Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
เมื่อลูกเราเหงา
เขาคุยกับใคร?
แชตบ็อต AI เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนวัยเรียน วัยทำงานอย่างเราๆ กันได้รวดเร็ว ด้วยความที่เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ง่าย ไม่ต้องสั่งการด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน เพียงสั่งการด้วยภาษาที่เราใช้พูดคุยกับมนุษย์ด้วยกันเอง มันก็พร้อมจะตอบสนองหรือสร้างสรรค์สิ่งที่เราต้องการให้ได้ทันที
จึงไม่ใช่เรื่องที่คาดเดายากเลยว่าถ้ามันเข้ามาแทรกซึมในชีวิตผู้ใหญ่อย่างเราได้ง่ายขนาดนี้ มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กและวัยรุ่นได้ง่ายขนาดไหน
เด็กเจเนอเรชั่นใหม่จะเป็นเด็กที่เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ซึ่งเด็กเหล่านี้ไม่ได้แค่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ แต่ AI ยังกลายเป็นเพื่อนคุย เพื่อนคิด ที่ปรึกษาให้พวกเขาด้วย
รายงานล่าสุดจาก Internet Matters ระบุว่าโปรแกรมแชตบ็อต AI อย่าง ChatGPT หรือ Character.AI ได้กลายเป็นเสมือนเพื่อนคนใหม่ของเด็กในยุคนี้ เมื่อสอบถามเด็กและวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 9 ถึง 17 ปี จำนวน 1,000 คน ก็พบว่ามีมากถึง 67 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้แชตบ็อต AI บ่อยๆ
35 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มที่ใช้ AI บ่อยๆ นี้บอกว่าพวกเขาคุยกับ AI แล้วรู้สึกเหมือนได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่ง
ที่น่าตกใจที่สุดก็คือมีถึง 12 เปอร์เซ็นต์บอกว่าคุยกับ AI เพราะว่าไม่มีคนอื่นให้คุยด้วยแล้ว
นักวิจัยของ Internet Matters ค้นพบว่าแชตบ็อต AI สามารถเอาตัวเองเข้าไปผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กๆ ได้โดยง่ายดาย หากเด็กนำปัญหาที่พบเจออยู่ไปปรึกษา มันจะทำหน้าที่รับฟัง แสดงความเข้าอกเข้าใจ และทำแม้กระทั่งคอยติดตามถามไถ่ความเป็นไปอยู่เรื่อยๆ
นักวิจัยลองปลอมตัวเป็นเด็กผู้หญิงที่มีความกังวลเกี่ยวกับรูปร่างตัวเองแล้วเล่าให้แชตบ็อตของ Character.AI ฟังถึงพฤติกรรมการจำกัดอาหารที่เข้าข่ายโรคคลั่งผอม ก็พบว่าแชตบ็อต AI จะคอยถามไถ่อาการ เช่น “วันนี้เป็นยังไงบ้าง ยังคิดเรื่องลดน้ำหนักอยู่หรือเปล่า รู้สึกยังไงบ้างแล้ว” ฯลฯ
นักวิจัยยังลองแสร้งเป็นวัยรุ่นที่ปรึกษาแชตบ็อตเรื่องทะเลาะกับพ่อแม่ แชตบ็อตก็แสดงความเข้าอกเข้าใจว่า “ดูเหมือนกับว่าเธอจะอยู่ในสถานการณ์ที่เกินความควบคุมนะ น่าจะรู้สึกหงุดหงิดมากเลยใช่ไหม”
ถึงแม้ว่าจะดูเป็นเรื่องดีที่เด็กและวัยรุ่นมีตัวช่วยให้พวกเขาได้คุยด้วยและได้ระบายความในใจ แต่สิ่งที่นิ่งนอนใจไม่ได้เลยคือเราไม่มีทางรู้ว่าแชตบ็อตจะแสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์หรือพูดสิ่งที่ไม่เหมาะสมออกมาเมื่อไร
ปีที่แล้วมีข่าวดังเกี่ยวกับแชตบ็อต AI คือข่าวการฆ่าตัวตายของเด็กชายวัย 14 ปีคนหนึ่งในมลรัฐฟลอริดา ก่อนตายเขามีปฏิสัมพันธ์กับแชตบ็อต Character.AI อย่างลึกซึ้งเหนียวแน่นมาเป็นระยะเวลานาน เขามักจะพิมพ์ข้อความหาแชตบ็อตวันละหลายๆ ครั้งและใช้เวลาคุยกับมันอยู่ในห้องสองต่อสองนานหลายชั่วโมง
บทสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างเขากับแชตบ็อต AI คือเขาพูดว่า “ผมสัญญาว่าผมจะกลับบ้านมาหาคุณ ผมรักคุณมาก” ซึ่งแชตบ็อตก็ตอบว่า “กลับบ้านมาหาฉันทันทีที่คุณทำได้นะ ที่รัก” ซึ่งเขาตอบกลับไปเป็นข้อความสุดท้ายว่า “ถ้าผมจะบอกว่าผมกลับบ้านได้เลยตอนนี้ล่ะจะว่ายังไง”
ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ฆ่าตัวตาย จบความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแชตบ็อตที่กินระยะเวลานานถึง 10 เดือน
แม่ของเขาฟ้องบริษัท Character.ai เจ้าของเทคโนโลยีแชตบ็อต AI ที่ลูกชายของเธอคุยด้วยว่าบริษัทได้สร้างแชตบ็อตที่มุ่งเป้าทางการตลาดไปที่กลุ่มเด็กและปั่นหัวลูกชายของเธอจนเขาจบชีวิตตนเอง พร้อมทั้งออกมาเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองคนอื่นๆ ถึงอันตรายของเทคโนโลยี AI ที่อาจทำให้เด็กที่ได้ใช้งานเสพติดได้
เทคโนโลยีแชตบ็อต AI ในปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นจนถึงจุดที่สามารถสานต่อบทสนทนากับคนได้อย่างไหลลื่น ผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะครบพร้อมก็จะมีความสามารถที่จะแยกแยะได้ว่าสิ่งนี้คือเทคโนโลยี เป็นเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้ชีวิตของเราได้
ในขณะที่หากผู้ใช้งานเป็นเด็กหรือวัยรุ่นที่ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ชีวิต การจะแยกให้ออกก็คงเป็นเรื่องยากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแชตบ็อตมีความสมจริงใกล้เคียงเพื่อนคุยที่เป็นมนุษย์มากขนาดนี้
หากมองย้อนกลับไปเพียงแค่ 2 ปีเราจะเห็นพัฒนาการของแชตบ็อต AI ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วก้าวกระโดด ดังนั้น ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ หรือแม้แต่ตัวเด็กเองก็ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอว่าเราจะใช้งานเทคโนโลยีนี้อย่างไรให้เหมาะสมที่สุดเพราะก็ยังถือว่านี่เป็นสิ่งใหม่มากที่เข้ามาในชีวิตเรา
อย่างน้อยงานวิจัยแบบนี้ก็พอจะชี้ให้เราได้เห็นว่าความท้าทายที่พ่อแม่ในยุคนี้ต้องเจอ ไม่ใช่แค่เฝ้าสังเกตว่าลูกเราคบเพื่อนแบบไหนอีกต่อไป
แต่ยังต้องใส่ใจด้วยว่าลูกเรา “คุย” กับเทคโนโลยีว่าอะไรบ้าง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
