bg-single

ระบบทรัมป์กับระบบทุนนิยม ใครมีอนาคตกว่ากัน

21.07.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ระบบทรัมป์กับระบบทุนนิยม

ใครมีอนาคตกว่ากัน

ฟังข่าวทุกวันนี้ แทบทุกคนคงคิดเหมือนผมว่าดูเหมือนมีข่าวเดียวที่ยึดครองพื้นที่และสุ้มเสียงของข่าวเพียงคนเดียวคือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหปาลีรัฐอเมริกา

และประเด็นข่าวของเขาก็มีเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้คนทั้งโลกต้องติดตามและถกเถียงถึงมันอย่างไม่ตกฟาก เพราะจนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่านโยบายเรื่องนั้นคืออะไรแน่ๆ นั่นคือปัญหาเรื่องที่เรียกว่า “สงครามภาษีนำเข้า” หรือ “สงครามการค้า”

ปมเงื่อนของวิวาทะในปัญหาภาษีนี้อยู่ที่การสร้างมูลค่าของการผลิตให้แก่ประเทศ สิ่งที่ทรัมป์ต้องการคือลดหรือยุติการขาดดุลการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย (แปลกใจเหมือนกัน) วิธีการของทรัมป์ที่ต่างจากผู้นำประเทศที่มีแสนยานุภาพ ได้แก่ การที่เขาทำก่อนคิดอย่างรอบคอบ แล้วแก้ใหม่ แก้อีก แล้วเสนอความคิดใหม่อีก ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผลตามที่เขาต้องการ

มีคนสรุปว่านับจากวันที่เขาประกาศ “ปลดปล่อยสหรัฐอเมริกา” จากการเสียภาษีให้แก่ประเทศอื่นๆ อย่างไม่เป็นธรรมเป็นต้นมา (ต้นเดือนเมษายน) โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปลี่ยนใจและปรับแก้ประกาศภาษีของเขารวมแล้ว 29 ครั้ง

จนทำให้เขาได้รับฉายาจากนักเล่นหุ้นวอลล์สตรีต ว่า TACO อันเป็นอาหารดังเม็กซิกันในสหรัฐอเมริกา

แต่พอถอดรหัสออกมาทำให้ทรัมป์โกรธหัวเสียมาก เพราะมันย่อมาจาก Trump Are Chicken Out หรือทรัมป์ปอดแหกนั่นเอง

ทรัมป์เริ่มต้นด้วยการประกาศนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าด้วยการจัดอันดับเรียงกระดานออกมาว่ามีประเทศอะไรบ้าง แล้วเขาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทั้งกระดานจากร้อยละ 10 เป็น 30 50 และเกิน 100 ในกรณีของประเทศจีน

ซึ่งตอบโต้การขึ้นภาษีของเขานับแต่วันแรก หลังจากตลาดหุ้นนิวยอร์กและตลาดการเงินโลกพากันร่างระนาว

เขากลับใจทันทีด้วยการประกาศระงับการบังคับใช้นโยบายภาษีโหดลงไปก่อนอีก 90 วัน จากนั้นก็มีการปล่อยข่าวว่าจะมีการเจรจาการค้าเรียบร้อย 90 รายใน 90 วัน

แต่จนถึงวันนี้ (14 กรกฎาคม 2568) มีแค่สองประเทศคือสหภาพยุโรปและเวียดนามที่บอกว่ามีการตกลงระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีการลงนามในเอกสารอะไร กรณีเวียดนาม แม้ทางการสหรัฐประกาศว่าตกลงแล้ว แต่เวียดนามเองก็ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการโดยเฉพาะในรายละเอียดของข้อตกลง ซึ่งยังไม่แน่นอนว่ามีอะไรบ้าง

แหล่งข่าวบอกว่าทรัมป์ไม่สนใจในรายละเอียด เขาต้องการแค่ผลลัพธ์ของการเจรจาว่ายอมตามที่เขาต้องการหรือไม่ คือให้เสียภาษีศุลกากรให้แก่สหรัฐอเมริกาตามที่ต้องการ อย่างอื่นไม่ต้องมาเสียเวลาเจรจา

ทำให้ในที่สุดแล้วจึงยังไม่มีการเจรจาการค้าใดๆ สำเร็จเลยสักราย

ผมขอผ่านประเด็นการโต้แย้งในปัญหาภาษีว่าจะเอาอะไรไปแลก เพื่อจะได้ไม่เสียเปรียบสหรัฐอเมริกาเกินไป อย่างที่ทีมไทยแลนด์กำลังหาทางพลิกสถานการณ์กันอยู่หลังจากได้รับจดหมาย (ไม่น่ารัก) ว่าสหรัฐอเมริกาจะเก็บภาษีไทยในอัตราร้อยละ 36 ซึ่งจัดว่าอยู่ในอันดับสูงของโลกและมากกว่าเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยกัน

