bg-single

ว่าด้วยชาติ & ชาตินิยมทางแนวคิดการเมือง (1)

23.07.2025

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

ว่าด้วยชาติ & ชาตินิยมทางแนวคิดการเมือง (1)

เมื่อ 7 ปีก่อน ผมมีโอกาสให้สัมภาษณ์ทีมนักข่าวเว็บไซต์ “ประชาไท” ยาวๆ (https://prachatai.com/journal/2018/11/79571) ในโอกาสที่วลี “ลัทธิชังชาติ” ถูกหยิบยกมาโจมตีฝ่ายค้าน/ผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช. และสภาพสังคมเศรษฐกิจดังที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะจากเพลง “ประเทศกูมี” ที่ลือลั่นโด่งดังไปทั่วขณะนั้น (https://www.youtube.com/watch?v=VZvzvLiGUtw ยอดวิวถึงปัจจุบัน 115 ล้าน)

เนื่องจากมีเวลาคิดและคุยยาว ผมได้เรียบเรียงความคิดและเล่าอย่างเป็นระบบว่าแนวคิดการเมือง “ชาติ” & “ชาตินิยม” มีที่มาที่ไปอย่างไรตามที่ได้เรียนจากครูเบน แอนเดอร์สัน และค้นคิดเรียบเรียงเพิ่มเติม เพื่อสอนหนังสือมา คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เรื่อง “ชาติ” & “ชาตินิยม” กลับมาอยู่ในวาทกรรมการเมืองเฉพาะหน้าในความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านได้บ้าง ผมจึงขอนำมาปรับปรุงขัดเกลา เพื่อนำเสนอในคอลัมน์นี้

‘ชาติ’ สร้างได้

ด้วยการสร้างจินตนาการร่วม

แม้สิ่งเหล่านั้นอาจไม่มีอยู่จริง

ก่อนจะตอบคำถามว่าลัทธิชังชาติคืออะไร? คงต้องเดินหลายก้าวหน่อยกว่าจะมาพูดถึงเรื่องชังชาติ

เอาเข้าจริงผมได้ยินคำนี้มาตั้งแต่ช่วงกลางปี (2561) เริ่มเห็นคนหยิบคำนี้มาใช้ ถ้าจำไม่ผิดคำนี้มาจากปัญญาชนที่แสดงความรักชาติ แสดงความจงรักภักดีจำนวนหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงกลุ่มไหนเป็นพิเศษ

ให้ผมเดาก็คือ เมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อรัฐบาล ต่อสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ก็พบว่ามีการโต้กลับผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งส่วนมากทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือปัญญาชนที่เห็นอกเห็นใจรัฐบาล พวกเขาอธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นี้คือการทำร้ายประเทศ ทำให้เกิดผลเสียต่อประเทศ และตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่าเป็นลัทธิชังชาติหรือไม่?

ขอเริ่มต้นกันแบบนี้นะครับ กล่าวคือ ทันทีที่คุณพูดถึง “ชาติ” คุณพูดถึงชุมชนในจินตนากรรม (imagined community) คนที่เสนอเรื่องนี้คือครูเบน แอนเดอร์สัน ท่านเสนอว่าการจะรวมเป็นชาติมันจะต้องเริ่มจากความรู้สึกว่าเรามีบางอย่างที่ร่วมกัน การจะมีอะไรบางอย่างร่วมกันสำหรับคนหลักสิบล้านหรือร้อยล้านหรือเป็นพันล้านคนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะมันมีความแตกต่างหลากหลายมาก คุณนึกภาพดู จากเหนือสุดเชียงรายลงไปถึงใต้สุดเบตง ดังนั้น ที่สุดแล้วสิ่งที่คนจำนวนมากจะมีร่วมกันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณมีจินตนาการถึงบางอย่างร่วมกัน

