bg-single

‘เตช-สุทธิชัย’ แลไปข้างหน้า สายสัมพันธ์ ‘ไทย-จีน-โลก’

21.07.2025

เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

‘เตช-สุทธิชัย’ แลไปข้างหน้า

สายสัมพันธ์ ‘ไทย-จีน-โลก’

นอกจากอดีตนายกรัฐมนตรี “อานันท์ ปันยารชุน” แล้ว สารคดีชุด “50 ปี ไทย-จีน ประวัติศาสตร์การทูตเปลี่ยนอนาคต” ยังได้สัมภาษณ์บุคคลสำคัญจากแวดวงการทูตและสื่อมวลชนที่เคยร่วมมีบทบาทในการเปิดความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี 2518 อีกสองคน

นั่นคือ “เตช บุนนาค” อดีตปลัดและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ “สุทธิชัย หยุ่น” สื่อมวลชนอาวุโส

ทั้งนี้ สารคดี/บทสัมภาษณ์พิเศษดังกล่าว ซึ่งมีเนื้อหาหลักที่มุ่งย้อนรำลึกประวัติศาสตร์เมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ยังได้ชวนทั้งสองท่าน “แลไปข้างหน้า” ถึงความสัมพันธ์ในอนาคตระหว่างไทย จีน และการเมืองโลก ดังที่ท่านทูตเตชวิเคราะห์เอาไว้ว่า

“(ยุคปลายสงครามเย็น) จีนเขาต้องการที่จะปรับความสัมพันธ์กับทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะอย่างที่ผมได้เรียน คือว่าเขาก็มีปัญหา เขาก็ต้องการมิตร ในขณะที่เขาถูกคุกคามโดยสหภาพโซเวียต

“แต่ตอนนี้โลกก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สหภาพโซเวียตก็ล่มสลายไปแล้ว เหลือรัสเซีย แล้วขณะนี้ (ต้นเดือนพฤษภาคม 2568) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ยังอยู่ที่มอสโก เพื่อร่วมฉลองชัยชนะของรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่สอง ทุกอย่างในโลกก็ไม่มีอะไรที่แน่นอน ตอนนี้จีนกับรัสเซียก็เป็นพันธมิตรกันอย่างแน่นแฟ้น

“แน่นอน ทุกๆ ประเทศจะต้องดูแลรักษาผลประโยชน์ แล้วก็ความอยู่รอดของตน ในขณะที่มีการแข่งขันกัน คุกคามกันอย่างรุนแรง”

ขณะที่สุทธิชัยก็เชื่อว่า รัฐไทยยุคปัจจุบันยังต้องเผชิญหน้ากับโจทย์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ท้าทายไม่แพ้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว

“ระดับนโยบายของไทยเรามาจากเทคโนแครต ข้าราชการ เยอะมาก เพราะข้าราชการประจำที่มีฝีมือของเรานี่มีสูง ทุกวันนี้ผมก็เชื่อว่ามีสูง แล้วเขาทำการบ้าน วิเคราะห์สถานการณ์ที่เอาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก และก็เอาตุ๊กตาต่างๆ มาวางดูว่าเป็นอย่างไร

“ถ้าเราโชคดี ก็คือระดับหัวหน้าของทีมข้าราชการกับระดับการเมืองนั้นมีความสัมพันธ์ทางด้านการทำงานที่สอดคล้องต้องกัน นักการเมืองที่วางนโยบายเชื่อและเข้าใจในสิ่งที่ฝ่ายประจำทำ ฝ่ายประจำซื่อสัตย์เป็นมืออาชีพ และสิ่งที่เสนอไปอธิบายได้เป็นฉากๆ

“แน่นอน มันไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเราเป็นนักการเมือง ฝ่ายประจำเสนอ (นโยบาย) มา เราจะถามว่าคุณชัวร์นะ ก็ไม่ได้แปลว่าทางฝ่ายข้าราชการจะบอกว่าแน่นอน ไม่ มันมีความเสี่ยงอย่างนี้นะครับ แต่ความเสี่ยงมากน้อยเรารู้

“มันอยู่ที่โครงสร้างการบริหารประเทศ วันนี้จึงเป็นบทเรียน ผมคิดว่า 2518 ไทยเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ความท้าทายเป็นอย่างไร วันนี้ก็กลับมาเยือนเราอีกรอบหนึ่ง โจทย์เปลี่ยน แต่ความท้าทายไม่แพ้สมัยนั้น”

เกร็ดอดีต 2 มุม

เมื่อ ‘คิสซิงเจอร์’ เยือนไทย

บินไปปากีสถาน ก่อนลอบเข้าจีน

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการเมืองโลกยุคปลายสงครามเย็น ก็คือ การที่ “เฮนรี คิสซิงเจอร์” ลอบเดินทางลับเข้าปักกิ่งเมื่อปี 2514 อันจะนำไปสู่การเดินทางเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของ “ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน” ในเวลาต่อมา

