นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวที่ผูก ‘นาฬิกา’ ไว้กับร่างกาย
เราใช้ชีวิตอยู่กับโมงยามที่แปรรูปออกมาเป็น ‘ตัวเลข’ อย่างชัดเจน มิใช่ อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก เช้า สาย บ่าย ค่ำ หากคือ 08.15 น. หรือ 22.00 น. เป็นต้น
สิ่งนี้ทำให้เราแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอย่างมีนัยสำคัญ มองเป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์ก็ได้ มองเป็นคำสาปที่ผูกเราไว้กับเวลาก็ได้
น่าสนใจดีหากจะตั้งคำถามว่า “ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มนุษย์ตกเป็นทาสของเวลา”
ในเส้นทางประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ มีความพยายามสร้างนาฬิกาเพื่อบอกเวลามาโดยตลอด ตั้งแต่อารยธรรมจีนโบราณและอารยธรรมอิสลาม ทว่า ผู้ที่ให้ความสนใจและประดิษฐ์นาฬิกาขึ้นมาแล้วส่งผลสะเทือนกับมวลมนุษย์ในภาพรวมที่สุดคือโลกตะวันตกในช่วงปลายยุคกลาง
นาฬิกาในโลกตะวันตกเกิดขึ้นจากความพยายามสร้างระเบียบในพื้นที่คริสตจักร เมื่ออาณาจักรและอารยธรรมโรมันล่มสลาย ไม่มีอำนาจใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางอีกต่อไป อำนาจใหม่ที่กำลังก่อร่างขึ้นมาคือศาสนาคริสต์ โดยมีศูนย์กลางการเรียนรู้เป็นอารามต่างๆ ซึ่งมีนักบวชศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก กิจวัตรสำคัญประการหนึ่งของบรรดานักบวชทั้งหลายคือการสวดภาวนา ซึ่งในขณะนั้นมีการแบ่งคาบเวลาอย่างละเอียดให้นักบวชถือวัตรปฏิบัติในการสวดมนต์ร่วมกัน บางคณะสวดกันถึง 7-8 รอบต่อวัน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่สามารถระบุเวลาเพียงเช้า กลางวัน ค่ำ อีกต่อไป มันต้องการเครื่องมือที่จะซอยย่อยแบ่งเวลาลงไปเป็นหน่วยที่เล็กลง จึงเป็นเหตุผลให้ศาสนาคริสต์ให้ความสนใจกับการสร้าง ‘เครื่องวัดเวลา’ หรือ ‘นาฬิกา’ เป็นพิเศษ
อาจกล่าวได้ว่า นาฬิกาถือกำเนิดขึ้นในบริบทนี้เพื่อสร้างระเบียบและควบคุมคน
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือนาฬิกาตามโบสถ์วิหารและอารามเรียน ซึ่งยังปรากฏให้เห็นเป็น ‘หอระฆัง’ สร้างเคียงคู่กับสถาปัตยกรรมของศาสนาคริสต์ในยุคนี้ หรือบางทีก็แขวนนาฬิกาไว้บนผนังหรือกลางอาคาร เพื่อให้สัญญาณว่า ถึงเวลาปฏิบัติกิจทางศาสนาแล้ว
2
ย้อนกลับไปก่อนที่โลกจะมีนาฬิกาแบบที่เป็นกลไกภายใน ในอารยธรรมต่างๆ ใช้อุปกรณ์บอกเวลาหน้าตาแตกต่างกันไป บ้างใช้นาฬิกาแดด นาฬิกาทราย นาฬิกาน้ำ หรือบ้างก็จุดเทียน ดังเช่นจอมยุทธ์ในหนังจีนบอกกันว่า “ช่วงเวลาหนึ่งก้านธูป” เป็นต้น
