ่มนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) เขาผลิตงานเขียนสำคัญออกมาสามเล่ม เล่มแรก Barrel of a Pen, Decolonizing the Mind, Matigari

เล่มสุดท้ายเป็นนวนิยายถูกแบนในเคนยา ซึ่งเขาเขียนในภาษากีกูยูอันเป็นภาษาท้องถิ่น

ตำรวจพยายามตามจับตัวละครเอกในเรื่อง เพราะเชื่อว่าเป็นตัวจริงในเรื่อง แต่ก็ไม่อาจจับใครได้เพราะมันเป็นนวนิยาย

ในปี 1989 เขาย้ายจากลอนดอนไปเป็นศาสตราจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยเยล

เขายอมรับว่าเสน่ห์และแรงดึงดูดของการได้ถกเถียงในความคิดใหม่ๆ ในห้องเรียนทำให้เขาไม่อาจออกจากมหาวิทยาลัยเยล

กระทั่งในปี 1992 เขาตัดสินใจออกจากเยลเพราะมหาวิทยาลัยนิวยอร์กเสนอตำแหน่งศาสตราจารย์ในภาควิชาวรรณกรรมเปรียบเทียบและการแสดงศึกษา

เขาอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า บรรยากาศในมหาวิทยาลัยในอังกฤษถึงอเมริกา ทำให้เขามีสำนึกในความสัมพันธ์ระหว่างความคิดกับชีวิต ระหว่างงานวิชาการกับคำถามถึงอำนาจในสังคม ครั้งสุดท้ายที่เขาได้ทำงานวิชาการดังกล่าวในมหาวิทยาลัยเคนยาในปี 1977 ก่อนที่จะถูกรัฐบาลจับและส่งเข้าคุกสำหรับนักโทษอุกฉกรรจ์ นี่คือความแตกต่างระหว่างประเทศและสังคมสองแบบที่ปฏิบัติต่อปัญญาชนนักคิดของตนเอง

กูกิ วา ทิอองโก ไม่ได้กลับบ้านเกิดในเคนยาอีกเลยนับแต่นั้น เขาทำงานเขียนและสอนในมหาวิทยาลัยในอเมริกาถึงปัจจุบัน

จากการพูดคุยในรายการบีบีซี เขาปรารภว่าอยากจะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายในเคนยาและทำอะไรให้มหาวิทยาลัยไนโรบีบ้าง

แต่เขาไม่ได้กลับบ้านแม้อยากกลับมากเท่าไรก็ตาม เพราะอำนาจรัฐที่บัดนี้ตกเป็นของคนเคนยาเองแล้ว ไม่ต้องการนักคิดอย่างเขาที่ไม่เชื่อผู้มีอำนาจถ่ายเดียว

จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาทำก็เหมือนนักสู้เพื่อประชาธิปไตยในหลายประเทศ คือคิดว่าประชาธิปไตยคืออำนาจรัฐเป็นของประชาชน ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน

แต่ความคิดที่ชัดเจนแค่นี้ก็มากเกินกว่าที่ผู้มีอำนาจและสถาบันที่มีผลประโยชน์จะรับได้

งานเขียนของกูกิ วา ทิอองโก โดดเด่นต่างจากนักเขียนแอฟริกันและโลกที่สามอื่นๆ ตรงที่เขาไม่ได้วิจารณ์หรือประณามลัทธิอาณานิคมและเจ้าอาณานิคมว่าเป็นผู้ร้ายในประวัติศาสตร์ที่ทำลายและกดขี่ขูดรีดประชาชนแอฟริกาอย่างโหดร้ายทารุณอย่างด้านเดียว

แน่นอนเขามองเห็นและได้พูดวิพากษ์วิจารณ์ แสดงให้เห็นถึงความทารุณและไร้ศีลธรรมและมนุษยธรรมอย่างไร แต่นั่นไม่ใช่จุดหมายใหญ่ของนิยายของเขา

