Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit
เปิดประตูสู่ซีอานกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ช่วงนี้เป็นวาระโอกาสมงคลของการครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งทำให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองต่างๆ มากมายจากหลากหลายภาคส่วน
และช่างบังเอิญเหลือเกินที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้สานสัมพันธ์ทางการศึกษากับมหาวิทยาลัยของจีนในเวลานี้เช่นกัน
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ในการลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยซีอาน (Xi’an University) มณฑลส่านซี ประเทศจีน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ในนครหลวงเก่าแก่สมัยโบราณ และเป็นดินแดนที่เป็นอู่อารยธรรมสำคัญของจีนอันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทหารดินเผาและสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิพระองค์แรกผู้รวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นปึกแผ่นเมื่อราวๆ สองพันสามร้อยปีมาแล้ว
คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นำโดย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี, รศ.ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์, ผศ.ดร.รัชฎา คงคะจันทร์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ, รศ.ดร.สายฝน สุเอียนทรเมธี คณบดีวิทยาลัยสหวิทยาการ และ รศ.พรชัย ตระกูลวรานนท์ กรรมการประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยซีอาน หลังจากที่มีความสัมพันธ์ทางการศึกษาต่อเนื่องมายาวนานแล้ว
การจับมือกันอย่างเป็นทางการระหว่างสองมหาวิทยาลัยในครั้งนี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่จะเปิดประตูทางการศึกษาทั้งจากไทยไปสู่จีนและจากจีนมาสู่ไทยเช่นกัน

คณะเดินทางจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นนอกจากจะมีผู้บริหารคนสำคัญของมหาวิทยาลัยหลายท่าน ประกอบไปด้วยคณาจารย์และเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่งซึ่งร่วมเป็นสักขีพยานและมีโอกาสได้ศึกษาดูงาน ณ มหาวิทยาลัยซีอานในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว
ยังมีนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 ของวิทยาลัยสหวิทยาการอีกคนหนึ่งซึ่งได้รับทุนการศึกษาระยะสั้นในฐานะตัวแทนประเทศไทยไปเข้าค่ายฤดูร้อนชื่อว่า Silk Road International Summer Camp for College Students ครั้งที่ 6 ด้วย โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้มีโอกาสไปเปิดโลกกว้างในครั้งนี้มีชื่อว่า น.ส.ภัทรมน ตรีโอษฐ์ ซึ่งศึกษาอยู่ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสหวิทยาการ ที่ศูนย์ลำปาง ในวิชาเอก จีน-โลกศึกษา โดยจะเข้าร่วมกิจกรรมในค่ายนี้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 1 จนถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2568
ผมเองในฐานะที่ได้ร่วมประสบการณ์เดินทางในครั้งนี้ด้วยเช่นกันก็ได้เห็นความเจริญก้าวหน้าของจีนกับตาตัวเอง ทำให้มองเมืองจีนต่างไปจากทัศนคติเดิมอย่างมาก
เริ่มตั้งแต่ตัวมหาวิทยาลัยที่ดูใหญ่โตและสวยงามเกินกว่าที่คาดไว้
มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีแนวทางการศึกษาแบบสหวิทยาการซึ่งตรงกับวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พอดี
การจับมือเป็นพันธมิตรจึงน่าจะนำความก้าวหน้ามาสู่สถาบันการศึกษาทั้งสองได้

