| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ราชสำนักอยุธยาต้อง “จิ้มก้อง” จักรพรรดิจีน หมายถึงราชสำนักอยุธยาส่งเครื่องราชบรรณาการต่อจักรพรรดิจีน เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าและอื่นๆ ของอยุธยาที่นักประวัติศาสตร์สมัยก่อนพยายามเสกสรรปั้นแต่งคำอธิบายให้ราชสำนักอยุธยาดูดี
“จิ้มก้อง” แปลว่า “เมืองขึ้นในบังคับ” เป็นคำอธิบายของ ร.4 ทรงบอกไว้ 157 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ.2411 ในประกาศเรื่องราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรี
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกล่าวไว้ในหนังสือสาส์นสมเด็จ (ฉบับองค์การค้าของคุรุสภาจัดพิมพ์) เล่มที่ 16 หน้า 144 ว่า
“ให้นึกอยากทราบขึ้นมาว่าคำ ‘จิ้มก้อง’ จะแปลเอาความได้หนักเบาประการใด ครั้นพบพระเจนจึงถามดูได้ความว่า ‘จิ้ม’ แปลว่าให้ ‘ก้อง’ แปลว่าของกำนัน ไม่มีหนักหนาอะไรอยู่ในคำนี้
ไปหนักหนาอยู่ในคำ ‘หอง’ แปลว่าแต่งตั้ง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นแต่จิ้มก้องก็ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าขอหองด้วยแล้วอาการหนัก ตกเป็นเมืองขึ้น เพราะเราไปขอหองเข้า จิ้มก้องจึงกลายเป็นบรรณาการที่ 3 ปีต้องส่งครั้งหนึ่งจนถึงทวงกัน”
เฉลิม ยงบุญเกิด (2455-2518) นักปราชญ์เรื่องจีนในประวัติศาสตร์ไทย เขียนอธิบายว่า “จิ้ม” แปลว่าให้ ส่วน “ก้อง” แปลว่าของกำนัลที่ผู้น้อยถวายให้แก่ผู้ใหญ่หรือบรรณาการ ฉะนั้น จิ้มก้องก็คือถวายเครื่องบรรณาการ หรือจะกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ส่งส่วย
บางทีก็ใช้ก้องคำเดียวมีความหมายแตกต่างกันไป เช่น ทวงก้องมีความหมายว่าทวงการส่งส่วย หรือมาก้องหมายถึงมาส่งส่วย ฯลฯ
ส่วนหองนั้นแปลว่าทรงแต่งตั้ง พระเจ้าจักรพรรดิจีนถือพระองค์เองว่าเป็นฮ่องเต้คือพระราชาธิราช ส่วนกษัตริย์ไม่ว่าแว่นแคว้นใดเป็นได้อย่างมากเพียงแค่อ๋อง คือเจ้าประเทศราช การหองจึงเป็นการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าประเทศราช
[จากหนังสือ สารนิพนธ์บางเรื่อง โดย เฉลิม ยงบุญเกิด อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเฉลิม ยงบุญเกิด พ.ศ.2518 หน้า 94-95]

ยกเลิกจิ้มก้อง
ร.4 โปรดให้ยกเลิก “จิ้มก้อง” ต่อจีน แล้วทรงมีพระอธิบายยืดยาวพิมพ์อยู่ในหนังสือ “ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4” (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ) โครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2547 หน้า 531-544 จะคัดลอกอย่างสรุปมาดังต่อไปนี้
ทำไม? ร.4 โปรดให้ยกเลิกจิ้มก้องต่อจีน มีคำอธิบายในหนังสือประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 ฉบับโครงการตำราฯ สรุปว่าจีนร่วงโรย ขณะที่ฝรั่งตะวันตกรุ่งเรือง
เบาว์ริงได้รับการเซ็นสัญญาอย่างรวดเร็วทันที มีเหตุจากจีนซึ่งเคยเป็นมหาอำนาจ ได้ไร้ซึ่งประโยชน์ต่อกลุ่มราชสำนักและกลุ่มขุนนางไทยอีกต่อไป
ดังนั้น เมื่อตลาดจีนเปลี่ยนไป จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายหมดเรี่ยวแรงที่จะทำรายได้เป็นสำคัญ เพราะว่าตลาดจีนคือตลาดที่เคยนำมาซึ่งรายได้ทั้งของขุนนางและราชสำนัก
เมื่อหมดแหล่งรายได้ ทุกฝ่ายก็สามารถมองเห็นได้ว่าอังกฤษแน่ๆ ที่จะเป็นแหล่งรายได้ที่พึงจะทำสัญญาด้วย ไม่ว่าสัญญานั้นจะเป็นอะไรก็ตาม
สนธิสัญญาเบาว์ริงปี 1885 เป็นจุดขีดคั่นของโลกเก่าและโลกใหม่ที่สำคัญมาก คือหมายความว่า จีนซึ่งเป็นมหาอำนาจ เป็นศูนย์กลางของโลกนั้น จบเลย
ในเอกสาร “ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4” ในประกาศที่ 309 “เรื่องราชทูตไปเจริญราชไมตรี รัชกาลที่ 4” มีข้อความประกาศยืดยาวมาก ตัวประกาศบอกเลยว่า โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว จีนไม่ใช่มหาอำนาจกลางอีกต่อไป การทูตบรรณาการ หรือ “จิ้มก้อง” ที่เคยมีมาหลายร้อยปี หรือเป็นพันปีด้วยซ้ำไปนั้น จบลงแล้วตอนนี้
รัชกาลที่ 4 ทรงเขียนอธิบายว่า “พระเจ้าแผ่นดินโง่ เสนาบดีเซอะ ราษฎรโซ” ดังนั้น จึงถูกจีนหลอกมาตลอดเวลาว่าต้องไป “จิ้มก้อง” แล้วท่านก็ทรงจบประกาศนี้ว่า “การครั้งนี้ ต้นเหตุใหญ่ เพราะไทยถูกหลอก ถูกลวง จึงเสียพระเกียรติยศ พระเจ้าแผ่นดินไทย ตลอดมาถึงกรุงเทพมหานครนี้ ครั้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบการนี้แล้ว ก็กลับพระทัย หาได้ส่งบรรณาการแก่กรุงปักกิ่งอีกไม่” เป็นอันจบ
รวมความแล้วระบบทูตบรรณาการ หรือ “จิ้มก้อง” ซึ่งมีมาแต่ก่อนสุโขทัยด้วยซ้ำไปนั้น มาจนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ปี ค.ศ.1853 หรือ พ.ศ.2396 ก่อนเซ็นสัญญาเบาว์ริงเพียง 2 ปี นั่นเป็น “ก้อง” ชุดสุดท้ายของไทยไปจีน เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญมาก หมายความว่า โดยสรุปไทยหลุดออกจากวงจรอำนาจของจีน เข้าสู่วงจรอำนาจของอังกฤษ
นี่คือบริบทของโลกใหม่ ที่ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการซึ่งจีนกำหนดว่า รัฐที่นำเอาบรรณาการมาถวายนั้น ผู้ถวายก็มีฐานะเป็นเพียง “อ๋อง” เท่านั้น ไม่ใช่เป็นจักรพรรดิ หรือ “ฮ่องเต้” เท่าเทียมกับจีน น่าสนใจว่าความจริงเป็นเรื่องของ “การหลอก” หรือเป็นเรื่องของการ “สมยอม” รับในระเบียบของโลกเก่ากันแน่
ทำไมถึงยอมรับในความไม่เท่าเทียมกันแบบนั้นได้เป็นเวลานับพันๆ ปี แต่ตอนนี้รับไม่ได้แล้ว ต้องเป็นแบบใหม่ที่รัชกาลที่ 4 ทรงมีกับควีนวิกตอเรีย และถือว่านี่เท่าเทียมกัน
โลกเปลี่ยน การเมืองระหว่างประเทศก็เปลี่ยน ผลประโยชน์ก็เปลี่ยนด้วย ต้องค้าต้องขายกับฝรั่งแทน
จะมีหนังสือหรือพระราชสาส์นมาจากพระเจ้ากรุงปักกิ่ง มีมาเป็นอักษรจีน แล้วเราฝ่ายไทยก็แปลแล้วด้วย “ทวงก้องให้ไปส่ง แต่ไม่ส่ง” ทวงก้องให้ไปส่ง แต่ไม่ส่ง ซึ่งเป็นการประกาศออกจากวงจรอำนาจจีน เข้าสู่วงจรอำนาจอังกฤษ
งานวิชาการที่สำคัญมาก คืองานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของอาจารย์สืบแสง พรหมบุญ กับงานของ ดร.สารสิน วีระผล
กล่าวได้ว่าปี ค.ศ.1853 หรือ พ.ศ.2396 นั้น ไทยหยุดการส่ง “ก้อง” ไปเมืองจีน รัชกาลที่ 4 ท่านบรรยายละเอียด บอกด้วยนะว่า “ก้อง” แปลว่าอะไร บอกว่าการแห่แหนไปเมืองจีนอย่างไร เมื่อท่านขึ้นครองราชสมบัติในปีแรกคือ 1851 หรือ 2394 นั้น ก็ยังทรงเดินตามประเพณีโบราณอยู่ คือยอมรับในความยิ่งใหญ่ของจีน และเจริญไมตรีแบบโบราณ
แต่ต่อมาอีกระยะหนึ่ง หลังลงนามในสัญญาเบาว์ริงแล้ว หยุดส่ง ไม่ตอบ สาส์นมาจากจักรพรรดิจีนก็ไม่ตอบ ช่วงตอนนี้เมืองจีนเปลี่ยนจักรพรรดิถึง 3 องค์ ในเวลาเร็วมากเลย
พ่อค้าจีนเศรษฐีถวาย (เวหาศน์จำรูญ) ให้กับรัชกาลที่ 5 แต่ถึงตอนนั้น ไทยก็หาได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับจีนอย่างเป็นทางการไม่ แม้จีนจะขอตั้งสถานกงสุลในไทย ทางเราก็ไม่ยอมให้ตั้งเหมือนอย่างฝรั่ง (ความสัมพันธ์ไทยจีนอย่างเป็นทางการจะขาดหายไปเป็นเวลาถึง 90 กว่าปี กว่าจะมารื้อฟื้นกันก็หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือประมาณปี 2489 แล้ว และก็เป็นความสัมพันธ์กับจีนคณะชาติ (เจียงไคเช็ค) ที่เกาะไต้หวันเสียมากกว่า กว่าจะสัมพันธ์กับจีน (แผ่นดินใหญ่) ก็สมัยเหมา เจ๋อตุง ปี 2518 รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นั่นแหละ)
ตอนนี้ไม่มีความสัมพันธ์เป็นทางการระหว่างรัฐต่อรัฐ สถานกงสุลก็ไม่มี รัฐบาลจีนอยากตั้งแต่ไม่ให้ตั้ง ฝรั่งตั้งแต่จีนไม่ได้ตั้ง เราตั้งของเราที่ฮ่องกง สยามแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ตั้งสถานกงสุลที่ฮ่องกง ถือว่าตั้งในแดนฝรั่ง โลกเปลี่ยนไปหมด
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