แต่พอมาถึงศตวรรษที่ 10-11 ยุโรปติดต่อกับโลกมุสลิมมากขึ้น โดยเฉพาะในสเปน จึงเรียนรู้กลไกต่างๆ ที่พยายามสร้างเครื่องบอกเวลาที่แม่นยำข้ามวัฒนธรรมกัน นำมาซึ่งการออกแบบนาฬิกาลักษณะต่างๆ ที่มี ‘เฟือง’ ประกอบร่างในนั้นมากมาย มีการกล่าวถึงนาฬิการูปแบบใหม่เช่นนี้ครั้งแรกในโบสถ์อังกฤษช่วงปลายศตวรรษที่ 13
ทว่า ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้น แรกเริ่มเดิมทีมนุษย์มิได้ต้องการ ‘เครื่องบอกเวลา’ อย่างที่เราเข้าใจกันทุกวันนี้ มันเกิดขึ้นจากการพยายามจำลองจักรวาลมาไว้ในอุปกรณ์ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าตัวเอง โดยเริ่มตั้งแต่สมัย 212 ปีก่อนคริสตกาล ด้วยไอเดียจากนักคณิตศาสตร์ลือนามอย่างอาร์คิเมดีส (Archimedes) ที่สร้างอุปกรณ์ทรงกลมเหมือนลูกโลกที่มีสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว และกลุ่มดาวเคลื่อนที่โคจรไปมาได้
มันคือการออกแบบจักรวาลในเชิงกล
ย่อท้องฟ้าไกลโพ้นมาอยู่ในความเข้าใจมนุษย์โดยใช้มือหมุนเพื่อพยากรณ์สภาพต่างๆ ตั้งแต่การเคลื่อนที่ของเทหวัตถุ สภาพลมฟ้าอากาศ ไปจนถึงน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งสัมพันธ์กับการมีชีวิตรอดของมนุษย์
และแน่นอน เพื่อรู้วันเวลาและฤดูกาล
อุปกรณ์ของอาร์คิเมดีสค่อยๆ ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ โดยมีความฝันว่าวันหนึ่งจะสามารถสร้าง ‘จักรวาลจำลอง’ นี้ให้มันหมุนไปได้ด้วยตัวเอง-นี่เอง กำเนิดนาฬิกา!
3
การสร้างนาฬิกาสักเรือนในยุคกลางเป็นงานช้าง ต้องตั้งเตาหลอมและโรงตีเหล็กกันบริเวณหน้าโบสถ์หน้าปราสาท เพื่อสร้างแม่แบบและหล่อชิ้นส่วนขึ้นจากเหล็ก แต่ละชิ้นใหญ่ยักษ์หนักหลายตัน ก่อนจะประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นกลไก แล้วค่อยๆ หาวิธีทำให้นาฬิกายักษ์ที่ว่านี้เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะใช้กลไกเฟือง พลังน้ำ พลังจากลูกตุ้ม ฯลฯ
พอวันเวลาเคลื่อนมาถึงศตวรรษที่ 14 เทคโนโลยีสร้างนาฬิกา (จักรวาลจำลอง) ไปถึงจุดที่สามารถทำได้ดีและแพร่หลายออกไปทั่วยุโรป ขณะนั้นเป็นช่วงของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการศึกษา การค้าคึกคักขยายตัว การงานเกิดขึ้นมากมาย เกิดคนทำงาน สหภาพแรงงาน และชนชั้นพ่อค้าใหม่
โลกกำลังกลายเป็นสังคมเมืองที่ผู้คนมีวิถีทำงานเปลี่ยนไป จังหวะชีวิตและการทำงานที่เร่งรีบขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนตระหนักถึง ‘เวลา’ มากขึ้น จังหวะชีวิตขึ้นอยู่กับเสียงระฆังจากโบสถ์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาเริ่มงาน เลิกงาน ชั่วโมงการซื้อขายในตลาด ทำความสะอาดถนน ไปจนโรงเหล้าเปิด
