ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
จําได้ว่ามีนักธุรกิจใหญ่คนหนึ่งเคยบอกว่าโลกธุรกิจเปลี่ยนไปเร็วมาก ในอดีตผู้บริหารอายุ 45-55 ปี ถือว่าเป็นวัยที่เพียบพร้อมทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ
ประสบการณ์ทำงานสูง รู้จักผู้คนมากมาย
เป็น “มนุษย์ทองคำ” ของวงการ
แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา
ธุรกิจเก่าโดนดิสรัปต์จากธุรกิจ “สตาร์ตอัพ”
“มนุษย์ทองคำ” กลุ่มนี้ก็โดนดิสรัปต์ด้วย
“ประสบการณ์ของเขาที่สั่งสมมานานใช้ได้แค่ครึ่งเดียว”
ในขณะที่คนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีไอที และโซเชียลมีเดีย กลายเป็น “มนุษย์ทองคำ”
นั่นคือ เรื่องราวเมื่อหลายปีมาแล้ว
และวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น
“ความสำเร็จ” ของ “คนรุ่นใหม่” กลายเป็นเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้
เขามีเส้นทางการทำธุรกิจ และวิธีคิดไม่เหมือนกับ “คนรุ่นเก่า”
สำเร็จเหมือนกัน
แต่คิดและทำแตกต่างกัน
ก่อนหน้านี้ผมเคยตื่นเต้นกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
แต่พอถึงจุดหนึ่งผมก็รู้สึกว่าวิ่งตามไม่ไหวแล้ว
โลกหมุนเร็วจริงๆ
แต่ผมโชคดีเรื่องหนึ่ง
โชคดีที่แก่แล้ว 555
ด้วยวัยของผม “ไม่รู้”…ไม่ผิด
ด้วยนิสัยอยากรู้อยากเห็นของผม ถ้าอายุ 40-50 ปีแล้วตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน
จะทุกข์มากเลย
แต่พออายุ 60 แล้ว
เวลามีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้น ผมสามารถบอกตัวเองได้แบบไม่ขัดเขินว่าเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องก็ได้
รู้เฉพาะที่ต้องรู้
ใช้ประสบการณ์ประเมินว่าอะไรเป็นเรื่อง “แฟชั่น”
และอะไรเป็น “ของจริง”
ถ้าเรื่องไหนเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกใบนี้
รู้ว่าเรื่องนี้ต้อง “รู้”
ต่อให้อายุเท่าไรก็ต้องทำความรู้จักกับมันสักหน่อย
อย่างเรื่อง AI ที่เป็นคลื่นของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกใบนี้
แบบนี้ต้องทำความรู้จักกับมันสักหน่อย
ไม่ต้องเก่งแบบผู้เชี่ยวชาญ แค่รู้ว่ามันทำอะไรได้บ้าง
และอะไรที่เราเอามาเล่นสนุกได้
แต่งเพลงได้ สร้างภาพใหม่ๆ ได้ ทำภาพเคลื่อนไหวได้
แค่นี้ก็คุ้มค่าแล้ว
ตอนที่ผมทำหลักสูตร V.A.I.P. กับ “อาจารย์อ้น” ปฤณ จำเริญพานิช และมหาวิทยาลัยศรีปทุม
เราเริ่มต้นด้วยความคิดแบบนี้เลยครับ
รู้ว่า AI คือ “ของจริง” ที่ทุกคนต้องเรียนรู้
“พี่เน่ง” อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุมอยากให้เจ้าของกิจการและผู้บริหารระดับสูงมาเรียนรู้เรื่อง AI
มีคนบอกว่าเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงเหมือนกับ “เข็มสั้น”
กระดิกเข็มนิดเดียวก็ 1 ชั่วโมงแล้ว
ในขณะที่คนทำงานทั่วไปเหมือน “เข็มยาว”
ต้องวิ่งให้ครบรอบจึงจะได้ 1 ชั่วโมง
ผมปรับจังหวะการสอนในหลักสูตร V.A.I.P. ให้เข้ากับจังหวะของ “ผู้ใหญ่”
“เรียนแบบช้าๆ” เป็น “ความแตกต่าง” ของ V.A.I.P.