หากวิธีการและความต้องการของทรัมป์คือการหารายได้จากภาษีนำเข้าเพื่อมาลดค่าใช้จ่ายในงบประมาณที่พุ่งขึ้นสูง

หมายความว่าการขึ้นภาษีไม่ใช่ปัญหาการค้าธรรมดา หากแต่จริงๆ แล้วเป็นปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง และของทรัมป์และพรรคพวกเป็นการเฉพาะ

ผมมองอย่างง่ายๆ ว่า หากเอาจุดยืนและผลประโยชน์ของทรัมป์เป็นที่ตั้ง ศึกการค้าและภาษีครั้งนี้เป็นสงครามที่ยากเย็นและยุ่งเหยิงสำหรับคู่ต่อสู้ของทรัมป์อย่างไม่เคยเกิดมาก่อน

เขาเอาจุดได้เปรียบของสหรัฐอเมริกา นั่นคือ การเป็นตลาดที่รองรับและบริโภคสินค้ามากที่สุดในโลก เป็นเงินถึง 18.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลขปี 2023) มากกว่าจีนเท่าตัว (7 ล้านล้าน) และไทย 296.99 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น ไม่ว่าใครที่อยากผลิตสินค้าและขายได้ดีก็ต้องส่งไปตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับแรก

ตรงนี้เองที่ทรัมป์ในฐานะของนายทุนที่เชี่ยวชาญการตลาดและการต่อรองเพื่อกำไรสูงสุดมาทั้งชีวิตจึงได้ใช้วิชาซึ่งแต่ก่อนมองว่าเป็นของคนไม่มีสกุลรุนชาติ เป็นสิบพ่อค้าหรือจะเท่าพระยาเลี้ยง บัดนี้ทรัมป์ได้ทำให้คติคุณธรรมของผู้ปกครองเปลี่ยนอย่างหน้ามือเป็นหลังตีนไปเลย เลิกพูดภาษาการทูตและลัทธิเสรีนิยมมนุษยธรรมและสิทธิเสมอภาคอะไรกันอีกต่อไป

ไม่มีสัมพันธภาพอันดีงามแต่ในอดีตอันยาวไกลระหว่างประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ๊กสัน กับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ อับราแฮม ลินคอล์น กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ

สิ่งที่เหลือบัดนี้คือเงิน เงิน และเงิน

แต่อย่าเพิ่งก่นด่าและถล่มทรัมป์อย่างสาดเสียเทเสียเหมือนคนหลายคนที่ผมรู้จักทั้งในไทยและสหรัฐอเมริกา

ความที่ผมเชื่อในวิธีการทางประวัติศาสตร์ว่าต้องทำให้หลักฐานน่าเชื่อถือที่สุดก่อนจะลงมติวินิจฉัยเรื่องและคนว่าคืออะไร ผมจำต้องฟังและตามดูข่าวและการแสดงความเห็นของสาวก ผู้สนับสนุนและที่ปรึกษา รวมถึงนายทุนผู้อยู่เบื้องหลังเขาให้ได้มากเท่าที่จะทนฟังได้ เพื่อความถูกต้องของข้อมูล

แม้โดยส่วนตัวเท่าที่ฟังมา ผมให้คะแนนเกือบผ่านเสียเป็นส่วนใหญ่

แต่สิ่งที่ได้มาคือการที่ต้องตั้งคำถามต่อไปว่า ทำไมและด้วยเหตุผลกลใดทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยทั้งมีฐานะและการศึกษา อาชีพไปถึงภูมิหลังที่แตกต่างกันและเพศสภาพ ยังพากันสดุดีและให้การตอบรับต่อนโยบายภาษีและอื่นๆ ของทรัมป์อยู่จนถึงขณะนี้

หลายคนรอวันเลือกตั้งกลางเทอมในปีหน้า แน่นอนฝ่ายพรรครีพับลิกันและคนสนับสนุนทรัมป์ก็ยิ่งเชียร์ให้เขาลุยต่อไปเพื่อหวังผลในคะแนนเลือกตั้งว่าจะแลนด์สไลด์อีก

ผมประมวลเรื่องราวและความเป็นมาของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอเมริกันออกมาว่า ในทางทฤษฎีมันเป็นปัญหาในวิกฤตของระบบทุนนิยม ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกานับได้ว่าเป็นประเทศที่ได้รับอานิสงส์และใช้ระบบการผลิตทุนนิยมในการก่อร่างสร้างประเทศจากอาณานิคมของอังกฤษจนเป็นสาธารณรัฐเอกราชของชนชั้นกลางเป็นประเทศแรกในโลก