หลายคนอาจไม่ทราบว่า ก่อนเดินทางเข้าปักกิ่ง คิสซิงเจอร์ได้แวะเข้ามาปฏิบัติภารกิจบางอย่างที่กรุงเทพฯ ดังที่เตชบอกเล่าว่า

“ตอนนั้น ผมยังไม่ได้ทำเรื่องจีนเลย ผมยังอยู่ที่กรมสารนิเทศ แล้วก็โดยบังเอิญ นายเฮนรี คิสซิงเจอร์ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของประธานาธิบดีนิกสัน เดินทางผ่านกรุงเทพฯ ก่อนหน้านั้น เขาไปแวะที่ไซ่ง่อนมาก่อน ท่านทูตสหรัฐประจำประเทศไทยก็ได้เชิญผม ซึ่งเป็นเด็กมากไปร่วมรับประทานอาหารเช้ากับคิสซิงเจอร์ด้วย

“มีผู้ใหญ่อีกหลายคนไปร่วมด้วย มีคุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ มีหัวหน้ากองในกรมสารนิเทศ คุณนิสสัย เวชชาชีวะ ไปร่วมรับประทานอาหารเช้ากับเฮนรี คิสซิงเจอร์ ก็มีการคุยกันทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม

“คิสซิงเจอร์ก็ปรารภขึ้นมาว่า แล้ววิธีที่จะยุติสงครามเวียดนามอยู่ที่ไหน? คุณสุลักษณ์ก็ตอบออกมาบอกว่า กุญแจที่จะแก้ไขปัญหาสงครามเวียดนามอยู่ที่จีน ผมยังจำได้ดีว่าเฮนรี คิสซิงเจอร์ ก็อึ้งไป แล้วเปลี่ยนเรื่องการสนทนาไปเป็นเรื่องอื่น

“ตอนนั้นเรายังไม่ทราบว่า ที่จริงแล้วคิสซิงเจอร์กำลังจะไปเยือนจีน โดยผ่านเข้าไปทางปากีสถาน ใช้เครื่องบินปากีสถานเข้าไปในเมืองจีน ผู้ที่ติดตามเฮนรี คิสซิงเจอร์ มาเมืองไทย ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญจีนทั้งนั้น

“เรามาทราบทีหลัง หลังจากที่เขากลับไปสหรัฐ แล้วก็ออกข่าวว่า พอคิสซิงเจอร์ไปถึงปากีสถาน อิสลามาบัด ก็นัยว่าป่วย เขา (ทางการปากีสถาน) ก็พาไปพักแถวแคชเมียร์ ไม่ต้องการให้ใครมาเยี่ยมหลายวัน แต่ที่จริงแล้วเขาบินตรงเข้าปักกิ่ง”

สอดคล้องกับเรื่องเล่าเปี่ยมสีสันของสุทธิชัยที่ระบุว่า

“ผมเนี่ยนั่งอยู่ที่โรงแรมเอราวัณสมัยนั้น ที่ข้าราชการ นักการทูต ถ้ามากรุงเทพฯ ต้องผ่านไปที่นั่น ค่ำหนึ่ง ผมนั่งกินข้าวกับเพื่อน ก็มีคนมากระซิบบอก เมื่อกี๊ เฮนรี คิสซิงเจอร์ เช็กอิน มันเกิดอะไรขึ้น?

“ผมตามข่าวอยู่ คิสซิงเจอร์กำลังเดินทางไปประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วบอกว่าเกิดอาการปวดท้อง และก็จะไม่อยู่ 2-3 วัน ตอนนั้นก็ไม่มีใครสงสัยอะไร แต่เอ๊ะ ทำไมโผล่มากรุงเทพฯ?

“แล้วดูเหมือนแกจะนัดพบหลายท่าน ปัญญาชนคนไทยบ้าง นักการทูตไทยบ้าง กินข้าวเช้าที่สถานทูตอเมริกัน ก่อนออกจากสนามบินไทยไปปากีสถาน ไปนั่งเครื่องบินแอบเข้าเมืองจีนโดยไม่มีใครรู้ อ๋อ เส้นทางสู่สันติภาพผ่านไทยเหมือนกัน

“ฉะนั้น ถ้าย้อนกลับไปจะมีร่องรอยของการที่เขามาซาวเสียงว่า ในกรณีที่ถ้าอเมริกากับจีนจะคุยกัน เราคิดอย่างไร? รัฐบาลไทยก็ไม่รู้นะ เพียงแต่นักการทูตอเมริกันสมัยนั้นจะซาวเสียงปัญญาชนไทยหรือคนที่มีประสบการณ์ แต่ก็ไม่บอกความจริงอะไรทั้งหมดหรอก คือหลอกล่อเพื่อจะรู้ว่าบรรยากาศอารมณ์เป็นอย่างไร”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’