bg-single

‘อานันท์ ปันยารชุน’ ย้อนอดีตยุค ‘ปลายสงครามเย็น’ ก่อนเปิดม่านสัมพันธ์ ‘ไทย-จีน’

14.07.2025

เปลี่ยนผ่าน ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

‘อานันท์ ปันยารชุน’

ย้อนอดีตยุค ‘ปลายสงครามเย็น’

ก่อนเปิดม่านสัมพันธ์ ‘ไทย-จีน’

ไม่นานมานี้ ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี มีนัดหมายสนทนากับอดีตนายกรัฐมนตรี “อานันท์ ปันยารชุน” ซึ่งมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย นั่นคือการเป็นนักการทูตผู้มีส่วนแผ้วถางบุกเบิกความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี 2518

ในวาระครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ เครือมติชนจึงเชื้อเชิญ “นายกฯ อานันท์” มาร่วมรำลึกถึงความหลัง-ความทรงจำดังกล่าว เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาเรียนรู้ของอนุชนรุ่นหลัง

จากคำบอกเล่าของอานันท์ นักการทูตหนุ่มในวันนั้นเช่นเขาได้เริ่มสานสัมพันธ์กับบุคลากรกระทรวงต่างประเทศจีน ตามคำสั่งการ-แนะนำของผู้บังคับบัญชาอย่าง “พ.อ. (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์” (อดีต รมว.ต่างประเทศ) และ “พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ” (เมื่อครั้งเป็น รมช.ต่างประเทศ) ล่วงหน้านานหลายปี ก่อนการมาถึงของหมุดหมายใหญ่ ณ พ.ศ.2518

คำถามใหญ่ คือ ทำไมกระบวนการสานสัมพันธ์นี้จึงต้องใช้เวลานานขนาดนั้น?

“เพราะเป็นรัฐบาลทหารไง รัฐบาลทหารไม่มีนโยบายที่จะคบกับประเทศจีนคอมมิวนิสต์” อานันท์ตอบ ก่อนจะฉายภาพยาวๆ

“มามีจังหวะตอนที่มีเลือกตั้ง แล้วเป็นครั้งแรกที่พรรคพลเรือนได้คะแนนเสียงมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล โดยมี ‘ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช’ เป็นนายกฯ แล้วคุณคึกฤทธิ์ก็สนิทสนมกับคุณชาติชาย รู้ว่าคุณชาติชายเป็นทหารก็จริง เป็นเลือดเนื้อทหาร เป็นลูกจอมพลผิน แต่วิธีคิดของคุณชาติชายไม่ใช่เป็นทหาร

“คุณชาติชายเคยพูดเสมอ บอกผมเนี่ยนะ ถ้าเผื่อไม่ถูกเนรเทศไปต่างประเทศ 17 ปี ความคิดของผมก็จะเหมือนกับทหารไทยทั้งหลาย แต่เนื่องจากไปอยู่เมืองนอก 17 ปี ไปอยู่อาร์เจนตินา 4-5 ปี อยู่เวียนนา อยู่เบิร์น ท่านบอกความคิดมันกลมกลืนไปกับสิ่งที่คนในโลกเขาคิดกัน มันไม่ได้ครอบกะลาไว้

“ท่านใช้คำว่า ถ้าเผื่อเป็นทหารก็เหมือนกับ ‘ม้าลำปาง’ คือม้าลำปางมีที่ปิดตา มันก็จะเดินตรง ถ้าเผื่อผม (พล.อ.ชาติชาย) ไม่เคยไปต่างประเทศ ผมก็คงเป็นม้าลำปาง

“เพราะฉะนั้น คุณคึกฤทธิ์ก็ไว้ใจ (พล.อ.ชาติชาย) เผอิญความคิดใกล้เคียงกัน เพราะทั้งคุณคึกฤทธิ์กับคุณชาติชายเป็นคนที่ผ่านโลกมามาก คุณคึกฤทธิ์ก็เป็นนักเรียนต่างประเทศ เดินทางต่างประเทศ ติดตามข่าวต่างประเทศ ฉันใดฉันนั้น คุณชาติชายก็คบกับคนต่างประเทศ 17 ปี