จากนั้นมาสหรัฐอเมริกาก็เริ่มพัฒนาและยกระดับการผลิตระบบทุนนิยมให้เติบใหญ่และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นมาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐก้าวขึ้นมาแซงหน้ายุโรปที่เคยเป็นเจ้ามหาอำนาจโลกก่อนนี้ลงได้

พร้อมกับการสถาปนาอำนาจทางทหารและการเมืองที่สอดคล้องและใช้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมอย่างเต็มที่

ตัวอย่างเล็กๆ ของสยามที่อธิบายปรากฏการณ์สมัยนั้นได้อย่างดี คือการรับความช่วยเหลือทางทหารและต่อมาทางเศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม นั่นคือ การขยายตัวของเศรษฐกิจการเมืองของสหรัฐโดยใช้ไทยและประเทศในแนวยุทธศาสตร์ต้านลัทธิคอมมิวนิสต์จากสหภาพโซเวียตและจีนเป็นปัจจัยประกอบของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

ผลลัพธ์คือไทยไม่เป็นคอมมิวนิสต์แต่ก็ไม่อาจเป็นประชาธิปไตยของประชาชนได้เช่นกัน

อำนาจรัฐไทยค่อยๆ ตกไปอยู่ในกำมือของผู้นำทหารและจารีต ทั้งหมดเป็นการสนองความต้องการที่ไม่ได้ประกาศของรัฐบาลอเมริกัน

ที่น่าตลกคือวิกฤตทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาว่าไปแล้วส่วนไม่น้อยมาจากการยุติสงครามเย็นระหว่างโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ ยิ่งหลังการพังทลายของสหภาพโซเวียตและการสร้างสี่ทันสมัยของจีนภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยวผิง จนมาถึงการเปิดประเทศเข้าสู่ตลาดโลก ในที่สุดทำให้การพัฒนาสำคัญของระบบทุนคือเทคโนโลยีสามารถยกระดับก้าวข้ามอุปสรรคกีดขวางนานาประการ จนกระทั่งมาถึงยุคของทุนดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ทำให้ตลาดการบริโภคใหญ่สุดในสหรัฐกลายมาเป็นภาคบริการทั้งหลาย ทั้งการแพทย์ สาธารณสุข การศึกษา บันเทิง ฯลฯ

ในขณะที่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำขาดทุนไม่อาจแข่งขันสู้กับบริษัทต่างชาติที่ต้นทุนถูกว่าได้ เขตรัสต์เบลต์ในมิดเวสต์ที่เคยเป็นฐานโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นธงนำของการผลิตในสหรัฐอเมริกาเริ่มสั่นคลอนและทยอยปิดตัวไป จนบัดนี้แทบไม่เหลือฐานนั้นอีกต่อไป

คนงานผิวขาวอเมริกันตกงานและหางานได้ยาก คนที่พอมีงานเก่าทำก็อยู่ไม่ได้นานเพราะภาคบริการขึ้นมาเบียดขับ คนที่เรียนจบระดับอุดมศึกษาก็ตกงานหรือหางานทำยากเพราะภาคดิจิทัลต้องการความชำนาญอีกอย่างที่พวกนั้นไม่ได้เรียนมา

และนี่คือฐานรองรับการประกาศขึ้นภาษีโหดและนโยบายที่จะบีบบังคับทั้งทางตรงและอ้อม ให้บรรษัทอเมริกันที่ไปลงทุนในต่างประเทศต้องพิจารณาย้ายฐานการผลิตกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนต่อไป

และทั้งหมดนี้คือเหตุผลและความเชื่อของคนอเมริกันที่หนุนทรัมป์ว่าเขาจะนำสหรัฐอเมริกาเก่าให้กลับมาสู่ความรุ่งโรจน์อีกวาระหนึ่ง ด้วยวิธีการที่ไม่เคารพกติกาและกฎเกณฑ์ที่สหรัฐอเมริกาเสียเปรียบอีกต่อไป อย่าลืมว่าทรัมป์ทำได้เพราะตลาดบริโภคสหรัฐอเมริกาใหญ่โตและรองรับสินค้าได้อย่างไม่สิ้นสุด

คำถามคือวิธีการและอุดมการณ์แบบทรัมป์จะสามารถแก้วิกฤตระบบทุนนิยมได้อย่างจริงจังหรือ (ยังมีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จริงลวง จริงแท้ ศรีบูรพา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไทยใหม่ ศรีกรุง
สงครามตลอดกาล! ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา
3 คนไทย ในบอลโลก
นับถอยหลัง เข้าสู่โลกยุคไร้แผ่นเกม
E-DUANG | เมื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า ขยับ คือ สัญญะ อันเป็น สัญญาณ
สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก