‘อานันท์ ปันยารชุน’ ย้อนอดีตยุค ‘ปลายสงครามเย็น’ ก่อนเปิดม่านสัมพันธ์ ‘ไทย-จีน’
เปลี่ยนผ่าน ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
‘อานันท์ ปันยารชุน’
ย้อนอดีตยุค ‘ปลายสงครามเย็น’
ก่อนเปิดม่านสัมพันธ์ ‘ไทย-จีน’
ไม่นานมานี้ ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี มีนัดหมายสนทนากับอดีตนายกรัฐมนตรี “อานันท์ ปันยารชุน” ซึ่งมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย นั่นคือการเป็นนักการทูตผู้มีส่วนแผ้วถางบุกเบิกความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี 2518
ในวาระครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ เครือมติชนจึงเชื้อเชิญ “นายกฯ อานันท์” มาร่วมรำลึกถึงความหลัง-ความทรงจำดังกล่าว เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาเรียนรู้ของอนุชนรุ่นหลัง
จากคำบอกเล่าของอานันท์ นักการทูตหนุ่มในวันนั้นเช่นเขาได้เริ่มสานสัมพันธ์กับบุคลากรกระทรวงต่างประเทศจีน ตามคำสั่งการ-แนะนำของผู้บังคับบัญชาอย่าง “พ.อ. (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์” (อดีต รมว.ต่างประเทศ) และ “พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ” (เมื่อครั้งเป็น รมช.ต่างประเทศ) ล่วงหน้านานหลายปี ก่อนการมาถึงของหมุดหมายใหญ่ ณ พ.ศ.2518
คำถามใหญ่ คือ ทำไมกระบวนการสานสัมพันธ์นี้จึงต้องใช้เวลานานขนาดนั้น?
“เพราะเป็นรัฐบาลทหารไง รัฐบาลทหารไม่มีนโยบายที่จะคบกับประเทศจีนคอมมิวนิสต์” อานันท์ตอบ ก่อนจะฉายภาพยาวๆ
“มามีจังหวะตอนที่มีเลือกตั้ง แล้วเป็นครั้งแรกที่พรรคพลเรือนได้คะแนนเสียงมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล โดยมี ‘ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช’ เป็นนายกฯ แล้วคุณคึกฤทธิ์ก็สนิทสนมกับคุณชาติชาย รู้ว่าคุณชาติชายเป็นทหารก็จริง เป็นเลือดเนื้อทหาร เป็นลูกจอมพลผิน แต่วิธีคิดของคุณชาติชายไม่ใช่เป็นทหาร
“คุณชาติชายเคยพูดเสมอ บอกผมเนี่ยนะ ถ้าเผื่อไม่ถูกเนรเทศไปต่างประเทศ 17 ปี ความคิดของผมก็จะเหมือนกับทหารไทยทั้งหลาย แต่เนื่องจากไปอยู่เมืองนอก 17 ปี ไปอยู่อาร์เจนตินา 4-5 ปี อยู่เวียนนา อยู่เบิร์น ท่านบอกความคิดมันกลมกลืนไปกับสิ่งที่คนในโลกเขาคิดกัน มันไม่ได้ครอบกะลาไว้
“ท่านใช้คำว่า ถ้าเผื่อเป็นทหารก็เหมือนกับ ‘ม้าลำปาง’ คือม้าลำปางมีที่ปิดตา มันก็จะเดินตรง ถ้าเผื่อผม (พล.อ.ชาติชาย) ไม่เคยไปต่างประเทศ ผมก็คงเป็นม้าลำปาง
“เพราะฉะนั้น คุณคึกฤทธิ์ก็ไว้ใจ (พล.อ.ชาติชาย) เผอิญความคิดใกล้เคียงกัน เพราะทั้งคุณคึกฤทธิ์กับคุณชาติชายเป็นคนที่ผ่านโลกมามาก คุณคึกฤทธิ์ก็เป็นนักเรียนต่างประเทศ เดินทางต่างประเทศ ติดตามข่าวต่างประเทศ ฉันใดฉันนั้น คุณชาติชายก็คบกับคนต่างประเทศ 17 ปี
