Flow การ์ตูนลัตเวีย ทุนสร้าง 3.5 ล้านดอลลาร์
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
หนังการ์ตูนจากลัตเวีย กำกับฯ โดย Gints Zilbalodis เขียนเรื่องร่วมกับ Matiss Kaza ด้วยทุนสร้าง 3.5 ล้านดอลลาร์ ใช้เวลาสร้างสี่ปีครึ่ง ฉายครั้งแรกที่คานส์ คว้ารางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำ สร้างความปลาบปลื้มแก่ลัตเวีย และได้รับคำชื่นชมจากคนดูเป็นอันมาก (หนังการ์ตูนจากสตูดิโอขนาดใหญ่ใช้ทุนสร้าง 70-200 ล้านดอลลาร์)
หนังไม่มีบทพูดเพราะไม่มีคน มีแต่สิงสาราสัตว์นำแสดง ทาสแมวน่าจะชอบมากเป็นพิเศษ เสียงแมวน่ารักดี หนังดี สมบูรณ์ ไม่มีที่ติ แปลกใจนิดหน่อยว่าแมวว่ายน้ำดำน้ำได้ดีขนาดที่เห็นในหนังจริงๆ เลยหรือ แต่เห็นเสือทำได้จึงคิดเอาเองว่าแมวก็อาจจะทำได้
เนื่องจากได้ดูหนังเรื่องนี้ช่วงที่มีข่าวแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งญี่ปุ่นกับนอกชายฝั่งอันดามันหลายครั้งอยู่ทุกวัน อ่านข่าวลือผสมข่าวเตือนสึนามิวันละหลายรอบจึงเข้ากับสถานการณ์ในหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษ
สาระของเรื่องน่าจะเป็น “มิตรภาพหลังโลกล่มสลาย”

นํ้าท่วมโลกตั้งแต่ตอนต้นของหนัง ดูจากสถาปัตยกรรมและประติมากรรมที่อยู่เหนือน้ำรวมทั้งรูปปั้นแมวขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดยักษ์บนเนินเขาก็ไม่แน่ใจว่าเป็นอดีตหรืออนาคตหรือเวลาสมมุติ สัตว์ทุกชนิดที่เห็นในหนังไม่พูดภาษาคน แค่ส่งเสียงร้องไปมาตามธรรมชาติของตัวแต่ก็สื่อสารกันได้
จะว่าไปก็เหมือนคนประเทศต่างๆ ที่พูดกันไม่รู้เรื่องแต่ก็พอจะสื่อสารกันได้บ้าง
สัตว์แต่ละตัวมีอาการ xenophobia เป็นที่ตั้ง กล่าวคือ กลัวสัตว์ต่างสายพันธุ์ก่อนเสมอ ก่อนที่จะเรียนรู้อยู่ร่วมกันได้ในที่สุด โดยเฉพาะฉากสุดท้ายตัวลีเมอร์ผู้ไม่สนใจไยดีใครตั้งแต่แรกถึงกับออกหน้าช่วยชีวิตเพื่อนๆ
หนังอาจจะพยายามบอกว่าลองให้คนเกลียดกันอยู่ด้วยกันในสถานการณ์ยากลำบากบ้าง บางทีความเป็นมนุษย์ก็อาจจะผุดขึ้นมา
แต่ว่าแนวคิดนี้ต่างจากงานทดลองบางชิ้นที่สาธิตให้เห็นว่าลองเอาคนดีๆ มาอยู่ด้วยกันในสถานการณ์คับขันมันจะฆ่ากันตายหมด
ในความเป็นจริงก็น่าจะยากเหตุเพราะทุกชาติพันธุ์มีประวัติศาสตร์บาดแผลของตัวเอง ต่างจากสัตว์พวกนี้ไม่มีความแค้นเคืองส่วนตัวอะไรมาก่อน เรื่องการผูกมิตรโดยผูกพันหรือจำยอมจึงง่ายกว่า

สัตว์ที่คนดูรับรู้ว่าเคืองกันมาแต่แรกย่อมเป็นแมวกับหมา หนังเปิดฉากหมา 5 ตัวไล่กวดแมวไปในป่าเป็นระยะทางไกล หนึ่งในห้าตัวนั้นเป็นลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์สีเหลืองน่ารัก เพียงไม่นานฝูงกวางแตกตื่นวิ่งสวนทางกลับมา ตามด้วยฝูงหมาที่วิ่งกลับมาเหมือนกัน ไม่ทันที่แมวจะตั้งตัวติดกระแสน้ำก็ขึ้นอย่างรวดเร็วพัดแมวกลับไปติดที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งมีรูปปั้นแมวอยู่มากมาย
ระดับน้ำสูงขึ้นทุกทีๆ แมวค่อยๆ หนีขึ้นหลังคา พอน้ำถึงหลังคาก็หาทางขึ้นไปบนประติมากรรมแมวยักษ์บนเนินเขา แต่น้ำก็ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนท่วมหัวท่วมหูแมวยักษ์นั้นในที่สุด แมวเก้าชีวิตของเรารอดไปได้อยู่ดี รอดได้อย่างไรไปหาดูกัน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงไตเติลเปิดเรื่อง แมวผจญภัยไปพบหนูยักษ์คาปิบารา (capybara) จากอเมริกาใต้ ลีเมอร์หางแหวน (ring-tailed lemur) จากมาดากัสการ์ นกเลขานุการสีขาว (white secretarybird) จากแอฟริกา และลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์คนเก่ง (labrador retriever) ที่ทาสหมาเห็นปุ๊บก็จะหลงรักอีกเช่นกัน มันพยายามส่งยิ้มให้แมวตลอดเวลากับออกอาการอยากเป็นเพื่อนตั้งแต่ตอนไล่กวดแมวครั้งแรก พอน้ำท่วมจริงๆ ก็เป็นห่วงแมวอย่างชัดเจนอยู่เสมอ
หนูยักษ์ไม่ทำอะไรเลยนอกจากนอน ซ้ำยังออกอาการขี้รำคาญปนขี้กลัว แต่เห็นแบบนั้นยามโมโหขึ้นมาทีก็สู้ไม่ถอย
ต่างจากลีเมอร์ที่ออกแนวสมาธิสั้นอยู่ไม่สุข คอยแต่จะรื้อหาของสะสมอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับส่งเสียงน่ารำคาญรบกวนสัตว์อื่นรวมทั้งคนดูอยู่เสมอ