พูดให้ง่ายคือ เพื่อจะมีชุมชนในจินตนากรรม คุณต้องพยายามจินตนาการว่าคนที่อยู่ในพื้นที่นี้มีอะไรร่วมกันบางอย่าง หลักๆ มีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1) imagined common past มีอดีตร่วมกัน 2) imagined common place มีพื้นที่ร่วมกัน และ 3) imagined common tie มีสายสัมพันธ์บางอย่างร่วมกัน ทั้ง 3 สิ่งนี้เริ่มต้นอยู่ในจินตนาการทั้งสิ้น ดังนั้น มันไม่ใช่อะไรที่คุณสัมผัสจับต้องได้อย่างอัตโนมัติโดยธรรมชาติเองในชีวิตประจำวัน คุณจึงต้องสร้างขึ้น ถึงใช้เป็น passive voice ว่าถูกจินตนากรรมหรือ imagined ขึ้นมา

คุณต้องสร้าง imagined common place คือต้องมีสถานที่ร่วมกัน เครื่องมือสำคัญในการทำให้คนจำนวนมากซึ่งอยู่ไกลกันและชาตินี้อาจไม่เคยเห็นหน้ากันเลยก็ได้ รู้สึกว่าพวกเราสังกัดอยู่ในสถานที่เดียวกัน เครื่องมือที่ว่านี้คือแผนที่ เพราะมันทำให้คุณสามารถจินตนาการเห็นภาพในแผนที่ได้ว่าเรามีพื้นที่สังกัดอยู่ร่วมกันเป็นรูปขวานโบราณหรือกระบวยตักน้ำ

นอกจากแผนที่ คุณต้องจินตนาการได้ว่าคุณมีอดีตร่วมกันหรือ imagined common past ปกติแล้วคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีอดีตร่วมกัน ร้อยพ่อพันแม่ ต่างคนต่างอยู่ มีพื้นเพภูมิหลังความเป็นมาไม่เหมือนกัน ดังนั้น คุณต้องสร้างอะไรสักอย่างที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีอดีตร่วมกัน สามารถสาวกลับไปได้ว่าทวดของทวดของทวดเราน่าจะมีความสัมพันธ์อยู่ร่วมกันมาอย่างไร เครื่องมือในการสร้างอดีตที่มีร่วมกันคือประวัติศาสตร์ ซึ่งสมัยก่อนคุณจะพบคำอธิบายว่าเราแตกยอดอพยพจากเทือกเขาอัลไตมาถึงสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน

สุดท้ายคือ imagined common tie คือมีสายสัมพันธ์บางอย่างร่วมกัน พูดถึงที่สุดเราไม่ได้มีสายสัมพันธ์ติดต่อถึงตัวกันจริงๆ หรอก ชีวิตเราต่างดำเนินไปตามเงื่อนไขเศรษฐกิจสังคมเฉพาะต่างกัน เราต่างใช้ชีวิตประจำวันของเราไป ผมสอนอยู่ธรรมศาสตร์กับอาจารย์ที่สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับอาจารย์ที่สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อาจจะไม่ได้เคยคุยกันเลยก็ได้ในชั่วชีวิตนี้ แต่เครื่องมือสำคัญในการสร้างจินตนาการว่าเรามีสายสัมพันธ์ร่วมกันคือ การใช้สัญลักษณ์ เช่น ธงชาติ เพลงชาติ เครื่องแบบบางอย่าง หรือเครื่องแต่งกายบางอย่าง

อันนี้จะเห็นชัดที่สุดเวลาเราไปเชียร์กีฬา ไม่ว่าจะชกมวยสากล หรือการแข่งขันกีฬาประเภทใดก็ตาม ผมเข้าใจว่าเราจะเห็นดาราตลกบางคนที่แกชอบใส่ชุดนักรบสมัยอยุธยา สวมหมวกปีกยอดแหลม ถือธงไตรรงค์แล้วก็โบกสะบัดวิ่งไปวิ่งมา ทันทีที่คุณเห็น คุณก็รู้ว่านี่แหละไทย เพราะสิ่งเหล่านี้มันคือสัญลักษณ์ (symbols) ทั้งนั้น แล้วสัญลักษณ์นี้ทำให้คุณรู้สึกว่าคนที่ชกมวยอยู่ต่อหน้าคุณ วิ่งแข่งอยู่ต่อหน้าคุณ หรือตีแบด เตะบอลอยู่ต่อหน้าคุณ คนคนนี้คือพวกเรา เราสามารถจินตนาการถึงสายสัมพันธ์ซึ่งเอาเข้าจริงไม่ได้มี ระหว่างเรากับคนที่ชกหรือคนที่เชียร์อื่นๆ

