bg-single

ภาพเขียนสี กับปกรณัมเรื่องผีบรรพชนของชนชาวอะบอริจินส์

20.07.2025

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ในช่วงเกือบศตวรรษที่ผ่านมานี้ มีคำอธิบายที่นิยมอยู่ในหมู่ผู้ศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะว่า “ภาพเขียนสี” (rock painting) ที่ปรากฏอยู่ตามถ้ำและเพิงผาต่างๆ ที่มนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์วาดขึ้นนั้น ถูกเขียนขึ้นใน “พิธีกรรม” เพื่อช่วยให้มีขวัญและกำลังใจในการล่าสัตว์

บางท่านยังอ้างด้วยว่า เป็นพิธีกรรมที่ “แม่มดหมอผี” ประกอบขึ้นมาเพื่อ “ฆ่า” สัตว์ร้ายในรูปเหล่านี้นี่แหละ

หากจะมองกันผ่านเลนส์อย่างนี้แล้ว บรรพชนของมนุษย์อย่างพวกเราคงจะคิดว่า ถ้าวาดรูปสัตว์เหล่านี้ให้ดูเหมือนจริงได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้ “พลังชีวิต” ของสัตว์ร้ายที่พวกเขากำลังจะออกล่านั้น ถูกโอนถ่ายมาไว้ที่ภาพเขียนสีได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อที่เมื่อถึงฤดูกาลล่าแล้ว พวกเขาก็จะได้เสี่ยงอันตรายน้อยลงอีกนิดเนื่องจากพลังชีวิตของสัตว์เหล่านี้น้อยลงไปอีกหน่อย เพราะได้ถูกแม่หมอนำพลังชีวิตบางส่วน หรืออาจจะทั้งหมด ไปผนึกเอาไว้ในภาพเขียนสีแล้วนั่นเอง

แม้ว่าคำอธิบายเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการวาดภาพเขียนสีข้างต้น จะเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของนักวิชาการที่ปะติดปะต่อเอาเองจากร่องรอยหลักฐานต่างๆ แถมบางท่านก็ถึงกับอ้างขึ้นมาอย่างลอยๆ ว่า มีร่องรอยของอาวุธอยู่บนตัวของภาพเขียนสีเหล่านั้น เหมือนเป็นพิธีฆ่าสัตว์เหล่านั้นไปแล้ว จนทำให้ดูขาดความน่าเชื่อถือไปอยู่บ้าง

แต่ถ้าจะว่ากันด้วยแนวความคิดหลักๆ แล้ว นี่ก็ไม่ใช่ข้อเสนอที่อ่อนยวบยาบเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็ยังมีความเชื่อในทำนองที่สามารถนำมาใช้เทียบเคียงกันได้อยู่บ้าง

ดังที่ปราชญ์ผู้ล่วงลับอย่างอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เคยเทียบเคียงความเชื่อเกี่ยวกับ “ภาพเหมือน” ที่ปรากฏอยู่ใน “การเล่นเงา” ของชาวเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย กับการสร้างชิ้นงานต่างๆ ในโลกโบราณ ซึ่งก็รวมไปถึงภาพเขียนสีต่างๆ ด้วย เอาไว้ในหลายวาระโอกาส

ชาวชวาเรียกการเชิดหนัง เล่นเงา ว่า “วาหยัง กุลิต” (wayang kulit)

คำว่า “วาหยัง” แปลตรงตัวว่า “เงา” ส่วนคำว่า “กุลิต” หมายถึง “หนัง” ซึ่งในที่นี้หมายถึง หนังควายที่ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับนำมาผลิตเป็นตัวหนัง ที่ใช้สำหรับเชิด เช่นเดียวกับ “หนังใหญ่” หรือ “หนังตะลุง” ของไทย หรือ “สะแบกธม” ของกัมพูชา

ที่สำคัญคือ ชาวชวามีธรรมเนียมสืบทอดกันมาแต่โบราณ ก่อนหน้าที่ศาสนาอิสลาม (ซึ่งตรากฎห้ามสร้างรูปเคารพของบุคคลเอาไว้ในพระคัมภีร์หลักของศาสนา) จะเข้าไปมีอิทธิพลอยู่บนเกาะใหญ่ อันรุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมแห่งนี้ว่า ห้ามไม่ให้แกะตัวหนังจนเหมือนกับมนุษย์ทุกกระเบียด รูปร่างของตัวหนังสำหรับการละเล่นวาหยัง กุลิตจึงมีเสื้อผ้าหน้าผมไม่เหมือนกับมนุษย์เสียทีเดียว

เนื่องจากชาวชวาต้องการแสดงภาพ “เงา” ผีบรรพชนของพวกเขาต่างหาก ไม่ได้ต้องการแสดงภาพมนุษย์จริงๆ

“ภาพเหมือน” จึงกลายเป็นสิ่งเร้นลับ เพราะสัมพันธ์อยู่กับความเชื่อเรื่อง “ผีบรรพชน” และขึ้นชื่อว่า “ผี” แล้ว ก็ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ยังมีเลือดเนื้อและชีวิตจิตใจอย่างสิ่งมีชีวิตโดยทั่วไป ภาพเหมือนจึงไม่ได้ดึงเอาพลังชีวิตออกจากร่างของสัตว์ร้ายไปไว้ในฝาผนังถ้ำ หรือเพิงผาเท่านั้น แต่ยังสามารถดึงจากมนุษย์อย่างพวกเราไปได้ด้วยเช่นกัน

อย่างน้อยที่สุด เราก็มีตัวอย่างจากวาหยัง กุลิต (และหากจะหมายรวมถึงหนังใหญ่ หนังตะลุง และสะแบกธม ในช่วงเริ่มแรกด้วยก็คงไม่ผิดนัก) ที่แสดงความเห็นว่า การวาดภาพเหมือนก็ไม่ได้หมายถึงการเอาชีวิตเสียแต่ถ่ายเดียว แต่เป็นการจำลองเอาพลังชีวิตของอะไรบางอย่าง (ในกรณีของวาหยัง กุลิต คือผีบรรพชน) ใส่ไว้ในตัวของภาพเหมือนด้วยเหมือนกัน

แน่นอนว่า หมายรวมถึงภาพเขียนสีด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีตัวอย่างที่น่าสนใจอยู่ในกลุ่มของพวก “อะบอริจินส์” (Aborigines) ทางซีกโลกใต้ ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งยังมีร่องรอยที่เชื่อมโยงถึงกันระหว่างภาพเขียนสี กับปกรณัมความเชื่อเรื่อง “ผีบรรพชน” ของพวกเขา

“Wayang Kulit” : REUTERS/Ebrahim Harris

หลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่า บรรพชนของชาวอะบอริจินส์เป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่ดั้นด้นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เข้าไปลงหลักปักฐานอยู่ในดินแดนทวีปออสเตรเลีย จนทำให้กลุ่มชนเหล่านี้กลายเป็นคนพื้นเมืองในเกาะใหญ่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกดังกล่าว ตั้งแต่เมื่อราว 40,000 ปีมาแล้ว

ชาวอะบอริจินส์เรียกช่วงเวลาที่บรรพชนของพวกเขาเดินทางเข้ามาตั้งรกรากบนเกาะแห่งนี้ว่า “ห้วงความฝัน” (Dreamtime) แต่เรื่องราวเดียวกันเมื่อเล่าผ่านจากปากของชาวอะบอริจินส์ กลับไม่ได้จืดสนิทเป็นหนังสารคดีที่ชวนง่วงเหงาหาวนอน เหมือนอย่างที่นักโบราณคดีอ้างถึง

