บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
ปรีดี แปลก อดุล
: คุณธรรมน้ำมิตร (76)
ปฏิกิริยาพญาอินทรี
ระหว่างปลายปี พ.ศ.2498 ที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ตัดสินใจฟื้นไมตรีกับจีนและเปิดทางให้นายปรีดี พนมยงค์ เดินทางกลับไทยนั้น เอกสากระทรวงการต่างประเทศไทยมีบันทึกว่า ร.ต.อ.เฉียบ ชัยสงค์ (ต่อมาเปลี่ยนเป็น “อัมพุนันท์”) และนายชม แสงเงิน ซึ่งทั้งสองติดตามนายปรีดี พนมยงค์ ลี้ภัยไปจีนหลังกบฏวังหลวงและมีหมายจับจากทางราชการได้ทำเรื่องขออนุญาตกลับเข้าไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2498 ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2499 ทางราชการก็ได้อนุญาตให้คนใกล้ชิดนายปรีดี พนมยงค์ ทั้งสองนี้กลับเข้าไทยได้
ต่อมา ร.ต.อ.เฉียบ ชัยสงค์ ให้สัมภาษณ์และปรากฏเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ว่าได้นำข่าวจากนายปรีดี พนมยงค์ มาส่งถึง จอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ว่าได้รับ “จดหมายขนาดยาว” จากนายปรีดี พนมยงค์ และได้มอบจดหมายนี้ให้แก่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจเพื่อพิจารณาแล้ว สาระสำคัญของจดหมายคือปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการเสด็จสวรรคตของ ร.8 และยังหวังด้วยว่ารัฐบาลจะนิรโทษกรรมให้แก่นักโทษการเมืองทั้งหมดรวมทั้งผู้ที่หลบหนีออกนอกประเทศเพื่อเฉลิมฉลองวาระอันเป็นมงคล 25 พุทธศตวรรษที่จะมาถึงใน พ.ศ.2500 นี้
สหรัฐอเมริกามีทัศนะต่อการกลับมาของ ร.ต.อ.เฉียบ ชัยสงค์ ว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม กับนายปรีดี พนมยงค์ อาจจะมี “ข้อตกลงลับ” ระหว่างกัน เนื่องจากหลัง ร.ต.อ.เฉียบ ชัยสงค์ เดินทางกลับไทยได้ไม่นาน กรมตำรวจก็แถลงอย่างเป็นทางการว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องร้องในข้อหาร่วมก่อกบฏวังหลวง อีกทั้งยังมีรายงานของสถานทูตด้วยว่า พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้กล่าวเป็นการส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่สถานทูตว่า รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็จะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายปรีดี พนมยงค์ ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสวรรคตของ ร.8 อีกด้วย
มีหลักฐานอีกหลายประการที่ทำให้เข้าใจได้ว่ามีความพยายามในการสร้างความร่วมมือทางการเมืองขึ้นระหว่าง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ กับกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ ในหลายประการ เช่น ในปลายปี 2499 ซึ่งกำลังจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินเป็นการลับแก่กลุ่มผู้สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ คือพรรคเสรีประชาธิปไตยของนายจารุบุตร เรืองสุวรรณ นอกจากนั้น พรรคชาตินิยมของนายแช่ม พรหมยงค์ ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกคณะราษฎรและอดีตจุฬาราชมนตรี ก็ให้สัมภาษณ์ว่าได้เจรจากับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ โดยยื่นเงื่อนไขว่าจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเสรีมนังคศิลาที่มี จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าพรรค หากรัฐบาลอนุญาตให้นายปรีดี พนมยงค์ กลับมาไทยได้ ซึ่ง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ก็ได้ยอมรับข้อเสนอนี้
สู่สาธารณรัฐ
สถานทูตสหรัฐอเมริกาได้วิเคราะห์อนาคตทางการเมืองไทยต่อไปว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องการการสนับสนุนทางการเมืองจากกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ เพื่อให้มีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรมากพอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังการเลือกตั้งโดยจะยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 2 ปิดโอกาสมิให้บุคคลชั้นสูงของฝ่ายรอยัลลิสต์เข้ามามีบทบาททางการเมืองในรัฐสภาได้อีกต่อไป และให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงเพื่อต่อต้านอำนาจของสถาบันกษัตริย์และกลุ่มรอยัลลิสต์ ทั้งนี้ เพื่อเปิดทางไปสู่การเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสาธารณรัฐในที่สุด