ชื่อของมหาวิทยาลัยซีอานยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยมากนัก เพราะข้อมูลของมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดเผยแพร่เป็นภาษาจีนอย่างเดียว ต่างกับมหาวิทยาลัยเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อคล้ายกันคือ Xi’an Jiaotong University แต่มีการเผยแพร่ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษจำนวนมาก
มหาวิทยาลัยซีอานที่ผมได้ไปเยือนนั้นมีอายุน้อยกว่า คือตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2546 นี่เอง อย่างไรก็ตาม อายุของมหาวิทยาลัยจริงๆ จะเก่าแก่กว่านี้มาก คือสามารถสืบย้อนไปได้ถึงปี พ.ศ.2446 เลยทีเดียว เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาจากการควบรวมโรงเรียนและวิทยาลัยครูเดิมหลายแห่งในซีอานเข้าด้วยกัน แล้วยกฐานะกลายเป็นมหาวิทยาลัย
ด้วยรากฐานที่มาของมหาวิทยาลัยที่มาจากโรงเรียนและวิทยาลัยครูจึงทำให้มหาวิทยาลัยนี้มีความโดดเด่นด้านศึกษาศาสตร์
อีกสาขาหนึ่งที่มีชื่อเสียงก็คือประวัติศาสตร์และโบราณคดี เพราะดินแดนแถบนี้เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญของโลก เต็มไปด้วยมรดกทางประวัติศาสตร์มากมายทั้งที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์และที่ยังคงฝังอยู่ใต้ดินรอการขุดค้นขึ้นมาในอนาคต
ทางมหาวิทยาลัยต้อนรับคณะเดินทางจากธรรมศาสตร์ด้วยการพาไปชมห้องจัดแสดงผลงานทางศิลปะของนักศึกษา และพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยที่ถ่ายทอดเรื่องราวของเส้นทางสายไหม ซึ่งเต็มไปด้วยวัตถุโบราณจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนในแต่ละยุคสมัย เช่น เงินตราแบบต่างๆ ที่ใช้กันในสมัยโบราณ
มหาวิทยาลัยซีอานยังเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยและอนุรักษ์โบราณวัตถุที่ขุดพบในแถบเมืองซีอานและเสียนหยาง ซึ่งอุดมไปด้วยสุสานโบราณทั้งของชนชั้นสูงและคนทั่วไป
วัตถุโบราณที่จัดเก็บเพื่อทำการบูรณะในมหาวิทยาลัยมีอยู่มหาศาลเต็มห้องไปหมด แต่ละชิ้นมีอายุเก่าแก่ตั้งแต่หลักสองพันปีจนถึงหลายร้อยปี
หลายชิ้นยังคงอยู่ในสภาพดีมีคุณภาพสูงอย่างน่าเหลือเชื่อ เช่น รูปเคารพจำพวกทวยเทพและสัตว์ในตำนาน
รวมทั้งเครื่องปั้นดินเผาที่แม้จะผ่านเวลามาเป็นพันปีแล้วแต่สีสันลวดลายก็ยังคงปรากฏให้เห็นแจ่มชัด
อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาโบราณคดีจึงมีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกับข้าวของสำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่ตลอดเวลา

ภายนอกมหาวิทยาลัยนั้นก็สวยงามมองแล้วสบายตาไม่แพ้ในมหาวิทยาลัย ตามถนนหนทางต่างๆ เต็มไปด้วยไม้ยืนต้นร่มรื่นทุกแนวถนน เมืองจีนอนุรักษ์ไม้ใหญ่เอาไว้คู่กับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มเมืองและตึกรามบ้านช่องสูงเสียดฟ้า
น่าทึ่งที่เห็นการพัฒนาเมืองใหญ่ให้ทันสมัยไปโดยที่ยังคงรักษาความเขียวขจีของธรรมชาติเอาไว้ได้
นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว โบราณสถานที่สำคัญก็ได้รับการบูรณะและมีหลายส่วนที่สร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งในบริเวณที่แต่เดิมเคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน เช่น พระราชวังต้าหมิง หอระฆังและหอกลองซีอาน กำแพงนครฉางอานซึ่งเป็นชื่อเดิมของเมืองซีอาน กำแพงนี้มีขนาดมหึมาและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอันดึงดูดผู้คนให้มาเยือนรองๆ ลงมาจากกองทหารดินเผาของสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ เจดีย์ห่านป่าใหญ่ และเจดีย์ห่านป่าเล็ก เป็นต้น
สถานที่สำคัญที่ผู้มาเยือนซีอานจะพลาดไม่ได้ก็คือพิพิธภัณฑ์ซึ่งมีอยู่มากมายหลายแห่ง แต่ละแห่งอุดมไปด้วยศิลปวัตถุที่ทรงคุณค่าแก่การมาเยี่ยมชมสักครั้งในชีวิต ซึ่งการสำรวจประวัติศาสตร์จีนโบราณผ่านพิพิธภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้มาเยือนสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวพัฒนาการของอารยธรรมจีนได้ชัดขึ้นกว่าการอ่านหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว
ในบรรดาพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ที่พลาดไม่ได้เลยก็คือพิพิธภัณฑ์ซีอานที่อยู่หลังวัดเจดีย์ห่านป่าเล็ก และพิพิธภัณฑ์สุสานจักรพรรดิจิ๋นซีที่จัดแสดงวัตถุโบราณซึ่งขุดค้นมาจากกองทหารดินเผาหลุมที่ 1, 2 และ 3 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการของจีนโบราณเมื่อสองพันกว่าปีก่อนที่ล้ำสมัยอย่างไม่เน่าเชื่อ
การเดินทางไปเยือนจีนด้วยวัตถุประสงค์ทางการศึกษาของผมในครั้งนี้จึงเผอิญได้เห็นในเรื่องอื่นๆ ด้วย ซึ่งทำให้สายตาที่มองประเทศจีนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
นั่นคือประจักษ์แก่สายตาว่าจีนไม่ได้มีแต่เพียงอารยธรรมโบราณที่ยิ่งใหญ่และสืบทอดกันมายาวนานเท่านั้น
หากแต่ยังเต็มไปด้วยความใหญ่โตมโหฬาร ทันสมัย น่ายำเกรง ศักยภาพในการพัฒนา
และพลังอันเต็มเปี่ยมของผู้คนที่กระตือรือร้นก้าวทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
