ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ระบบทรัมป์กับระบบทุนนิยม
ใครมีอนาคตกว่ากัน
ฟังข่าวทุกวันนี้ แทบทุกคนคงคิดเหมือนผมว่าดูเหมือนมีข่าวเดียวที่ยึดครองพื้นที่และสุ้มเสียงของข่าวเพียงคนเดียวคือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหปาลีรัฐอเมริกา
และประเด็นข่าวของเขาก็มีเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้คนทั้งโลกต้องติดตามและถกเถียงถึงมันอย่างไม่ตกฟาก เพราะจนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่านโยบายเรื่องนั้นคืออะไรแน่ๆ นั่นคือปัญหาเรื่องที่เรียกว่า “สงครามภาษีนำเข้า” หรือ “สงครามการค้า”
ปมเงื่อนของวิวาทะในปัญหาภาษีนี้อยู่ที่การสร้างมูลค่าของการผลิตให้แก่ประเทศ สิ่งที่ทรัมป์ต้องการคือลดหรือยุติการขาดดุลการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย (แปลกใจเหมือนกัน) วิธีการของทรัมป์ที่ต่างจากผู้นำประเทศที่มีแสนยานุภาพ ได้แก่ การที่เขาทำก่อนคิดอย่างรอบคอบ แล้วแก้ใหม่ แก้อีก แล้วเสนอความคิดใหม่อีก ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผลตามที่เขาต้องการ
มีคนสรุปว่านับจากวันที่เขาประกาศ “ปลดปล่อยสหรัฐอเมริกา” จากการเสียภาษีให้แก่ประเทศอื่นๆ อย่างไม่เป็นธรรมเป็นต้นมา (ต้นเดือนเมษายน) โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปลี่ยนใจและปรับแก้ประกาศภาษีของเขารวมแล้ว 29 ครั้ง
จนทำให้เขาได้รับฉายาจากนักเล่นหุ้นวอลล์สตรีต ว่า TACO อันเป็นอาหารดังเม็กซิกันในสหรัฐอเมริกา
แต่พอถอดรหัสออกมาทำให้ทรัมป์โกรธหัวเสียมาก เพราะมันย่อมาจาก Trump Are Chicken Out หรือทรัมป์ปอดแหกนั่นเอง

ทรัมป์เริ่มต้นด้วยการประกาศนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าด้วยการจัดอันดับเรียงกระดานออกมาว่ามีประเทศอะไรบ้าง แล้วเขาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทั้งกระดานจากร้อยละ 10 เป็น 30 50 และเกิน 100 ในกรณีของประเทศจีน
ซึ่งตอบโต้การขึ้นภาษีของเขานับแต่วันแรก หลังจากตลาดหุ้นนิวยอร์กและตลาดการเงินโลกพากันร่างระนาว
เขากลับใจทันทีด้วยการประกาศระงับการบังคับใช้นโยบายภาษีโหดลงไปก่อนอีก 90 วัน จากนั้นก็มีการปล่อยข่าวว่าจะมีการเจรจาการค้าเรียบร้อย 90 รายใน 90 วัน
แต่จนถึงวันนี้ (14 กรกฎาคม 2568) มีแค่สองประเทศคือสหภาพยุโรปและเวียดนามที่บอกว่ามีการตกลงระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีการลงนามในเอกสารอะไร กรณีเวียดนาม แม้ทางการสหรัฐประกาศว่าตกลงแล้ว แต่เวียดนามเองก็ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการโดยเฉพาะในรายละเอียดของข้อตกลง ซึ่งยังไม่แน่นอนว่ามีอะไรบ้าง
แหล่งข่าวบอกว่าทรัมป์ไม่สนใจในรายละเอียด เขาต้องการแค่ผลลัพธ์ของการเจรจาว่ายอมตามที่เขาต้องการหรือไม่ คือให้เสียภาษีศุลกากรให้แก่สหรัฐอเมริกาตามที่ต้องการ อย่างอื่นไม่ต้องมาเสียเวลาเจรจา
ทำให้ในที่สุดแล้วจึงยังไม่มีการเจรจาการค้าใดๆ สำเร็จเลยสักราย
ผมขอผ่านประเด็นการโต้แย้งในปัญหาภาษีว่าจะเอาอะไรไปแลก เพื่อจะได้ไม่เสียเปรียบสหรัฐอเมริกาเกินไป อย่างที่ทีมไทยแลนด์กำลังหาทางพลิกสถานการณ์กันอยู่หลังจากได้รับจดหมาย (ไม่น่ารัก) ว่าสหรัฐอเมริกาจะเก็บภาษีไทยในอัตราร้อยละ 36 ซึ่งจัดว่าอยู่ในอันดับสูงของโลกและมากกว่าเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยกัน
หากวิธีการและความต้องการของทรัมป์คือการหารายได้จากภาษีนำเข้าเพื่อมาลดค่าใช้จ่ายในงบประมาณที่พุ่งขึ้นสูง
หมายความว่าการขึ้นภาษีไม่ใช่ปัญหาการค้าธรรมดา หากแต่จริงๆ แล้วเป็นปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง และของทรัมป์และพรรคพวกเป็นการเฉพาะ
ผมมองอย่างง่ายๆ ว่า หากเอาจุดยืนและผลประโยชน์ของทรัมป์เป็นที่ตั้ง ศึกการค้าและภาษีครั้งนี้เป็นสงครามที่ยากเย็นและยุ่งเหยิงสำหรับคู่ต่อสู้ของทรัมป์อย่างไม่เคยเกิดมาก่อน
เขาเอาจุดได้เปรียบของสหรัฐอเมริกา นั่นคือ การเป็นตลาดที่รองรับและบริโภคสินค้ามากที่สุดในโลก เป็นเงินถึง 18.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลขปี 2023) มากกว่าจีนเท่าตัว (7 ล้านล้าน) และไทย 296.99 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น ไม่ว่าใครที่อยากผลิตสินค้าและขายได้ดีก็ต้องส่งไปตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับแรก
ตรงนี้เองที่ทรัมป์ในฐานะของนายทุนที่เชี่ยวชาญการตลาดและการต่อรองเพื่อกำไรสูงสุดมาทั้งชีวิตจึงได้ใช้วิชาซึ่งแต่ก่อนมองว่าเป็นของคนไม่มีสกุลรุนชาติ เป็นสิบพ่อค้าหรือจะเท่าพระยาเลี้ยง บัดนี้ทรัมป์ได้ทำให้คติคุณธรรมของผู้ปกครองเปลี่ยนอย่างหน้ามือเป็นหลังตีนไปเลย เลิกพูดภาษาการทูตและลัทธิเสรีนิยมมนุษยธรรมและสิทธิเสมอภาคอะไรกันอีกต่อไป
ไม่มีสัมพันธภาพอันดีงามแต่ในอดีตอันยาวไกลระหว่างประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ๊กสัน กับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ อับราแฮม ลินคอล์น กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
สิ่งที่เหลือบัดนี้คือเงิน เงิน และเงิน
แต่อย่าเพิ่งก่นด่าและถล่มทรัมป์อย่างสาดเสียเทเสียเหมือนคนหลายคนที่ผมรู้จักทั้งในไทยและสหรัฐอเมริกา
ความที่ผมเชื่อในวิธีการทางประวัติศาสตร์ว่าต้องทำให้หลักฐานน่าเชื่อถือที่สุดก่อนจะลงมติวินิจฉัยเรื่องและคนว่าคืออะไร ผมจำต้องฟังและตามดูข่าวและการแสดงความเห็นของสาวก ผู้สนับสนุนและที่ปรึกษา รวมถึงนายทุนผู้อยู่เบื้องหลังเขาให้ได้มากเท่าที่จะทนฟังได้ เพื่อความถูกต้องของข้อมูล
แม้โดยส่วนตัวเท่าที่ฟังมา ผมให้คะแนนเกือบผ่านเสียเป็นส่วนใหญ่
แต่สิ่งที่ได้มาคือการที่ต้องตั้งคำถามต่อไปว่า ทำไมและด้วยเหตุผลกลใดทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยทั้งมีฐานะและการศึกษา อาชีพไปถึงภูมิหลังที่แตกต่างกันและเพศสภาพ ยังพากันสดุดีและให้การตอบรับต่อนโยบายภาษีและอื่นๆ ของทรัมป์อยู่จนถึงขณะนี้
หลายคนรอวันเลือกตั้งกลางเทอมในปีหน้า แน่นอนฝ่ายพรรครีพับลิกันและคนสนับสนุนทรัมป์ก็ยิ่งเชียร์ให้เขาลุยต่อไปเพื่อหวังผลในคะแนนเลือกตั้งว่าจะแลนด์สไลด์อีก
ผมประมวลเรื่องราวและความเป็นมาของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอเมริกันออกมาว่า ในทางทฤษฎีมันเป็นปัญหาในวิกฤตของระบบทุนนิยม ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกานับได้ว่าเป็นประเทศที่ได้รับอานิสงส์และใช้ระบบการผลิตทุนนิยมในการก่อร่างสร้างประเทศจากอาณานิคมของอังกฤษจนเป็นสาธารณรัฐเอกราชของชนชั้นกลางเป็นประเทศแรกในโลก
