พัฒนาสิทธิทันตกรรมของประกันสังคม : ทางออกจาก Paradox of Redistribution
ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
พัฒนาสิทธิทันตกรรมของประกันสังคม
: ทางออกจาก Paradox of Redistribution
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้รับแจ้งจาก นพ.ณัฐ ศิริรัตน์บุญขจร และคุณไชยวัฒน์ วรรณโคตร คณะกรรมการการแพทย์ จากทีมประกันสังคมก้าวหน้า ได้อัปเดตความคืบหน้าในประเด็นที่ผู้ประกันตนรอคอย คือการขยายสิทธิทันตกรรมประกันสังคม
อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อผู้คนมหาศาล
แม้อาจไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่ที่สุดแต่เป็นเรื่องที่ผู้คนต่างรู้สึกเรื่องนี้ ภายใต้เงื่อนไขทางทฤษฎีด้านสวัสดิการที่น่าสนใจที่เรียกว่า Paradox of Redistribution
ระบบประกันสังคมไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Paradox of Redistribution” หรือความขัดแย้งของการกระจายสิทธิประโยชน์ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในระบบสวัสดิการสังคมหลายประเทศ
กล่าวคือ แม้ระบบจะมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนส่วนใหญ่
แต่ความรู้สึกของคนทั่วไปที่อยู่ในวัยทำงาน กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและสูงอาจรู้สึกว่าตนไม่ได้ประโยชน์โดยตรงจากประกันสังคม
กล่าวคือไม่ได้ป่วย มีลูก ว่างงาน หรือใกล้เกษียณ ความรู้สึกที่ว่าไม่ได้รับประโยชน์จากการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมอย่างเป็นธรรม
ในความเป็นจริง คนทำงานส่วนใหญ่ที่ไม่เจ็บป่วยหนัก ยังไม่ใกล้เกษียณ และไม่มีลูก มักพบว่าสิทธิประโยชน์ที่พวกเขาสามารถใช้ได้ทุกปีนั้นไม่พ้นเรื่องการทำฟัน ที่มีวงเงินเพียง 900 บาทต่อคนต่อปี
เงินจำนวนนี้ในปัจจุบันแทบจะไม่เพียงพอสำหรับการรักษาทันตกรรมขั้นพื้นฐาน เช่น การอุดฟัน 2-3 ซี่ หรือการขูดหินปูน
ทำให้หลายคนรู้สึกว่าการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมไม่คุ้มค่า เพราะสิทธิประโยชน์ที่ได้รับกลับมีมูลค่าต่ำกว่าที่คาดหวังมาก
ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อพิจารณาว่า คนในวัยทำงานช่วงกลางคน (30-45 ปี) ที่มีสุขภาพดี มักไม่ได้ใช้สิทธิอื่นๆ ในระบบประกันสังคม เช่น สิทธิการดูแลบุตร (สำหรับผู้ที่ไม่มีลูก) สิทธิการรักษาพยาบาลเฉพาะโรค (สำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง) หรือสิทธิการเตรียมตัวเกษียณ (สำหรับผู้ที่ยังอายุน้อย)
ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้รู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงผู้จ่ายเงินสมทบโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ที่เหมาะสม
การแก้ไข Paradox of Redistribution
ผ่านสิทธิทันตกรรม
การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทันตกรรมของประกันสังคมที่ผ่านคณะกรรมการการแพทย์และรอเข้าคณะกรรมการชุดใหญ่ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการแก้ไขปัญหา Paradox of Redistribution อย่างชาญฉลาด
เนื่องจากการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นความต้องการพื้นฐานที่คนทุกระดับรายได้ต้องการ ไม่ใช่สิทธิที่เฉพาะเจาะจงสำหรับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
สิทธิทันตกรรมมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากสิทธิอื่นๆ ในระบบประกันสังคม คือ เป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและรักษาที่ทุกคนต้องการ โดยไม่จำกัดอายุ เพศ สถานภาพครอบครัว หรือสถานการณ์การจ้างงาน ทำให้แรงงานในวัยทำงานที่เป็นแกนหลักของระบบสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกัน
การปรับปรุงสิทธิทันตกรรมครั้งนี้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่สำคัญอย่างน้อยสองรายการดังนี้
1. การรักษาทันตกรรมพื้นฐาน (อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน ผ่าฟันคุด)
วงเงินเดิม : 900 บาท/คน/ปี
วงเงินใหม่ : แบ่งเป็น 3 ส่วน
อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน : รักษาได้ตามปกติ
ผ่าฟันคุด (แบ่งเป็น 2 ระดับ)
-ไม่กรอกระดูกและฟัน : จ่ายไม่เกิน 1,500 บาท/ครั้ง
– กรอกระดูกและฟัน : จ่ายไม่เกิน 2,500 บาท/ครั้ง
2. บริการ ณ สถานพยาบาลรัฐ
สิทธิใหม่ จ่ายตามจริง ไม่เกินอัตราตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข การรักษาที่ครอบคลุมทั้งการป้องกันและการรักษาขั้นสูง ไม่มีการจำกัดวงเงินเหมือนในอดีต ทำให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมกับอาการ
การปรับปรุงสิทธิทันตกรรมนี้ก่อให้เกิดผลดีในหลากหลายมิติ
การเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น ผู้ใช้สิทธิสามารถเข้าถึงการรักษาทันตกรรมที่หลากหลายและมีคุณภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะการรักษาที่เคยมีต้นทุนสูง เช่น การผ่าฟันคุด และการใส่ฟันเทียม ที่ในอดีตหลายคนต้องเลื่อนการรักษาเพราะค่าใช้จ่ายสูง ลดภาระค่าใช้จ่าย การเพิ่มวงเงินสิทธิช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น การทำฟันเทียมทั้งปาก (บนและล่าง) ที่เคยต้องจ่ายเงินเองหลายหมื่นบาท ตอนนี้ประกันสังคมจะรับภาระสูงสุดถึง 6,000 บาท
ผู้ใช้สิทธิมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งการรักษาในสถานพยาบาลรัฐที่จ่ายตามจริง และการรักษาในสถานพยาบาลเอกชนที่มีวงเงินกำหนด
ทำให้สามารถเลือกใช้บริการได้ตามความสะดวกและความต้องการ
ผลดีต่อระบบประกันสังคม
เพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้สิทธิ
การที่ผู้ใช้สิทธิรู้สึกได้รับประโยชน์จากการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมมากขึ้น จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจและการยอมรับระบบประกันสังคม ลดปัญหา Paradox of Redistribution สิทธิทันตกรรมที่ทุกคนสามารถใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาวหรือผู้สูงอายุ มีบุตรหรือไม่มีบุตร ทำให้เกิดการกระจายผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน
การปรับปรุงสิทธิทันตกรรมของประกันสังคมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มวงเงินหรือเพิ่มสิทธิ แต่เป็นการแก้ปัญหาโครงสร้างที่สำคัญของระบบสวัสดิการไทย
นั่นคือการทำให้คนที่เป็นเสาหลักของระบบรู้สึกได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม
เมื่อแรงงานวัยทำงานที่มีสุขภาพดี ไม่มีลูก และยังไม่ใกล้เกษียณ สามารถใช้ประโยชน์จากระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่รอให้ป่วย หรือรอให้แก่ พวกเขาจะเห็นคุณค่าของการจ่ายเงินสมทบ และเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนระบบต่อไป
สิทธิทันตกรรมจึงเป็นมากกว่าการดูแลสุขภาพช่องปาก มันเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความยั่งยืนของระบบประกันสังคม
โดยการทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนเองเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในระบบอย่างเป็นธรรม โดยใช้งบประมาณเพิ่มเพียง 1,129 ล้านบาท (ประมาณสองเท่าของงบฯ ปฏิทิน 8 ปี) แต่มีคนใช้ประโยชน์ราว 4.5 ล้านคน
นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับการออกแบบนโยบายสาธารณะ ว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้หมายความว่าต้องมุ่งเน้นแค่กลุ่มคนจน แต่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกและความต้องการของคนกลุ่มกลางที่เป็นฐานสำคัญของระบบด้วย
และเมื่อระบบสวัสดิการตอบสนองความต้องการของคนทุกระดับอย่างเหมาะสม ระบบนั้นจะมีความแข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น
และนั่นคือสิ่งที่ประเทศไทยต้องการในการพัฒนาระบบประกันสังคมสู่อนาคต
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