สถานทูตสหรัฐอเมริกาเห็นว่า หากแผนการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐนี้สำเร็จลง จอมพล ป.พิบูลสงคราม จะเป็นประมุขของรัฐ (ประธานาธิบดี) ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะมาจากการเลือกตั้งทางตรง โดย “กลุ่มนายปรีดี” และ “กลุ่มรอยัลลิสต์” จะต่อสู้กัน จอมพล ป.พิบูลสงคราม จะเป็นผู้รักษาเสถียรภาพทางการเมือง
สถานทูตสหรัฐอเมริกายังเชื่อด้วยว่า ความร่วมมือระหว่าง จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับ พล.ต.ร.อ.เผ่า ศรียานนท์ ในการนำนายปรีดี พนมยงค์ กลับไทยเพื่อรื้อฟื้นคดีสวรรคตครั้งนี้หากสำเร็จก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองครั้งใหญ่ที่จะส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อยุทธศาสตร์การต่อสู้คอมมิวนิสต์ของสหรัฐอเมริกาที่กำลังดำเนินอยู่อย่างได้ผล เพราะจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของไทยอย่างรุนแรง
การกลับไทยของนายปรีดี พนมยงค์ จึงไม่เป็นประโยชน์อันใดเลย โดยเฉพาะการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์
สหรัฐอเมริกาแจ้งความห่วงใยนี้ต่อนายพจน์ สารสิน เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ว่าสหรัฐอเมริกากังวลว่าการกลับมาไทยของนายปรีดี พนมยงค์ นั้นจะสร้าง “อุปสรรคในการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารของสหรัฐอเมริกาแก่ไทย” และขอให้แจ้งความกังวลนี้แก่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ว่า “นายกรัฐมนตรีของไทยจะต้องไม่เป็นปรปักษ์กับปฏิกิริยาของสหรัฐอเมริกา (ที่ไม่ต้องการให้นายปรีดี พนมยงค์ กลับมาไทย) ด้วยการดำเนินการกู้ชื่อเสียงให้นายปรีดี พนมยงค์”
“คำขู่” ของพญาอินทรีได้ผลในระดับหนึ่ง ไม่กี่วันหลังจากรับทราบสัญญาณเตือนนี้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ปฏิเสธกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยว่า ข่าวลือที่รัฐบาลจะเชิญนายปรีดี พนมยงค์ กลับมาไทยนั้นไม่มีมูลความจริง
อย่างไรก็ตาม แผนการกลับไทยของนายปรีดี พนมยงค์ ยังคงเดินหน้าต่อไปทั้งฝั่งจอมพล ป.พิบูลสงคราม และฝั่งนายปรีดี พนมยงค์
จอมพล ป.เดินหน้า
ใกล้วันเลือกตั้ง ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับกลุ่มรอยัลลิสต์ก็ทวีความเข้มข้นรุนแรงขึ้นตามลำดับ กลุ่มรอยัลลิสต์พยายามแสวงหาความร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา จอมพล ป.พิบูลสงคราม เคยเผยความในใจกับเจ้าหน้าที่ทหารทูตสหรัฐอเมริกาหลายครั้งว่ามีความไม่พอใจกลุ่มรอยัลลิสต์อย่างมากและต้องการ “แก้เผ็ด” ด้วยการอนุญาตให้นายปรีดี พนมยงค์ กลับมาไทยเพื่อฟื้นฟูคดีสวรรคตใหม่
ต้นปี พ.ศ.2500 มีบันทึกภายในของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จะอนุญาตให้นายปรีดี พนมยงค์ เดินทางกลับไทยโดยปราศจากการขัดขวางและจะไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีสวรรคต ร.8 และคดีกบฏวังหลวง รายงานฉบับนี้ยังวิเคราะห์ว่า ปัญหาการเมืองภายในของไทยทั้งหมดนี้มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของไทยทั้งต่อจีนและสหรัฐอเมริกาด้วย
สหรัฐอเมริกาเห็นว่านายปรีดี พนมยงค์ เป็นตัวแทนของจีนที่จะส่งเสริมกิจกรรมของคอมมิวนิสต์ในไทยและหากสหรัฐอเมริกายินยอมให้รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม นำนายปรีดี พนมยงค์ กลับมาได้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนครั้งใหญ่ที่ทำให้ไทยปรับนโยบายต่างประเทศหันไปสู่จีน
ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงจำเป็นต้องขัดขวางการกระทำของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในเรื่องนี้
ยิ่งใกล้การเลือกตั้งที่กำหนดในกุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 การเดินทางกลับมาไทยของนายปรีดี พนมยงค์ ก็มีความคืบหน้ามากขึ้นตามลำดับ และไม่เพียงแต่จะสร้างความกังวลใจให้แก่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น กลุ่มรอยัลลิสต์ก็มีความหวาดวิตกเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นการกลับมาต่อสู้ในคดีสวรรคต ร.8 ของนายปรีดี พนมยงค์
(ขอบคุณข้อมูลจาก “ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี” ของ ณัฐพล ใจจริง”)