“ทั้งสองท่านเข้าใจถึงภูมิรัฐศาสตร์ของพื้นที่เอเชียกับของโลก ผมว่าคนเรา ภูมิรัฐศาสตร์มันรู้ด้วยตัวเองไม่ได้ มันอาศัยจากการเรียนรู้และจากการที่เรารู้เพิ่มเติมจากประสบการณ์ ฉะนั้น คนที่เคยผ่านงานต่างประเทศ ไม่ว่าจะทางการเมืองหรือทางการค้า ธุรกิจ การเงิน ก็จะซึมซับไปเองถึงสิ่งที่เรียกว่าภูมิรัฐศาสตร์ของโลก

“ทีนี้พอมาเป็นรัฐบาลพลเรือน ทั้งๆ ที่คะแนนเสียงเข้าใจว่าตอนนั้น พรรครัฐบาลต้องมี 18 พรรค โต้โผใหญ่ก็คือคุณคึกฤทธิ์ แล้วคุณคึกฤทธิ์ก็ให้คุณชาติชายเป็นรัฐมนตรี (ว่าการ) ต่างประเทศ”

จากนั้น “รัฐบาลคึกฤทธิ์” ซึ่งมี พล.อ.ชาติชาย เป็น รมว.ต่างประเทศ จึงดำเนินนโยบายต่างประเทศสำคัญ 3 เรื่อง ที่นำไปสู่การเปิดม่านความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2518 ดังที่อานันท์ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการก่อตัวขึ้นของ “จุดเริ่มต้นใหม่” ในบรรยากาศ “ปลายยุคสงครามเย็น” เอาไว้ว่า

“เป็นรัฐบาลแล้ว ก็ต้องมีการแถลงนโยบายในสภาให้ได้รับการรับรอง ผมเข้าใจว่าเป็นวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518) ก็แถลงสิ่งสำคัญเกี่ยวกับการเมืองต่างประเทศ มีอยู่ 2-3 เรื่อง

“ตอนนั้นเวียดนามแตกแล้ว อิทธิพลของคอมมิวนิสต์ก็เข้ามาอยู่ที่เขมรที่ลาว จีนก็ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นมา อเมริกาก็ยังใหญ่มากที่สุด รัสเซียก็ยังใหญ่มาก แต่ในพื้นที่เรา พื้นที่เอเชีย มีการเปลี่ยนแปลง

“ข้อแรก (ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์แถลง) ผมจำคำพูดคำต่อคำไม่ได้นะ คือ บัดนี้ ภูมิรัฐศาสตร์ของพื้นที่เราเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะฉะนั้น นโยบายต่างประเทศเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปให้มันสอดคล้องกับความจริงของภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

“คือจีนเป็นสมาชิกผู้แทนถาวรในสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ เป็นสมาชิกในองค์การระหว่างประเทศทั้งหลายทั้งหมด นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่

“เวียดนามเหนือชนะ อิทธิพลเข้ามาที่ลาวที่เขมร ท่านก็บอกว่าภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนไปมาก ฉะนั้น เราจะต้องปรับนโยบายต่างประเทศให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน

“จากจุดนั้นก็มาจุดที่สอง บอกว่า เนื่องจากเหตุการณ์ในข้อแรก รัฐบาลไทยก็จะปรับปรุงนโยบายต่างประเทศของเราให้เป็นนโยบายที่เป็นมิตรกับทุกประเทศ โดยไม่คำนึงถึงนโยบายทางการเมือง ลัทธิ เชื้อชาติ สัญชาติ ผิว หรือศาสนา นี่ก็เปิดไต๋ (ว่าจะริเริ่มความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนที่ปักกิ่ง) ออกมาแล้ว

“อันที่สาม อันนี้ก็เป็นอันสำคัญ เนื่องจากสงครามเวียดนามเสร็จสิ้นไปแล้ว… ตอนที่คุณคึกฤทธิ์บอกว่าจะปรับความสัมพันธ์อะไรต่างๆ เขาบอกจะให้ทหารอเมริกันออก (จากประเทศไทย)

