ส่อง กลาโหม ยุค ‘บิ๊กเล็ก’ ตท.20 คุม สนามไชย มือหนึ่ง จัดโผทหาร ตั้ง 4 ผบ.เหล่าทัพ ลุ้นนั่ง รมว.กห.ตัวจริง ‘ตท.21’ ขยับ หนุน ‘บิ๊กแก้ว-บิ๊กนัย’
รายงานพิเศษ
ส่อง กลาโหม ยุค ‘บิ๊กเล็ก’
ตท.20 คุม สนามไชย
มือหนึ่ง จัดโผทหาร ตั้ง 4 ผบ.เหล่าทัพ
ลุ้นนั่ง รมว.กห.ตัวจริง
‘ตท.21’ ขยับ หนุน ‘บิ๊กแก้ว-บิ๊กนัย’
“บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทน รมว.กลาโหม กำลังถูกจับตามองว่า จะกลายเป็น รมว.กลาโหม ตัวจริง ในอนาคตหรือไม่
หลังจากมีกระแสข่าวในกลาโหม เก้าอี้ รมว.กลาโหมที่ว่างอยู่นั้น ยังไม่ชัดเจนว่าจะเว้นว่างไว้รอ บิ๊กแก้ว พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือไม่
เพราะชื่อ พล.อ.เฉลิมพล เป็นข้อเสนอแรกที่เสนอให้พรรคเพื่อไทยพิจารณาในตำแหน่ง รมว. กลาโหม แต่ชื่อได้ตกไปแล้ว
ดังนั้น จึงไม่มีการเตรียมพร้อมในกระทรวงกลาโหมเพื่อเตรียมรองรับ พล.อ.เฉลิมพลเลย
อีกทั้งสถานการณ์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่แน่นอน โดยต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีคลิปสนทนากับสมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าจะพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นายกฯ หรือไม่
จากเดิมที่คาดกันว่า หาก พล.อ.เฉลิมพลจะได้เป็น รมว.กลาโหม และอาจจะต้องเตรียมให้พร้อมในการที่จะมานั่งเก้าอี้ “สนามไชย 1”
แต่ทว่ายังไม่มีสัญญาณจากฝ่ายการเมืองที่ชัดเจน พล.อ.เฉลิมพลจึงไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหมหรือเตรียมตัวใดๆ อีกทั้ง พล.อ.ณัฐพลก็ถือเป็นนายทหารรุ่นพี่ เตรียมทหาร 20 (ตท.20) และก็เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของ พล.อ.เฉลิมพลมาด้วย จึงทำให้ พล.อ.เฉลิมพลเคลื่อนไหวอะไรไม่เหมาะนัก
คงมีเพียงมีรายงานว่า แกนนำเตรียมทหารรุ่น 21 (ตท.21) เพื่อนร่วมรุ่นของ พล.อ.เฉลิมพล ได้นัดพบปะทานข้าวหารือกันถึงสถานการณ์ทางการเมือง โดยมี พล.อ.สุนัย ประภูชะเนย์ อดีต ผช.ผบ.ทบ. ซึ่งก็มีเคยมีชื่อเป็นแคนดิเดต รมว.กลาโหมร่วมวงด้วย พร้อมนายทหารระดับแกนนำรุ่น เช่น บิ๊กแขก พล.อ.นเรนทร์ สิริภูบาล อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด บิ๊กอี๊ด พล.อ.ธัญญา เกียรติสาร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ร่วมวงด้วย
มีรายงานว่า ได้มีการประเมินสถานการณ์ทางการเมือง รวมถึงโอกาสในการที่จะเป็น รมว.กลาโหม ของ 2 แกนนำรุ่น ก็ยังไม่มีอะไรแน่นอนเช่นกัน ต้องรอดูคดีของ น.ส.แพทองธารก่อน
แต่เพื่อนร่วมรุ่นก็พร้อมสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เฉลิมพล หรือ พล.อ.สุนัย หากได้เป็น รมว.กลาโหม

ดังนั้น ในขณะนี้ถือว่า พล.อ.ณัฐพล ที่เป็น รมช.กลาโหมมา 3 สมัย ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทน รมว.กลาโหม ซึ่งก็เป็นเหมือน รมว.กลาโหมตัวจริง
จะเห็นได้ว่ามีการแต่งตั้งทีมงานที่ปรึกษากลาโหมใหม่ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 20 เช่น พล.อ.ศักดา เนียมคำ เป็นหัวหน้าสำนักงานและที่ปรึกษากลาโหม รวมถึง “บิ๊กเดฟ” พล.อ.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และอดีต ผช.ผบ.ทบ.