“ทั้งสองท่านเข้าใจถึงภูมิรัฐศาสตร์ของพื้นที่เอเชียกับของโลก ผมว่าคนเรา ภูมิรัฐศาสตร์มันรู้ด้วยตัวเองไม่ได้ มันอาศัยจากการเรียนรู้และจากการที่เรารู้เพิ่มเติมจากประสบการณ์ ฉะนั้น คนที่เคยผ่านงานต่างประเทศ ไม่ว่าจะทางการเมืองหรือทางการค้า ธุรกิจ การเงิน ก็จะซึมซับไปเองถึงสิ่งที่เรียกว่าภูมิรัฐศาสตร์ของโลก
“ทีนี้พอมาเป็นรัฐบาลพลเรือน ทั้งๆ ที่คะแนนเสียงเข้าใจว่าตอนนั้น พรรครัฐบาลต้องมี 18 พรรค โต้โผใหญ่ก็คือคุณคึกฤทธิ์ แล้วคุณคึกฤทธิ์ก็ให้คุณชาติชายเป็นรัฐมนตรี (ว่าการ) ต่างประเทศ”
จากนั้น “รัฐบาลคึกฤทธิ์” ซึ่งมี พล.อ.ชาติชาย เป็น รมว.ต่างประเทศ จึงดำเนินนโยบายต่างประเทศสำคัญ 3 เรื่อง ที่นำไปสู่การเปิดม่านความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2518 ดังที่อานันท์ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการก่อตัวขึ้นของ “จุดเริ่มต้นใหม่” ในบรรยากาศ “ปลายยุคสงครามเย็น” เอาไว้ว่า
“เป็นรัฐบาลแล้ว ก็ต้องมีการแถลงนโยบายในสภาให้ได้รับการรับรอง ผมเข้าใจว่าเป็นวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518) ก็แถลงสิ่งสำคัญเกี่ยวกับการเมืองต่างประเทศ มีอยู่ 2-3 เรื่อง
“ตอนนั้นเวียดนามแตกแล้ว อิทธิพลของคอมมิวนิสต์ก็เข้ามาอยู่ที่เขมรที่ลาว จีนก็ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นมา อเมริกาก็ยังใหญ่มากที่สุด รัสเซียก็ยังใหญ่มาก แต่ในพื้นที่เรา พื้นที่เอเชีย มีการเปลี่ยนแปลง
“ข้อแรก (ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์แถลง) ผมจำคำพูดคำต่อคำไม่ได้นะ คือ บัดนี้ ภูมิรัฐศาสตร์ของพื้นที่เราเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะฉะนั้น นโยบายต่างประเทศเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปให้มันสอดคล้องกับความจริงของภูมิรัฐศาสตร์ใหม่
“คือจีนเป็นสมาชิกผู้แทนถาวรในสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ เป็นสมาชิกในองค์การระหว่างประเทศทั้งหลายทั้งหมด นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่
“เวียดนามเหนือชนะ อิทธิพลเข้ามาที่ลาวที่เขมร ท่านก็บอกว่าภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนไปมาก ฉะนั้น เราจะต้องปรับนโยบายต่างประเทศให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน
“จากจุดนั้นก็มาจุดที่สอง บอกว่า เนื่องจากเหตุการณ์ในข้อแรก รัฐบาลไทยก็จะปรับปรุงนโยบายต่างประเทศของเราให้เป็นนโยบายที่เป็นมิตรกับทุกประเทศ โดยไม่คำนึงถึงนโยบายทางการเมือง ลัทธิ เชื้อชาติ สัญชาติ ผิว หรือศาสนา นี่ก็เปิดไต๋ (ว่าจะริเริ่มความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนที่ปักกิ่ง) ออกมาแล้ว
“อันที่สาม อันนี้ก็เป็นอันสำคัญ เนื่องจากสงครามเวียดนามเสร็จสิ้นไปแล้ว… ตอนที่คุณคึกฤทธิ์บอกว่าจะปรับความสัมพันธ์อะไรต่างๆ เขาบอกจะให้ทหารอเมริกันออก (จากประเทศไทย)