เรียนมา 6 รุ่น
มี “ผู้ใหญ่” มาเรียนเยอะมาก
อายุมากที่สุด คือ 82 ปี
แต่ส่วนใหญ่ประมาณ 45-60 ปี
ผมชอบตอนที่ “ผู้ใหญ่” ระดับเจ้าของกิจการใหญ่ๆ รู้จักกับ AI
เขาตื่นตาตื่นใจมาก และด้วยความเป็น “เข็มสั้น”
กระดิกนิดเดียวเป็นชั่วโมง
ผมเชื่อว่าพนักงานในองค์กรเหนื่อยแน่ถ้าไม่รู้จักเอา AI ไปใช้ในองค์กร
อย่างที่ ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ เคยบอกไว้
“AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นข้อได้เปรียบเพราะบางครั้ง AI ทำให้ระยะห่างจากแนวคิดและผลลัพธ์สั้นลงอย่างไม่น่าเชื่อ”
แนวคิดแบบ “สตาร์ตอัพ” นั้นดิสรัปต์ “ธุรกิจ”
แต่ AI ดิสรัปต์ “กระบวนการทำงาน”
ตอนนี้ภาคธุรกิจต่างๆ กำลังคิดเรื่องการปรับองค์กรใหม่ เพื่อรองรับกับโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงหลังมีน้องวงการสื่อหลายคนมาคุยกับผมเรื่องการปรับเปลี่ยนองค์กร
จะปรับองค์กรอย่างไรดี
เพราะเขาคงคิดว่าผมมีประสบการณ์เรื่องนี้มายาวนาน
แต่เขาลืมไปว่า “ประสบการณ์เก่า” ที่สั่งสมมานานใช้ได้แค่ 50%
ยกเว้นเรื่องการวิเคราะห์การเมือง
ประสบการณ์เก่ายังใช้ได้
เพราะการเมือง “เก่า” พอกัน 555
โลกของธุรกิจสื่อ และธุรกิจทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก
และไม่มีใครรู้ว่าปลายทางของการเปลี่ยนแปลงนั้นจะไปจบอยู่ที่ตรงไหน
ผมนึกถึงคำพูดของคุณบัณฑูร ล่ำซำ ตอนที่วงการแบงก์กำลังโดนดิสรัปต์อย่างรุนแรง
เขาบอกว่า “เรากำลังสู้กับอะไรก็ไม่รู้”
รู้ว่าต้องเปลี่ยนแปลง แต่เปลี่ยนแปลงไปไหน
…ไม่รู้
ผมตั้งคำถามง่ายๆ กับน้องๆ ว่าถ้าเราจะ Transform องค์กร
เราต้องเห็นภาพว่าปลายทางที่เราจะไปถึงมีรูปร่างอย่างไร
รูปแบบธุรกิจไหนที่ทำรายได้
แต่วันนี้ผมยังไม่เห็นเลยครับ และคนในแวดวงหลายคนก็มองไม่เห็น
ถ้าไม่เห็นภาพปลายทาง เราจะปรับเปลี่ยนองค์กรยาก
ดังนั้น เมื่อเรากำลังสู้กับอะไรก็ไม่รู้ สิ่งเดียวที่ทำได้เมื่อภาพปลายทางไม่ชัด
คือ การตั้งคำถาม
ถามว่าอะไร…ใช่
และอะไร…ไม่ใช่
แบบนี้ตอบง่ายกว่า
เราทำธุรกิจอะไร โครงสร้างองค์กรเป็นแบบไหน
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกธุรกิจจะทำให้เห็นภาพชัดว่าอะไรยังจำเป็นอยู่
และอะไรไม่จำเป็น
อะไรที่ “ใช่” ก็รักษาไว้
อะไรที่ “ไม่ใช่” ก็ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม
ไม่ต้องตัดทิ้งทั้งหมดก็ได้
แต่ปรับใหม่ให้ …”ใช่”
พอเหลือในสิ่งที่ “ใช่” แม้เราจะไม่เห็นภาพสุดท้ายของการปรับเปลี่ยน แต่อย่างน้อยองค์กรของเราจะคล่องตัว
คิดตามหลักการง่ายๆ เมื่อ “จุด” หลายจุดเรียงต่อกันเป็น “เส้น”
ถ้า “ใช่-ใช่-ใช่” เรียงต่อไปเรื่อยๆ
ภาพที่ออกมาก็น่าจะ “ใช่” มากกว่า “ไม่ใช่”
เมื่อหมอกควันข้างหน้าจางหาย
เราจะไปถึง “เป้าหมาย” ของการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าคนอื่น
การตั้งคำถามว่าอะไร “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” อาจเป็นคำถามแห่งชีวิตสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่เราไม่รู้
แต่ “รู้” หรือ “ไม่รู้” เป็นคำถามแห่งชีวิตสำหรับการเติบโต
เราต้องรู้ว่า “ไม่รู้” อะไร
และอะไรที่ควรจะ “รู้”
หรือ “ต้องรู้”