ที่โดดเด่นคือนกเลขานุการสีขาวตัวใหญ่ขายาวที่น่าเกรงขามทุกครั้งเวลาปรากฏตัว ฉากนกเลขานุการสองตัวต่อสู้กันดูดุเดือดทั้งที่เงียบงัน เมื่อเท้าของตัวหนึ่งกดน้ำหนักลงไปบนแกนปีกของอีกตัวหนึ่งสัมผัสได้ถึงความรุนแรงที่สัตว์โลกกระทำต่อกัน
ตัวที่แพ้มาเข้าพวกกับแมว หมา หนูยักษ์ และลีเมอร์ แต่ก็วางตนสง่างามกว่าสัตว์ติดดินทั้งสี่อย่างเห็นได้ชัด
หนังผจญภัยไปในโลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย มีอันตรายรอบด้านหากไม่ระวัง สัตว์ห้าตัวที่ดูจะเข้ากันไม่ได้เลยค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากันจนได้ในที่สุด ฉากสุดท้ายเมื่อพวกเขามองดูเงาตัวเองในน้ำน่าจะบอกถึงพัฒนาการของตัวตนที่ก้าวขึ้นอีกระดับหนึ่ง
สัตว์อื่นนอกจากลีเมอร์ซึ่งเป็นไพรเมตเพียงตัวเดียวไม่น่าจะมีความสามารถรับรู้เงาของตัวเองในกระจกอยู่แล้ว เหตุเพราะความมีอยู่ของตัวตนมิได้มีมากเท่าคนหรือไพรเมตบางกลุ่ม
สัตว์ต่างๆ มีชีวิตอยู่ด้วยสัญชาตญาณมากกว่า

ว่ากันว่าหนังการ์ตูนต้นทุนต่ำมากเรื่องนี้พบเหตุการณ์เหมือนที่แมวพบ นั่นคือ ความไม่แน่นอนของการเดินทาง ความงงงวยกับสภาะแวดล้อมที่มีทั้งอารยธรรมที่สูญหาย ความเจริญที่ทรุดโทรม วาฬที่ไม่เหมือนวาฬ (อย่าลืมดูเอ็นด์เครดิตเรื่องวาฬ)
ยิ่งไปกว่านั้น บ้านของแมวที่เจ้าของหายไปทิ้งไว้แต่ผลงานและภาพสเกตช์ก็ชวนให้สงสัยว่าเขาพยายามจะทำอะไรโดยเฉพาะรูปประติมากรรมแมวยักษ์บนเนินเขาลูกนั้น
ผู้สร้างตั้งใจให้สัตว์เป็นสัตว์ พวกมัน (พวกเขา) ส่งเสียงจริงตามที่เป็นจริง ที่ว่าเราจะไม่สามารถเข้าใจคนต่างประเทศหรือสัตว์ได้เลยแม้ว่าจะพยายามมากเท่าไร ก็เพราะว่าเรายังมีทางเลือกที่จะไม่เสียเวลาพยายามเข้าใจ
สมมุติว่าโลกล่มสลายและไม่มีทางเลือก มีแค่คนห้าคนหรือสัตว์ห้าตัวที่ต้องอยู่ด้วยกัน ไม่เพียงที่พวกเขา (พวกมัน) จะเข้าใจกัน ช่วยเหลือกัน แม้แต่มิตรภาพก็ยังเกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ ไม่มีดราม่าฟูมฟายบังคับคนดูแต่อย่างใด
กลับมาที่ทำไมแมวว่ายน้ำและดำน้ำเก่งขนาดนั้น หนังเปิดเรื่องให้แมวเป็นเสมือนเทพเจ้าหรือสัตว์เลี้ยงของเทพเจ้าตั้งแต่ฉากแรกๆ
หรืออย่างน้อยก็เป็นสาวกคนต้นๆ เหมือนโนอาห์เพียงแต่มิทันได้รับบัญชาน้ำก็ท่วมโลกเสียก่อน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