จากนั้นมาสหรัฐอเมริกาก็เริ่มพัฒนาและยกระดับการผลิตระบบทุนนิยมให้เติบใหญ่และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นมาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐก้าวขึ้นมาแซงหน้ายุโรปที่เคยเป็นเจ้ามหาอำนาจโลกก่อนนี้ลงได้
พร้อมกับการสถาปนาอำนาจทางทหารและการเมืองที่สอดคล้องและใช้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมอย่างเต็มที่
ตัวอย่างเล็กๆ ของสยามที่อธิบายปรากฏการณ์สมัยนั้นได้อย่างดี คือการรับความช่วยเหลือทางทหารและต่อมาทางเศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม นั่นคือ การขยายตัวของเศรษฐกิจการเมืองของสหรัฐโดยใช้ไทยและประเทศในแนวยุทธศาสตร์ต้านลัทธิคอมมิวนิสต์จากสหภาพโซเวียตและจีนเป็นปัจจัยประกอบของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
ผลลัพธ์คือไทยไม่เป็นคอมมิวนิสต์แต่ก็ไม่อาจเป็นประชาธิปไตยของประชาชนได้เช่นกัน
อำนาจรัฐไทยค่อยๆ ตกไปอยู่ในกำมือของผู้นำทหารและจารีต ทั้งหมดเป็นการสนองความต้องการที่ไม่ได้ประกาศของรัฐบาลอเมริกัน
ที่น่าตลกคือวิกฤตทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาว่าไปแล้วส่วนไม่น้อยมาจากการยุติสงครามเย็นระหว่างโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ ยิ่งหลังการพังทลายของสหภาพโซเวียตและการสร้างสี่ทันสมัยของจีนภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยวผิง จนมาถึงการเปิดประเทศเข้าสู่ตลาดโลก ในที่สุดทำให้การพัฒนาสำคัญของระบบทุนคือเทคโนโลยีสามารถยกระดับก้าวข้ามอุปสรรคกีดขวางนานาประการ จนกระทั่งมาถึงยุคของทุนดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ทำให้ตลาดการบริโภคใหญ่สุดในสหรัฐกลายมาเป็นภาคบริการทั้งหลาย ทั้งการแพทย์ สาธารณสุข การศึกษา บันเทิง ฯลฯ
ในขณะที่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำขาดทุนไม่อาจแข่งขันสู้กับบริษัทต่างชาติที่ต้นทุนถูกว่าได้ เขตรัสต์เบลต์ในมิดเวสต์ที่เคยเป็นฐานโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นธงนำของการผลิตในสหรัฐอเมริกาเริ่มสั่นคลอนและทยอยปิดตัวไป จนบัดนี้แทบไม่เหลือฐานนั้นอีกต่อไป
คนงานผิวขาวอเมริกันตกงานและหางานได้ยาก คนที่พอมีงานเก่าทำก็อยู่ไม่ได้นานเพราะภาคบริการขึ้นมาเบียดขับ คนที่เรียนจบระดับอุดมศึกษาก็ตกงานหรือหางานทำยากเพราะภาคดิจิทัลต้องการความชำนาญอีกอย่างที่พวกนั้นไม่ได้เรียนมา
และนี่คือฐานรองรับการประกาศขึ้นภาษีโหดและนโยบายที่จะบีบบังคับทั้งทางตรงและอ้อม ให้บรรษัทอเมริกันที่ไปลงทุนในต่างประเทศต้องพิจารณาย้ายฐานการผลิตกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนต่อไป
และทั้งหมดนี้คือเหตุผลและความเชื่อของคนอเมริกันที่หนุนทรัมป์ว่าเขาจะนำสหรัฐอเมริกาเก่าให้กลับมาสู่ความรุ่งโรจน์อีกวาระหนึ่ง ด้วยวิธีการที่ไม่เคารพกติกาและกฎเกณฑ์ที่สหรัฐอเมริกาเสียเปรียบอีกต่อไป อย่าลืมว่าทรัมป์ทำได้เพราะตลาดบริโภคสหรัฐอเมริกาใหญ่โตและรองรับสินค้าได้อย่างไม่สิ้นสุด
คำถามคือวิธีการและอุดมการณ์แบบทรัมป์จะสามารถแก้วิกฤตระบบทุนนิยมได้อย่างจริงจังหรือ (ยังมีต่อ)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