‘เวลา’ มิได้กำหนดจังหวะชีวิตเพียงแค่นักบวชในโบสถ์เท่านั้นอีกต่อไป แต่แผ่ลามออกมากำหนดชีวิตผู้คนในเมืองเป็นวงกว้าง ไม่นานนักนาฬิกาก็มาปรากฏอยู่กลางเมืองตามจตุรัสและที่สาธารณะทั้งหลาย เป็น ‘หอนาฬิกา’ กลางเมืองอย่างที่เราคุ้นเคย ทุกคนมี ‘เวลามาตรฐาน’ เป็นตัวเลขเดียวกัน
มาถึงตรงนี้ ผู้คนเริ่มใช้ชีวิตในรูปแบบของ ‘ชั่วโมง’ ที่เท่ากัน ไม่มีการประมาณการแบบเดิมอีกต่อไป หากคือ 8 โมงเช้า 9 โมงตรง บ่ายสอง 5 โมงเย็น เป็นการนัดหมายที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน วิถีเช่นนี้กลายมาเป็นวิถีของฆราวาส มิใช่ระเบียบเฉพาะนักบวชในโบสถ์อีกต่อไปแล้ว
ประเด็นสำคัญคือ เมื่อรับรู้เวลาเป็น ‘ตัวเลข’ นั่นเท่ากับว่าเวลาของชาวเมืองมิได้ผูกโยงกับดวงอาทิตย์แบบเดิมแล้ว คนสนใจเสียงระฆังมากกว่าทิศทางและความสว่างของแสงแดด และเมื่อนาฬิกาพัฒนาขึ้นไปอีก มันกลายเป็นวัตถุพกพาได้ ราวกับคนเอา ‘จักรวาล’ หรือ ‘ท้องฟ้า’ ติดตัวไปได้ทุกที่ แถมยังเชื่อเวลาบนหน้าปัดมากกว่าเวลาเหนือศีรษะตัวเอง
นี่คือความเปลี่ยนแปลงสำคัญ
4
นักประวัติศาสตร์บางคนมองว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากนาฬิกานี้เองที่ปูทางไปสู่การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ การปฏิวัติอุตสาหกรรม และระบบทุนนิยม เพราะผู้คนถูกฝึกให้มองว่าสิ่งต่างๆ ในโลกนี้เป็นกลไก ไม่ต่างอะไรกับที่มนุษย์สามารถย่อท้องฟ้ามาไว้บนฝ่ามือ หากเราทำความเข้าใจกลไกที่ซ่อนอยู่ในสิ่งต่างๆ เราย่อมคาดการณ์และควบคุมมันได้
เรอเน เดการ์ต (Rene’ Descartes) นักปรัชญาฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 ถึงขั้นบอกว่า ไม่เพียงดวงดาวเท่านั้น แต่สัตว์ต่างๆ ก็ทำงานเหมือนเครื่องกลเช่นกัน ทรรศนะเช่นนี้นำไปสู่การมองสรรพสิ่งเป็น ‘กลไก’ พยายามถอดรหัสสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีคิดแบบเหตุผล ซึ่งเข้ามาแทนที่มุมมองเดิมที่มองว่าโลกและจักรวาลดำเนินไปอย่างลึกลับศักดิ์สิทธิ์ มีพลังอำนาจซ่อนเร้น (พระเจ้า) ทำให้ทุกสิ่งเคลื่อนที่ไปหรือเสกสร้างอยู่เบื้องหลัง เมื่อเปลี่ยนความคิดเช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามมองหา ‘รูปแบบกลไก’ ที่ซ่อนอยู่ในทุกสิ่ง ศึกษา ค้นคว้า จัดระเบียบ
แถมการรับรู้เวลาเป็นตัวเลขก็ทำให้ผู้คนเคยชินกับปริมาณ นำไปสู่การวัดค่าสิ่งต่างๆ เป็นตัวเลขซึ่งสอดคล้องกับการคิดมูลค่าของสิ่งต่างๆ เป็นเงินตรานำพาไปสู่ระบบเศรษฐกิจวิถีใหม่ บวกรวมกับเวลาที่วัดได้แม่นยำยังช่วยสร้าง ‘ระเบียบสังคม’ ให้ผู้คนเข้างาน ร่วมงาน นัดหมาย ค้าขายกันสะดวก เข้าใจตรงกัน หมุนการค้าและเศรษฐกิจได้ราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
เมื่อพัฒนาไปถึงจุดหนึ่ง คนเชื่อนาฬิกามากกว่าดวงอาทิตย์ไปแล้วเรียบร้อย