และยังเสนอ ครม. แต่งตั้ง “บิ๊กกิ้ง” พล.อ.คำรณ เครือวิชฌยาจารย์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอดีตผู้ช่วยทูตทหาร ประจำเวียงจันทน์ สปป.ลาว เป็น เลขานุการ รมช.กลาโหม โดยเพิ่งมีคำสั่งให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นายทหารราชองครักษ์พิเศษ เพื่อมารับหน้าที่นี้
รวมทั้ง บิ๊กตุ่น พล.อ.อ.สุรพล พุทธมนต์ เพื่อน ตท.20 อดีตรอง ผบ.ทอ. และอดีต ผช.รมต.กลาโหม ยุคนายสุทิน คลังแสง เป็น รมว.กลาโหม เข้ามาเป็นทีมงานบิ๊กเล็ก
นอกจากนั้นยังมี พล.อ.ธนิส พิพิธวณิชการ พล.อ.ศรชัย กาญจนสูตร พล.อ.จุมพล จุมพลภักดี พล.ร.ท.วรงกรณ์ โอสถานนท์ และ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ด้วย
ขณะที่ทีมที่ปรึกษาฯ หน้าห้อง รมว.กลาโหม ในยุคนายภูมิธรรม เวชยชัย ก็ยังคงได้ทำหน้าที่ต่อไป ทั้ง พล.อ.นุชิต ศรีบุญส่ง (ตท.24) อดีตรองปลัดกลาโหม และนายทหาร ตท.25 พล.อ.อ.ธัชชัย อัจฉริยาการุณ พล.ท.เจษฎ์ จันทรสนาม และ พล.ร.ท.ชัยยงค์ ขุนทา
นอกจากนี้มีการเปลี่ยนทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมใหม่ แทนชุดของ “หมอหนูเล็ก” พ.อ.หญิง ดังใจ สุวรรณกิตติ โฆษกกระทรวงกลาโหม ที่ลาออกไปเมื่อ 3 กรกฎาคม 2568 หลังนายภูมิธรรมพ้น รมว.กลาโหม และไปปฏิบัติหน้าที่รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งโฆษกกระทรวงกลาโหมคนใหม่
โดยให้ เสธ.แต พล.ท.เทวัญ ตันกุล เป็นหัวหน้าสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม จากเดิมที่เคยมีข่าวว่าจะเป็นโฆษกกลาโหมเอง แต่อาจด้วยเพราะบุคลิกภาพที่ไม่ค่อยชอบออกสื่อหรือพูดเยอะ จึงถนัดทำงานเบื้องหลัง เพราะเคยเป็นทีมงานตึกไทยคู่ฟ้า ในยุคที่บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วง 9 ปี โดยดูแลด้านการสื่อสารและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารมานาน จนมาเป็นทีม “สนามไชย 2” ให้ พล.อ.ณัฐพล และดูการสื่อสารของ ศบ.ทก. ศูนย์บริหารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา อีกด้วย
และให้ พล.ต.แรงภูมิ เหมะทัพพะ เป็นรองหัวหน้าสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม ซึ่งถือเป็นนายทหารคนเดียวที่อยู่ในทีมโฆษกกลาโหมมาตั้งแต่ยุคนายสุทิน นายภูมิธรรม จนมาถึงยุค พล.อ.ณัฐพล
พร้อมทั้งดึงตัว เสธ.เม่น พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ เป็นโฆษกกระทรวงกลาโหม จากที่เป็นโฆษก ศบ.ทก. และรองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทยด้านภาษาอังกฤษ เพราะเติบโตมาในกรมข่าวทหารและทำหน้าที่เป็นล่ามและพิธีกรภาคภาษาอังกฤษมาตลอดกว่า 20 ปี

ด้วยเพราะ พล.อ.ณัฐพลเป็นนายทหารสายบุ๋น ที่เป็นสายพิราบ จึงทำให้แนวทางการสื่อสารของกองทัพเป็นไปในเชิงซอฟต์ หลีกเลี่ยงความขัดแย้งหรือการปะทะ โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งกับกัมพูชา โดยเน้นการสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง ให้ประชาชนเข้าใจภารกิจของกองทัพอย่างรอบด้าน
กองทัพในยุค พล.อ.ณัฐพลจึงมาแนวสันติวิธี แม้ว่าสายสัมพันธ์ของตระกูลชินวัตร กับตระกูลฮุน ของกัมพูชา จะขาดสะบั้นแล้วก็ตาม แต่ไม่ได้ส่งผลให้ท่าทีของกองทัพภายใต้การกำกับบังคับบัญชาของกระทรวงกลาโหมแข็งกร้าวกับกัมพูชาแต่อย่างใด
ทั้งนี้เพราะ พล.อ.ณัฐพลยึดแนวทางและใช้ความพยายามในการเจรจากับผู้นำฝ่ายกัมพูชาโดยใช้หลายช่องทางและหลายระดับ จึงต้องการให้การสื่อสารของกองทัพเอื้อต่อบรรยากาศนำไปสู่การเจรจา