ชาติจึงเป็นชุมชนที่ถูกจินตนากรรมขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้มีจุดร่วมกันบางอย่าง คุณต้องสร้างบางอย่างที่ร่วมกันขึ้นมา ซึ่งไม่มีอยู่จริงโดยธรรมชาติ แต่เป็นการจินตนาการขึ้น มีสถานที่ร่วมกันผ่านแผนที่ มีอดีตร่วมกันผ่านประวัติศาสตร์แห่งชาติ มีสายสัมพันธ์ร่วมกันผ่านสัญลักษณ์ เวลาเราพูดถึงชาติ เราพูดถึงอะไรที่เราจินตนาการว่ามันมีบางอย่างร่วมกันอยู่

เมื่อมีชาติหนึ่งก็มีชาติอื่นด้วย

เมื่อมีความเหมือนก็มีความต่าง

แต่ความต่างบางประเภท

กลับถูกผลักให้กลายเป็นศัตรู

งานของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล เรื่อง Siam Mapped ได้อธิบายความสำคัญของนิยามด้านลบด้านกลับ (negative identification) ของชาติไว้ แกบอกว่าการเกิดชาติขึ้นในโลกนี้ มันไม่ได้มีแต่ความเหมือนเท่านั้น มันมีความต่างด้วย เพราะมันไม่มีชาติไหนหรอกที่ครอบครองพื้นที่ได้หมดทั้งโลก ทันทีที่คุณพูดถึงชาติชาติหนึ่ง เช่น ชาติไทย คุณกำลังพูดถึงชาติอื่น เช่น ชาติกัมพูชา ชาติพม่า ชาติลาว ที่แวดล้อมอยู่ด้วย คือพูดง่ายๆ ทันทีที่พูดถึงชาติ มันเป็นพหูพจน์ (plural) มันมีหลายชาติในโลกทันที

ดังนั้น ทันทีที่เราคิดถึงความเป็นชาติของเรา ก็จะมีความเป็นชาติของชาติอื่นด้วย ฉะนั้น จึงย่อมมีความเป็นไปได้ของความแตกต่างระหว่างชาติ เมื่อจินตนาการถึงความต่างแล้ว ก็อาจจะจัดวางความแตกต่างกันนั้นในฐานะมิตรก็ได้ หรือจะเป็นศัตรูกันก็ได้ จากจินตนาการทางภูมิศาสตร์สมัยใหม่ถึงโลกที่ประกอบไปด้วยชาติต่างๆ นี้ เราได้สร้างเงื่อนไขของความเป็นไปได้ที่หน่วยชาติต่างๆ ในโลกจะเป็นมิตรหรือศัตรูกันก็ได้ และไม่ได้ แปลว่าจะต้องเป็นมิตรหรือศัตรูกันตลอดไป แต่ตราบใดที่โลกยังจัดระเบียบกันเป็นชาติต่างๆ อยู่ มันมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกันตลอดเวลา จนกว่าคุณจะรวมทั้งโลกเป็นชาติเดียวกันซึ่งเป็นไปไม่ได้

คราวนี้ทันที่มีชาติหลายชาติ บางชาติอาจเป็นศัตรูของคุณ แต่ศัตรูของชาติไม่ได้มีแต่ข้างนอก ศัตรูของชาติยังเป็นไปได้ว่ามีอยู่ข้างในด้วย เพราะมีการคิดเชื่อมโยงคนข้างในกับคนข้างนอก คุณจะเห็นว่ามีการกล่าวหากัน อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ เช่น ไอ้นี่มันรับใช้ฝรั่ง ไอ้นั่นมันรับใช้จีน ไอ้นู่นมันรับใช้ลาว ไอ้โน่นมันรับใช้พม่าหรือเขมร คุณเชื่อมโยงแล้วคุณก็ได้สร้างศัตรูภายในขึ้นมา เป็นศัตรูซึ่งอยู่ในแผนที่ประเทศเดียวกันกับของคุณ เป็นคนซึ่งควรจะมีจินตนาการถึงอดีตแบบเดียวกับคุณ เป็นคนซึ่งควรจะมีสัญลักษณ์ซึ่งผูกสายสัมพันธ์เดียวกันกับคุณ แต่เขากลับเป็นคนอื่นที่อยู่ข้างใน (the others within) คำว่า ‘ลัทธิชังชาติ’ มันงอกขึ้นมาบนวิธีคิดแบบนี้แหละ คือการพุ่งเป้าใส่คนข้างใน ซึ่งคุณมองว่าเป็นศัตรู ไม่ใช่พวกเดียวกับคุณ เขาเป็นคนอื่น เป็น the others แต่ดันเป็น the others ซึ่งอยู่ within the border เดียวกับคุณ เป็นคนอื่นที่อยู่ข้างใน