“ข้อตกลงที่คุณถนัด (คอมันตร์) ทำไว้ว่า ทหารอเมริกันมาเพื่อช่วยทำสงครามเวียดนาม ซึ่งตอนนั้นทหารอเมริกันไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการปราบคอมมิวนิสต์ในเมืองไทยทางอีสานหรือทางใต้เลย เครื่องบินก็ไม่เคยมาใช้ ทุกอย่างเพื่อการปฏิบัติการสู้รบในเวียดนาม
“ทีนี้ พอสงครามเวียดนามจบไปแล้ว ไอ้เหตุที่ทหารอเมริกันจะอยู่สี่หมื่นคน มีที่ปรึกษาเยอะแยะ มันไม่มีความจำเป็น ก็บอกจะเจรจาให้อเมริกาถอนทหารออกภายในหนึ่งปี
“สามข้อประกาศในสภา สภาก็ให้ความรับรอง”
นั่นคือหนทางอันนำไปสู่ “ภาพประวัติศาสตร์” ซึ่ง “ประธานเหมา เจ๋อตุง” จับมือทักทายกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และ พล.อ.ชาติชาย ในเวลาต่อมา
ครึ่งศตวรรษผ่านไป อดีตนายกฯ อานันท์ได้แสดงทัศนะถึงความสัมพันธ์ไทย-จีนร่วมสมัยว่า
“ตอนนี้มีความสัมพันธ์มา 50 ปีแล้ว มันก็สร้างความเจริญสร้างความสุขให้กับทั้งสองฝ่ายหลายประการ สร้างประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่ายหลายประการ
“แต่ขณะเดียวกัน เราก็อย่าลืมนะว่า ‘จีนปัจจุบัน’ ไม่ใช่ ‘จีน 50 ปีที่แล้ว’ จีนปัจจุบันนี้เขาใหญ่มาก เขาใหญ่พอๆ กับอเมริกา แล้วบางอย่างเขาใหญ่กว่าในเรื่องของเทคโนโลยี
“เพราะฉะนั้น เราต้องดูว่าในนโยบายการเมืองเขา กับความสัมพันธ์ที่เขาให้กับเรา เขาจะเอนเอียงไปทางเอาประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวหรือเปล่า? เราต้องคิดเหมือนกัน
“ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เราต้องพยายามรักษาจุดยืนของประเทศให้มีความสมดุล มันไม่มีความจำเป็นจะต้องเข้าข้างนี้ เข้าข้างนั้น แต่เราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นศัตรูกับด้านนี้หรือศัตรูกับด้านนั้น นี่ต้องอาศัยการทูตที่รอบรู้ปัญหา ปัญหาของโลก ปัญหาของประเทศ และปัญหาของประเทศอื่นด้วย
“ถ้าเผื่อคุณได้นักการทูตที่ไม่มีประสบการณ์ หรือไม่มีความรู้ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ มันคงลำบาก เพราะหลายสิ่งหลายอย่างมันไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน มันเกิดขึ้นจากการคาดการณ์ของเราด้วย ถ้าเผื่อพื้นฐานเราดี จิตสำนึกเราดี ประสบการณ์เราดี โอกาสที่การคาดการณ์ของเราจะถูกมันมีมากกว่า”
ก่อนยุติบทสนทนา เราอดไม่ได้ที่จะชวนอดีตนายกรัฐมนตรีพูดคุยถึงสถานการณ์ของเมืองไทยในยุคปัจจุบัน
“ยังมีเรื่องอะไรที่เป็นห่วงสำหรับประเทศไทยหรือไม่?” นี่คือคำถามของเรา
“ห่วง เสียจนไม่รู้ที่จะห่วงอย่างไรแล้ว” นี่เป็นคำตอบสั้นๆ แต่กินใจความลึกซึ้งมหาศาลของชายวัย 92 ปี ผู้มีนามว่า “อานันท์ ปันยารชุน”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