แม้จะเป็นรักษาการ รมว.กลาโหม แต่ พล.อ.ณัฐพลมีอำนาจและบารมี เพราะจะเป็นผู้จัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ในเดือนตุลาคมที่จะถึง ซึ่งตอนนี้เหล่าทัพกำลังพิจารณาจัดทำอยู่และกำหนดที่จะส่งให้ พล.อ.ณัฐพลภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้
หากดูตามโครงสร้างของคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหมหรือบอร์ดเจ็ดเสือกลาโหมตอนนี้แล้ว จะมีแค่ 6 เสือกลาโหมเท่านั้น คือ รมช.กลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ เพราะยังไม่มี รมว.กลาโหม
คาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการแต่งตั้ง รมว.กลาโหม จนกว่าจะถึงเดือนตุลาคม 2568 พล.อ.ณัฐพลก็จะได้เป็นผู้จัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ในฐานะรักษาการ รมว.กลาโหมอย่างเต็มตัว จึงทำให้ดูมีบารมีกว่าเมื่อครั้งที่เป็น รมช.กลาโหมมาสองสมัย
เพราะในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ต้องมีการเลือกผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใหม่ถึง 4 คนแทนคนที่เกษียณราชการ ทั้งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ
แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีนายภูมิธรรม ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.มหาดไทยที่คุมกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่กลั่นกรองในท้ายที่สุด

กระนั้นก็ตาม ยังคงมีกระแสข่าวว่าก่อนการโยกย้ายทหาร พรรคเพื่อไทยที่มีนายทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง อาจมีการแต่งตั้ง รมว. กลาโหม เพื่อเพิ่มเสียงในบอร์ดกลาโหมให้ครบ 7 เสือกลาโหม เพื่อหวังผลในการโยกย้ายทหาร
แม้ว่าในระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพฝ่ายการเมืองจะไม่สามารถแทรกแซงได้ก็ตาม แต่ยังคงเป็นที่จับตามองในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งไม่ได้ถือว่าเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ แต่เป็นข้าราชการกระทรวงเบอร์หนึ่งของกระทรวงกลาโหม ที่ปกติแล้วจะเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการในการเลือก
อีกทั้งในการโยกย้ายครั้งนี้ บิ๊กหนุ่ม พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ จะเกษียณราชการและมีการวางตัวบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อนเตรียมทหาร 24 ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ไว้แล้วก็ตาม
แต่ก็มีชื่อบิ๊กชาย พล.อ.วสุ เจียมสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกแกนนำเตรียมทหาร 25 เพื่อนร่วมรุ่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และน้องรักของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตอยู่ด้วย
แม้ว่าภายในกระทรวงกลาโหมจะรู้กันว่า พล.อ.สนิธชนก แกนนำ ตท.24 จะต้องพยายามผลักดัน พล.อ.ธราพงษ์ให้ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมแทนให้สำเร็จ เพราะนอกจากเพื่อนร่วมรุ่นแล้วยังเป็นนายทหารที่เติบโตในแวดวงบ้านป่ารอยต่อฯ มาด้วยกัน
ส่วนตำแหน่งผู้บัญชาการเหล่าทัพ เช่น ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ.นั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการเหล่าทัพคนเดิมจะคัดเลือกเอาไว้ ยากที่ฝ่ายการเมืองจะแทรกแซง

มีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้สาเหตุที่ผู้มีบารมีของพรรคเพื่อไทยยังเว้นว่างเก้าอี้ รมว.กลาโหมเอาไว้ นอกจากเป็นการรอ พล.อ.เฉลิมพล หรือนายทหารคนอื่นก็ตาม แต่ตอนนี้ พล.อ.ณัฐพลก็ดูเหมือนมีความหวังจะเป็นตัวจริง
เพราะแม้จะมาเป็นรัฐมนตรีในโควต้าของพรรครวมไทยสร้างชาติ และในโควต้าของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็ตาม
แต่หากนายทักษิณหลุดพ้นจากคดี มาตรา 112 ที่มี พล.อ.ณัฐพล เป็นพยานให้ เนื่องจากเคยเป็นรองเลขาธิการ คสช. เนื่องจากคดีนี้ คสช.เป็นคนฟ้องนายทักษิณ หากนายทักษิณรอดก็อาจส่งผลบวกต่อตัว พล.อ.ณัฐพลในแง่ของการผ่านการทดสอบความไว้วางใจ ซึ่งนั่นอาจจะทำให้นายทักษิณยอมยกโควต้า รมว.กลาโหม ให้ พล.อ.ณัฐพล ก็เป็นได้
อีกทั้ง พล.อ.ณัฐพล ก็คือเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 20 ของบิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. และอดีตรองเลขาธิการ สนว. ที่ก็ยังคงทำหน้าที่ช่วยประคับประคอง “ดีล” ระหว่างนายทักษิณ พรรคเพื่อไทย กับบรรดาลุงๆ และขั้วอนุรักษนิยม เพื่อให้ครองอำนาจรัฐและเป็นรัฐบาลต่อไป ดำรงความมุ่งหมายในการสกัดกั้นพรรคส้ม และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
อย่างไรก็ตาม ยังมีการจับตามองไปที่นายสุทิน อดีตกลาโหมซึ่งเป็นแกนนำ ส.ส.ภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย ที่ปรับ ครม.ครั้งนี้ไม่ได้เก้าอี้รัฐมนตรี ก็อาจมีลุ้นกันว่าอาจได้เก้าอี้ รมว.กลาโหมของพรรคเพื่อไทยที่ว่างอยู่ หากนายทักษิณไม่ใช้ต่อรอง หรือไม่ให้ฝ่ายทหาร นายสุทินก็ยังลุ้นที่จะคัมแบ็กกลับมากระทรวงกลาโหมอีกครั้ง
โดยเพราะนายสุทินเองก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับฝ่ายทหารแม้จะพ้นเก้าอี้กลาโหมไปแล้วก็ตาม เช่น ยังคงทำหน้าที่เป็นนายกสมาคมกีฬามวยไทยทหารโลก และเพิ่งจัดการแข่งขันมวยไทยทหารโลกครั้งแรกขึ้นในประเทศไทย สานต่อที่เคยริเริ่มไว้สมัยเมื่อครั้งเป็น รมว.กลาโหม
ว่ากันว่า พล.อ.ณัฐพลนั้นได้แสดงความชื่นชมนายภูมิธรรม เมื่อครั้งเป็น รมว.กลาโหม ที่ได้ทำงานร่วมกันมาตลอด 8 เดือน และจะส่งผลดีต่อการทำงานร่วมมือกันของกลาโหมและมหาดไทย ในการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด
เพราะนอกจากนายภูมิธรรมจะคุมกลาโหมแล้ว ยังรู้กันดีว่าเป็นมือขวาของนายทักษิณอีกด้วย รวมทั้งยังเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม
แต่ พล.อ.ณัฐพลก็ไม่มั่นใจในอนาคต ว่าจะเป็นรัฐบาลไปได้นานแค่ไหน เพราะเขาตั้งข้อสงสัยว่า ระดับของผู้บริหารที่กำกับนโยบายในยุคนี้ จะอยู่นานหรือไม่ หรืออาจจะอยู่ 2-3 เดือน แต่ถ้าอยู่นาน ก็ถือว่าโชคดีไป
แต่ในระหว่างนี้ พล.อ.ณัฐพลจะทำงานอย่างเต็มที่ และเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นคนขยัน ละเอียดและรอบคอบ แต่ออกแนวซอฟต์ มากกว่าที่จะบู๊ ซึ่งอาจจะไม่เป็นที่ถูกใจบรรดาขาลุย ที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเท่าใดนักก็ตาม
แม้ว่ากระทรวงปืนใหญ่เวลานี้จะยังไม่มีรัฐมนตรีว่าการก็ตาม แต่ รมช.กลาโหม อย่าง พล.อ.ณัฐพล น้องรัก พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อน พล.อ.อภิรัชต์ ก็ยังคงเป็นตัวเลือกเดียวที่ไม่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมใดๆ ในกองทัพ และเสมือนเป็นการฝึกงานในตำแหน่ง รมว.กลาโหมไปด้วยในตัว
แต่ทั้งนี้ต้องรอดูสถานการณ์ทางการเมืองและการเจรจาต่อรองว่าจะออกมาอย่างไร

เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