“ข้อตกลงที่คุณถนัด (คอมันตร์) ทำไว้ว่า ทหารอเมริกันมาเพื่อช่วยทำสงครามเวียดนาม ซึ่งตอนนั้นทหารอเมริกันไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการปราบคอมมิวนิสต์ในเมืองไทยทางอีสานหรือทางใต้เลย เครื่องบินก็ไม่เคยมาใช้ ทุกอย่างเพื่อการปฏิบัติการสู้รบในเวียดนาม

“ทีนี้ พอสงครามเวียดนามจบไปแล้ว ไอ้เหตุที่ทหารอเมริกันจะอยู่สี่หมื่นคน มีที่ปรึกษาเยอะแยะ มันไม่มีความจำเป็น ก็บอกจะเจรจาให้อเมริกาถอนทหารออกภายในหนึ่งปี

“สามข้อประกาศในสภา สภาก็ให้ความรับรอง”

นั่นคือหนทางอันนำไปสู่ “ภาพประวัติศาสตร์” ซึ่ง “ประธานเหมา เจ๋อตุง” จับมือทักทายกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และ พล.อ.ชาติชาย ในเวลาต่อมา

ครึ่งศตวรรษผ่านไป อดีตนายกฯ อานันท์ได้แสดงทัศนะถึงความสัมพันธ์ไทย-จีนร่วมสมัยว่า

“ตอนนี้มีความสัมพันธ์มา 50 ปีแล้ว มันก็สร้างความเจริญสร้างความสุขให้กับทั้งสองฝ่ายหลายประการ สร้างประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่ายหลายประการ

“แต่ขณะเดียวกัน เราก็อย่าลืมนะว่า ‘จีนปัจจุบัน’ ไม่ใช่ ‘จีน 50 ปีที่แล้ว’ จีนปัจจุบันนี้เขาใหญ่มาก เขาใหญ่พอๆ กับอเมริกา แล้วบางอย่างเขาใหญ่กว่าในเรื่องของเทคโนโลยี

“เพราะฉะนั้น เราต้องดูว่าในนโยบายการเมืองเขา กับความสัมพันธ์ที่เขาให้กับเรา เขาจะเอนเอียงไปทางเอาประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวหรือเปล่า? เราต้องคิดเหมือนกัน

“ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เราต้องพยายามรักษาจุดยืนของประเทศให้มีความสมดุล มันไม่มีความจำเป็นจะต้องเข้าข้างนี้ เข้าข้างนั้น แต่เราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นศัตรูกับด้านนี้หรือศัตรูกับด้านนั้น นี่ต้องอาศัยการทูตที่รอบรู้ปัญหา ปัญหาของโลก ปัญหาของประเทศ และปัญหาของประเทศอื่นด้วย

“ถ้าเผื่อคุณได้นักการทูตที่ไม่มีประสบการณ์ หรือไม่มีความรู้ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ มันคงลำบาก เพราะหลายสิ่งหลายอย่างมันไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน มันเกิดขึ้นจากการคาดการณ์ของเราด้วย ถ้าเผื่อพื้นฐานเราดี จิตสำนึกเราดี ประสบการณ์เราดี โอกาสที่การคาดการณ์ของเราจะถูกมันมีมากกว่า”

ก่อนยุติบทสนทนา เราอดไม่ได้ที่จะชวนอดีตนายกรัฐมนตรีพูดคุยถึงสถานการณ์ของเมืองไทยในยุคปัจจุบัน

“ยังมีเรื่องอะไรที่เป็นห่วงสำหรับประเทศไทยหรือไม่?” นี่คือคำถามของเรา

“ห่วง เสียจนไม่รู้ที่จะห่วงอย่างไรแล้ว” นี่เป็นคำตอบสั้นๆ แต่กินใจความลึกซึ้งมหาศาลของชายวัย 92 ปี ผู้มีนามว่า “อานันท์ ปันยารชุน”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’