สิ่งที่เขาต้องการเสนอและให้เพื่อนร่วมชาติแอฟริกาของเขาตระหนักยิ่งกว่า คือหนทางอันเป็นไปได้และเป็นจริงสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศว่าเราจะก้าวเดินออกไปจากมรดกลัทธิอาณานิคมและจักรวรรดินิยมอย่างไร

ลำพังการรู้ว่าลัทธิอาณานิคมและจักรวรรดินิยมไม่ดี เป็นสิ่งเลวและชั่วร้ายของประวัติศาสตร์ยังไม่พอสำหรับการลุกขึ้นแล้วก้าวเดินไปสู่อนาคตข้างหน้าที่ดีกว่า

อะไรคืออนาคตที่ดีกว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใหม่ที่เรากำลังทำอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง

เขามีความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองและลัทธิมาร์กซ์ จึงเห็นว่าการเมืองหลังยุคอาณานิคมหรือที่เรียกกันว่าหลังอาณานิคม (post-colonial) นั้น กลุ่มคนที่มีบทบาทและเป็นอุปสรรคใหญ่ของการสร้างชาติและรัฐใหม่ที่เป็นของประชาชนนั้น ได้แก่ ชนชั้นนำในประเทศที่เกิดและโตหลังจากระบบอาณานิคมถูกทำลายไป คนเหล่านี้คือ “ศัตรูของประชาชน” ใหม่ ที่อยู่ใกล้ชิด

และฉวยประโยชน์จากความอ่อนแอกว่าของพลังประชาชนในการยึดอำนาจและการปกครองไป

นิยายเล่มสำคัญของเขามีชื่อเรื่องว่า “เมล็ดพันธุ์ข้าว” เขาอธิบายว่าการสร้างสังคมใหม่ เหมือนกับเมล็ดข้าวที่จะงอกขึ้นมา มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มันมาพร้อมกับดินและน้ำ ลมอากาศที่แวดล้อมมัน

เหนืออื่นใดคือการเตรียมสร้างเมล็ดข้าวใหม่ๆ ที่จะงอกเงยขึ้นมาในดินแดนที่สมบูรณ์พอที่จะเลี้ยงดูผู้คนในประเทศเขาได้

นี่คือภารกิจทางประวัติศาสตร์ของวรรณกรรม คือการเผยหนทางไปสู่การปลดปล่อยตนเองและชุมชนจากแอกพันธนาการทางเศรษฐกิจการเมืองและความไม่รู้ (อวิชชา) ของเราเอง

กูกิ วา ทิอองโก จึงให้น้ำหนักของวรรณกรรมไปที่การต่อสู้ในจิตใจของผู้คนทั้งหลาย มากกว่าการปลุกระดมให้เดินตามรอยเท้านักปฏิวัติและสดุดีวีรกรรมกันไม่หยุดหย่อน

เขาไม่ได้เขียนวรรณกรรมเพื่ออดีตอันโหดร้ายหรือดีงาม หากแต่มองออกไปยังทางข้างหน้า

นวนิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นหลังการได้รับเอกราชของเคนยา หลังจากผ่านประสบการณ์ที่โหดร้ายขมขื่นนานาประการ ทว่า เขากลับรู้สึกว่าหนทางข้างหน้าหลังได้เอกราชแล้วคงจะยิ่งหนักหน่วงและยากลำบากไม่น้อยกว่า ดังที่ได้ประสบกับตัวเองเมื่อรัฐบาลเผด็จการโดยคนเคนยาเองที่จับเขาและบรรดานักคิดหัวก้าวหน้าทั้งหลายเข้าคุกด้วยข้อหาว่าเป็น “อาชญากรรมทางความคิด” แค่คิดได้ก็ผิดแล้ว

หวังว่าการหา “คนดี” มาปกครองประเทศ จะทำได้จริงๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน