bg-single

พัฒนาสิทธิทันตกรรมของประกันสังคม : ทางออกจาก Paradox of Redistribution

22.07.2025

ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

พัฒนาสิทธิทันตกรรมของประกันสังคม

: ทางออกจาก Paradox of Redistribution

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้รับแจ้งจาก นพ.ณัฐ ศิริรัตน์บุญขจร และคุณไชยวัฒน์ วรรณโคตร คณะกรรมการการแพทย์ จากทีมประกันสังคมก้าวหน้า ได้อัปเดตความคืบหน้าในประเด็นที่ผู้ประกันตนรอคอย คือการขยายสิทธิทันตกรรมประกันสังคม

อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อผู้คนมหาศาล

แม้อาจไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่ที่สุดแต่เป็นเรื่องที่ผู้คนต่างรู้สึกเรื่องนี้ ภายใต้เงื่อนไขทางทฤษฎีด้านสวัสดิการที่น่าสนใจที่เรียกว่า Paradox of Redistribution

ระบบประกันสังคมไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Paradox of Redistribution” หรือความขัดแย้งของการกระจายสิทธิประโยชน์ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในระบบสวัสดิการสังคมหลายประเทศ

กล่าวคือ แม้ระบบจะมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนส่วนใหญ่

แต่ความรู้สึกของคนทั่วไปที่อยู่ในวัยทำงาน กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและสูงอาจรู้สึกว่าตนไม่ได้ประโยชน์โดยตรงจากประกันสังคม

กล่าวคือไม่ได้ป่วย มีลูก ว่างงาน หรือใกล้เกษียณ ความรู้สึกที่ว่าไม่ได้รับประโยชน์จากการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมอย่างเป็นธรรม

ในความเป็นจริง คนทำงานส่วนใหญ่ที่ไม่เจ็บป่วยหนัก ยังไม่ใกล้เกษียณ และไม่มีลูก มักพบว่าสิทธิประโยชน์ที่พวกเขาสามารถใช้ได้ทุกปีนั้นไม่พ้นเรื่องการทำฟัน ที่มีวงเงินเพียง 900 บาทต่อคนต่อปี

เงินจำนวนนี้ในปัจจุบันแทบจะไม่เพียงพอสำหรับการรักษาทันตกรรมขั้นพื้นฐาน เช่น การอุดฟัน 2-3 ซี่ หรือการขูดหินปูน

ทำให้หลายคนรู้สึกว่าการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมไม่คุ้มค่า เพราะสิทธิประโยชน์ที่ได้รับกลับมีมูลค่าต่ำกว่าที่คาดหวังมาก

ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อพิจารณาว่า คนในวัยทำงานช่วงกลางคน (30-45 ปี) ที่มีสุขภาพดี มักไม่ได้ใช้สิทธิอื่นๆ ในระบบประกันสังคม เช่น สิทธิการดูแลบุตร (สำหรับผู้ที่ไม่มีลูก) สิทธิการรักษาพยาบาลเฉพาะโรค (สำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง) หรือสิทธิการเตรียมตัวเกษียณ (สำหรับผู้ที่ยังอายุน้อย)

ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้รู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงผู้จ่ายเงินสมทบโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ที่เหมาะสม

การแก้ไข Paradox of Redistribution

ผ่านสิทธิทันตกรรม

การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทันตกรรมของประกันสังคมที่ผ่านคณะกรรมการการแพทย์และรอเข้าคณะกรรมการชุดใหญ่ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการแก้ไขปัญหา Paradox of Redistribution อย่างชาญฉลาด

เนื่องจากการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นความต้องการพื้นฐานที่คนทุกระดับรายได้ต้องการ ไม่ใช่สิทธิที่เฉพาะเจาะจงสำหรับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

สิทธิทันตกรรมมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากสิทธิอื่นๆ ในระบบประกันสังคม คือ เป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและรักษาที่ทุกคนต้องการ โดยไม่จำกัดอายุ เพศ สถานภาพครอบครัว หรือสถานการณ์การจ้างงาน ทำให้แรงงานในวัยทำงานที่เป็นแกนหลักของระบบสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกัน

การปรับปรุงสิทธิทันตกรรมครั้งนี้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่สำคัญอย่างน้อยสองรายการดังนี้

1. การรักษาทันตกรรมพื้นฐาน (อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน ผ่าฟันคุด)

วงเงินเดิม : 900 บาท/คน/ปี

วงเงินใหม่ : แบ่งเป็น 3 ส่วน

อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน : รักษาได้ตามปกติ

ผ่าฟันคุด (แบ่งเป็น 2 ระดับ)

-ไม่กรอกระดูกและฟัน : จ่ายไม่เกิน 1,500 บาท/ครั้ง

– กรอกระดูกและฟัน : จ่ายไม่เกิน 2,500 บาท/ครั้ง

2. บริการ ณ สถานพยาบาลรัฐ

สิทธิใหม่ จ่ายตามจริง ไม่เกินอัตราตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข การรักษาที่ครอบคลุมทั้งการป้องกันและการรักษาขั้นสูง ไม่มีการจำกัดวงเงินเหมือนในอดีต ทำให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมกับอาการ

การปรับปรุงสิทธิทันตกรรมนี้ก่อให้เกิดผลดีในหลากหลายมิติ

การเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น ผู้ใช้สิทธิสามารถเข้าถึงการรักษาทันตกรรมที่หลากหลายและมีคุณภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะการรักษาที่เคยมีต้นทุนสูง เช่น การผ่าฟันคุด และการใส่ฟันเทียม ที่ในอดีตหลายคนต้องเลื่อนการรักษาเพราะค่าใช้จ่ายสูง ลดภาระค่าใช้จ่าย การเพิ่มวงเงินสิทธิช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างมาก

ตัวอย่างเช่น การทำฟันเทียมทั้งปาก (บนและล่าง) ที่เคยต้องจ่ายเงินเองหลายหมื่นบาท ตอนนี้ประกันสังคมจะรับภาระสูงสุดถึง 6,000 บาท

ผู้ใช้สิทธิมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งการรักษาในสถานพยาบาลรัฐที่จ่ายตามจริง และการรักษาในสถานพยาบาลเอกชนที่มีวงเงินกำหนด

ทำให้สามารถเลือกใช้บริการได้ตามความสะดวกและความต้องการ

ผลดีต่อระบบประกันสังคม

เพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้สิทธิ

การที่ผู้ใช้สิทธิรู้สึกได้รับประโยชน์จากการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมมากขึ้น จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจและการยอมรับระบบประกันสังคม ลดปัญหา Paradox of Redistribution สิทธิทันตกรรมที่ทุกคนสามารถใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาวหรือผู้สูงอายุ มีบุตรหรือไม่มีบุตร ทำให้เกิดการกระจายผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน

การปรับปรุงสิทธิทันตกรรมของประกันสังคมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มวงเงินหรือเพิ่มสิทธิ แต่เป็นการแก้ปัญหาโครงสร้างที่สำคัญของระบบสวัสดิการไทย

นั่นคือการทำให้คนที่เป็นเสาหลักของระบบรู้สึกได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม

เมื่อแรงงานวัยทำงานที่มีสุขภาพดี ไม่มีลูก และยังไม่ใกล้เกษียณ สามารถใช้ประโยชน์จากระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่รอให้ป่วย หรือรอให้แก่ พวกเขาจะเห็นคุณค่าของการจ่ายเงินสมทบ และเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนระบบต่อไป

สิทธิทันตกรรมจึงเป็นมากกว่าการดูแลสุขภาพช่องปาก มันเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความยั่งยืนของระบบประกันสังคม

โดยการทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนเองเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในระบบอย่างเป็นธรรม โดยใช้งบประมาณเพิ่มเพียง 1,129 ล้านบาท (ประมาณสองเท่าของงบฯ ปฏิทิน 8 ปี) แต่มีคนใช้ประโยชน์ราว 4.5 ล้านคน

นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับการออกแบบนโยบายสาธารณะ ว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้หมายความว่าต้องมุ่งเน้นแค่กลุ่มคนจน แต่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกและความต้องการของคนกลุ่มกลางที่เป็นฐานสำคัญของระบบด้วย

และเมื่อระบบสวัสดิการตอบสนองความต้องการของคนทุกระดับอย่างเหมาะสม ระบบนั้นจะมีความแข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น

และนั่นคือสิ่งที่ประเทศไทยต้องการในการพัฒนาระบบประกันสังคมสู่อนาคต



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
Ford Ranger Wolftrak เอาใจสายลุย-ชอบรถแต่งสวย
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
โปรดปราน สมานมิตร ผงาดนั่งผู้ว่าการ กกท. หญิงแกร่งค่ายหัวหมาก
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 21 – 27 สิงหาคม 2569
ข้าวเย็นใต้ (2)
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก
‘จีโน ฐิติกุล’ กับหมุดหมายแชมป์ที่ 10 ในแอลพีจีเอ
27 กันยา เลือกตั้งประกันสังคมเปลี่ยนแปลงชีวิตสวัสดิการครั้งใหญ่