เพราะพวกอะบอริจินส์กล่าวถึง “ห้วงความฝัน” ในฐานะของตำนาน หรือ “ปกรณัม” ซึ่งย่อมเต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ ยกตัวอย่างเช่น การที่บรรพชนของพวกเขาปรากฏตัวขึ้นจากดินโคลน, ทะเล หรือแม้กระทั่งฟากฟ้า ก่อนที่จะนำรุ่งอรุณแรกมาสู่มวลมนุษย์ รายละเอียดอย่างนี้ย่อมแตกต่างจากนักโบราณคดีที่ว่ากันด้วยร่องรอยหลักฐาน ที่พิสูจน์และอ้างอิงได้ ตามแนวคิดแบบโลกสมัยใหม่

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า “Dreamtime” หรือ “ห้วงความฝัน” นั้นเป็นคำศัพท์ที่นักวิชาการบัญญัติขึ้นมา แต่ศัพท์คำนี้ก็ไม่ได้ถูกผูกขึ้นมาใหม่อย่างลอยๆ หรือไม่มีอะไรรองรับ

เพราะพวกเขาแปลศัพท์คำนี้มาจากคำว่า “Alcheringa” ในภาษาของพวกอะบอริจินส์ เผ่าอรันทาเหนือ (Northern Arunta) ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณเมืองอลิซ สปริงส์ (Alice Springs) ทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลียนั่นเอง

และสำหรับชาวเผ่าอรันทาเหนือแล้ว คำดังกล่าวนอกจากจะมีความหมายถึง “ห้วงความฝัน” ซึ่งก็คือ “ปกรณัม” เกี่ยวกับ “บรรพชน” ของพวกเขาแล้ว (เพราะพวกอะบอริจินส์ทุกชนเผ่าไม่นับถือเทพเจ้า มีเพียงแต่จิตวิญญาณของธรรมชาติและผีบรรพชนเท่านั้น) ก็ยังมีรากศัพท์มาจากคำว่า “alcheri” หรือ “alchera” ซึ่งหมายถึง “ความฝัน” โดยทั่วไปของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในห้วงนิทรารมณ์ด้วย

พวกอะบอริจินส์กลุ่มอื่นๆ เองก็มีศัพท์เรียก “ความฝัน” โดยมีความหมายถึง “ห้วงความฝัน” คู่กันไปด้วย ไม่ต่างไปจากพวกอรันทาเหนือ คำว่า “meri” ในภาษาเผ่าดิเอริ (Dieri), “djugur” ของเผ่าอะลูริดยา (Aluridja), “bugari” ในภาษาเผ่าการาดเยรี (Karadjeri), “ungud” หรือ “lalun” ของพวกอุนคารินคิน (Ungaringin) ฯลฯ ล้วนแล้วแต่สื่อความหมายถึงทั้ง “ความฝัน” และ “ห้วงความฝัน” อันหมายถึงปกรณัม อย่างไม่แตกต่างกันทั้งนั้น

ดังนั้น สำหรับชาวอะบอริจินส์แล้ว “ความฝัน” และ “ปกรณัม” จึงเป็นสิ่งเดียวกัน

แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกอะบอริจินส์จะเห็นว่าความฝันเป็นเรื่องไร้สาระหรอกนะครับ ตรงกันข้าม สำหรับพวกเขาแล้ว “ห้วงความฝัน” คืออีกโลกหนึ่งที่ขนานคู่อยู่กับ “โลกของความเป็นจริง”

แน่นอนว่า สำหรับเหล่าอะบอริจินส์แล้ว ห้วงความฝันก็เป็นความจริง ดังนั้น ห้วงความฝันจึงเป็นสิ่งที่ทั้งคงสภาพ เป็นนิรันดร์ และต่อเนื่องมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกาลเวลาในอดีต ปัจจุบัน และต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต

บางคนเปรียบเปรยว่า สำหรับพวกอะบอริจินส์แล้ว “ห้วงความฝัน” เปรียบได้กับ “คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์” ในพระศาสนา ไม่ต่างไปจากคัมภีร์โตราห์ของพวกยิว, อัลกุรอานของชาวมุสลิม, พันธสัญญาใหม่ของคริสเตียน, พระเวทของพราหมณ์-ฮินดู หรืออเวสตะของศาสนาโซโรอัสเตอร์ และหากห้วงความฝันจะเป็นเหมือนดั่งคัมภีร์เล่มหนาแล้ว ตำนานหรือปกรณัมต่างๆ ก็เปรียบได้กับ “บันทึก” สารพันเรื่องราวที่จดจารเอาไว้ภายในเล่ม

หากห้วงความฝันเป็นพระคัมภีร์แล้ว “ภาพเขียนสี” ของพวกอะบอริจินส์ก็คงเปรียบได้กับ “ภาพจิตรกรรมฝาผนัง” ภายในโบสถ์ หรือวิหารที่เราเห็นกันจนชินตา (อย่างที่บอกแล้วว่า บางคนเรียกว่าเป็น “วัดถ้ำ” เสียด้วยซ้ำ)

แน่นอนว่าเรื่องที่วาดไว้บนเพิงผา หรือผนังถ้ำ ก็ย่อมเป็นเรื่องในปกรณัมของผู้คนในศาสนานั้นที่วาด เพียงแต่เรื่องราวที่ขีดเขียนอยู่ในนั้น ไม่ใช่ประวัติของพระคริสต์ หรือพระพุทธเจ้า หากแต่เป็นเรื่องราวในห้วงความฝันก็เท่านั้น

ภาพของสัตว์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนภาพเขียนสีของพวกอะบอริจินส์จึงไม่ใช่สัตว์ที่จะถูกล่า แต่เป็นสัตว์ที่ปรากฏอยู่ในห้วงความฝัน คือปกรณัมของพวกเขาต่างหาก

และอันที่จริงแล้วตำนานต่างๆ ที่ร้อยเรียงกันเข้ามาจนประกอบขึ้นเป็นห้วงความฝันนั้น ก็มีอยู่มากที่แสดงลักษณะของการถือว่าสัตว์เป็นบรรพชนของตนเอง อย่างที่เรียกว่า ลัทธิโทเทม (Totemism) อีกด้วย

รูปสัตว์ที่ปรากฏอยู่ในภาพเขียนสีของพวกอะบอริจินส์จึงมีทั้งสัตว์ที่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ และสัตว์ในปรัมปราคติ แต่ทั้งหมดก็มาจากห้วงความฝัน และถูกวาดไว้อยู่ปนๆ กัน และรวมถึงภาพมนุษย์ คือผีบรรพชนของพวกเขาเองด้วย

ในบางวัฒนธรรม “ภาพเขียนสี” จึงเป็น “เงา” ของปกรณัมชนิดหนึ่ง

ในแง่หนึ่งนั้นภาพเขียนสีจึงอาจเป็น “ฉาก” ของการเข้าทรงในศาสนายุคก่อนที่จะมีตัวอักษรใช้ ทั้งพ่อหมอ แม่หมอ และผู้เข้าร่วมในพิธีอาจเข้าไปสวมบทบาทเป็นทั้งวีรบุรุษ วีรสตรี หรือแม้กระทั่งผู้อยู่ในเหตุการณ์ตามปกรณัมของวัฒนธรรมนั้นก็ได้

เพราะในการละเล่น (ที่พัฒนามาเป็นการแสดง) อย่างสังคมดั้งเดิมนั้น ตัวแสดงและคนดูไม่ได้ตัดออกจากกัน แต่เชื่อมโยงถึงกันอยู่เสมอ โดยผ่านฉากของการแสดง

ดังนั้น หากจะกล่าวว่า “การละเล่น” และ “การแสดง” ต่างๆ มีต้นกำเนิดมาจาก “พิธีกรรม” ในลัทธิความเชื่อก็คงจะไม่ผิดไปจากความเป็นจริงเท่าไรนัก

และสำหรับชาวอะบอริจินส์แล้ว ละครฉากใหญ่ที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับปกรณัมก็คือ “ห้วงความฝัน” และสถานที่อันเหมาะสมที่สุด สำหรับการหลอมรวมตนเองเข้าไปอยู่ในห้วงความฝันนั้น ก็คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่าสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาของพวกเขา ที่มีภาพเขียนสีประดับอยู่นั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”