เอาเข้าจริง ถ้าคุณไปดูประวัติศาสตร์การกำหนดศัตรูของชาติไทยเรา จะพบว่ามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้าลำดับคร่าวๆ ในอดีตศัตรูคือพม่า ในยุคต่อมาเราก็ให้ศัตรูของเราเป็นจีนคอมมิวนิสต์ ในยุคถัดมาศัตรูของเราเป็นพวกคอมมิวนิสต์อินโดจีน พอหมดยุคคอมมิวนิสต์แล้วศัตรูของเรากลายเป็นพวกว้าแดงค้ายาบ้า หรือคิดในบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองเสื้อสี เสื้อสีแดงอาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูของชาติ เป็น the others within ก็ได้

แก่นแท้/แก่นสารของชาติ

ศัตรูของชาติ

และการควบคุมความคิดคน

การมีศัตรูของชาติเอาเข้าจริงไม่ต่างจาก imagined common past, imagined common place, imagined common tie นะครับ เพราะมันเป็นศัตรูในจินตนาการ เป็น imagined common enemy เป็นศัตรูร่วมกันในจินตนาการที่เราคิดขึ้น เพียงแต่เป็นคนข้างในและเป็นพลเมืองไทย

ในทางปฏิบัติมันแปลว่าอะไร? ง่ายที่สุดคือ ทันทีที่คุณสร้าง the others within ทันทีที่คุณสร้าง imagined common enemy ที่อยู่ในพรมแดนเดียวกับคุณขึ้นมา คุณกำลังปักป้ายเขตห้ามเข้าทางความคิด คุณกำลังบอกว่าถ้าเป็นคนไทยอย่าคิดแบบนี้ อย่าเข้าไปในพื้นที่ความคิดแบบนี้ ต้องอยู่ข้างนอก อยู่ฝั่งที่คิดถูกต้อง แค่คิดแบบนั้นก็ผิดแล้ว เป็นศัตรูของชาติแล้ว ไม่เป็นคนไทยแล้ว แต่การปักป้ายศัตรูของชาติที่เป็นคนข้างในจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแต่ละยุคสมัย ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้มีอำนาจ มันจึงมีการประกาศว่าเรามีอดีตร่วมกันอย่างไร พื้นที่ที่เราอยู่ร่วมกันเป็นอย่างไร สายสัมพันธ์เราผูกโยงกันอย่างไร และศัตรูร่วมของเราคือใคร

ส่วนแก่นสาร (essence) ของความเป็นชาติก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แก่นสารของความเป็นชาติคือ [ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์] โดยเน้นความสำคัญไปที่สถาบันกษัตริย์ (ดังในพระราชนิพนธ์เรื่อง “ความเป็นชาติโดยแท้จริง” ของอัศวพาหุ อันเป็นนามปากกาของในหลวงรัชกาลที่ 6 ลงหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย, 29 พฤษภาคม พ.ศ.2458)

ครั้นคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองและขึ้นมากุมอำนาจได้ แก่นสารของความเป็นชาติก็เปลี่ยน ตอนแรกเป็นลัทธิรัฐธรรมนูญ ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ (ตัวอย่างเช่น เพลงวันชาติ 24 มิถุนา ของมนตรี ตราโมท พ.ศ.2483 https://www.youtube.com/watch?v=Oh0BpGkFnYU)