5
เราต่างดำเนินชีวิตผูกติดกับเวลา
‘เวลา’ กลายเป็นของมีค่า เป็นเงินเป็นทอง เราไม่อยากเสียเวลา เราต้องตรงต่อเวลา เราต้องรักษาเวลา สิ่งแรกที่เด็กๆ ต้องเรียนรู้เมื่อเข้าสถานศึกษาคือห้ามมาสาย
‘เวลา’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน ในเกมกีฬาผู้ชนะอาจเฉือนกันเพียงเสี้ยววินาที ในเกมธุรกิจก็ต้องสร้างผลิตภาพให้ได้มากที่สุดในเวลาเท่ากัน ทุกคนต้องจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ อย่าใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์-เราอยู่ในโลกที่หมกมุ่นเรื่องเวลา แถมทุกวันนี้ยังมีอุปกรณ์สมัยใหม่ที่สามารถวัดและบอกเวลาละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงระดับเสี้ยววินาทีหรือทศนิยมหลายตำแหน่ง ซึ่งอันที่จริงเป็นเวลาที่สั้นเกินกว่ามนุษย์จะรับรู้ด้วยซ้ำ
เมื่อเดินทางมาถึงปัจจุบัน ปฏิเสธได้ยากว่ามนุษย์สมัยใหม่ได้กลายเป็นทาสของเวลาหรือใช้ชีวิตอยู่บนความคาดหวังเรื่องเวลากันแทบทุกคน เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่วัดผลจากการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ถ้าลองมองย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์ที่ไล่เรียงมาก็จะพบว่า เหตุผลอาจเริ่มต้นขึ้นตรงที่สังคมมนุษย์นั้นจำเป็นต้องสร้างระบบระเบียบบางอย่างขึ้นมา เพื่อกำหนด ควบคุม และกะเกณฑ์ผู้คนให้ไม่อลหม่านตามแต่ใจ แต่มันก็พัฒนามาไกลเสียจน ‘เวลา’ กลายมาเป็นเจ้านายเรา แถมยังเป็นเจ้านายล่องหนที่เราดิ้นไม่หลุดจากอำนาจของมันอีกต่างหาก
เป็นเรื่องแปลกที่ว่า ยิ่งเราจับเวลาได้เที่ยงตรงแม่นยำมากขึ้นเท่าไร เรายิ่งรู้สึกมีเวลาน้อยลงเท่านั้น คนในยุคปัจจุบันมักบ่นกันว่า “ไม่มีเวลา” ทั้งที่เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นจากยุคกลางราวฟ้ากับเหว แต่ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะยิ่งเราซอยย่อยเวลาออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้มากขึ้น เราก็ถูกคาดหวังว่าจะใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุกคนพยายามจัดสรร (ยัดเยียด) กิจกรรมลงไปในเศษส่วนของเวลาทั้งหลายนั้นจนเต็มและล้นทะลัก
เพราะ “ทุกวินาทีมีค่า”
มนุษย์จึงเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวบนดาวเคราะห์ดวงนี้ที่ระบุเวลาเป็น ‘ตัวเลข’ ผูกท้องฟ้าไว้บนข้อมือ พัฒนาสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจนครองโลก
แต่ตนเองกลับไม่มีเวลาแม้แต่จะนั่งหายใจเฉยๆ
*ข้อมูลและเนื้อหาบางส่วนมาจากหนังสือ The Human Cosmos โดย Jo Merchant
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