แต่เราเริ่มเห็นการเปลี่นแปลงแก่นสารความเป็นชาติได้ชัดก็ตอนที่ พ.อ.หลวงพิบูลสงครามขึ้นเป็นรัฐมนตรีกลาโหมหนแรก ในคำปราศรัยแรกรับตำแหน่งของท่านเมื่อ พ.ศ.2477 ท่านได้นิยามความเป็นชาติไทยใหม่

ท่านบอกว่าสถาบันสำคัญของชาติหรือสิ่งสำคัญของชาติมีอยู่ 4 อย่าง ได้แก่ [รัฐบาล-รัฐสภา-พระมหากษัตริย์-และกองทัพ] แต่ใน 4 อย่างนี้ อย่างไหนคือสถาบันสำคัญที่สุดของชาติและเป็นแก่นสารของชาติล่ะ?

ในความเข้าใจของ พ.อ.หลวงพิบูลสงครามนั้นท่านอธิบายต่อมาว่า ถ้าเรามาดูสถาบันทั้ง 4 รัฐบาล ก็พ้นจากตำแหน่งได้ มิได้ยั่งยืนถาวร รัฐสภาก็ยุบได้ พระมหากษัตริย์ในฐานะบุคคลก็อาจจะเสด็จสวรรคตได้ จึงมีแต่กองทัพเท่านั้นที่ยั่งยืนสถาพร หากกองทัพไม่มีแล้ว ความเป็นชาติก็ไม่เหลือ (อ้างใน Judith A. Stowe, Siam becomes Thailand : A Story of Intrigue, Honolulu, University of Hawaii Press, 1991, p.84)

เห็นได้ว่าในช่วงเวลาที่ห่างกันไม่ถึง 30 ปี วิธีนิยามแก่นสารความเป็นชาติก็ได้เปลี่ยนไปตามคณะบุคคล ที่ขึ้นมากุมอำนาจซึ่งเห็นว่าสถาบันไหนสำคัญ และผมคิดว่าเกมการนิยามนี้ดำเนินมาเรื่อยๆ แล้วแต่ว่าคณะบุคคลใดกลุ่มไหนขึ้นมากุมอำนาจก็จะนิยามแก่นสารความเป็นชาติที่เปลี่ยนไปตามฐานผลประโยชน์และอุดมการณ์ของตน

แต่ว่าสิ่งที่เห็นผลทางปฏิบัติมากกว่าคือ imagined common enemy ศัตรูร่วมที่เราจินตนาการขึ้นมา ซึ่งส่งผลทันที เพราะมันคือการปักป้ายเขตห้ามเข้าทางความคิด ถึงที่สุดแล้วการสร้างศัตรูของชาติขึ้นมาก็คือ การสร้างกลไกในการควบคุมความคิดคน

ผมไม่แน่ใจว่าคนตั้งลัทธิชังชาติเขาตั้งใจ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 6) เรื่อง ปัญหาสงครามชายแดน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ย้ำเดินหน้ากระชับความร่วมมือทุกมิติ เพื่อการพัฒนาร่วมกัน
2 กรกฎาคม 2540 ลอยตัวค่าเงินบาท กับคำให้การ ‘ทนง พิทยะ’
E-DUANG | สปอต์ไลต์ ฉายจับ เรือฟรีเกต กองทัพเรือ พรรคประชาชน
อำลาผู้สร้างตำนาน “เด็กหนุ่มแว่นดำชุดยูโด” โก๋แก่… มันทุกเม็ด ด้วยหัวใจนักสู้ ออกเดินทางไกล
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (37)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับคดีอาชญากรสงคราม (20)
33 ปี ชีวิตสีกากี (182) | ข้อสงสัยต่อ ‘อัยการ’
E-DUANG | “ลิ่ม” แหลม จาก ไอติม พริษฐ์ ทะลวงใส่ ภูมิใจไทย เพื่อไทย
วิชา ‘วรรณกรรมแห่งความสิ้นหวัง’ ชั้นเรียนยอดนิยมใน ‘ไอวีลีก’
พลิกแฟ้มข่าว ‘เช่าคอมพ์ฉาว’ มูลค่า 3,490 ล้านบาท ตีแผ่ยุคมืดมหาดไทย ใครขวาง ‘ดับ’