จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ บ่อยครั้งกล่าวถึงทหารฝรั่งในกองทัพไทยว่ามีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการยิงปืนใหญ่ ดังจะเห็นได้จาก “เพลงยาวรบพม่าที่นครศรีธรรมราช” สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เสด็จยกทัพเรือไปปราบพม่า ตอนหนึ่งทรงบรรยายถึงเรือพระที่นั่งว่า

“ที่นั่งครุฑทอดท่าเตรียมเสด็จ ดังจะเห็จนภมาศดูอาจอัด

จับพญานาคินทร์บินรวบรัด สองหัตถ์ถือธงพิชัยยุทธ์

ลงยันต์ลายทองตำรับหลวง เด่นดวงเป็นรูปวายุบุตร

จ่ารงคร่ำใส่ช่องสองข้างครุฑ ฝรั่งคอยเตรียมชุดจะจุดปืน” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

‘จ่ารง-จ่ารงค์’ คือ ชื่อปืนใหญ่โลหะ (ทำจากเหล็กหรือสัมฤทธิ์) หล่อขึ้นในประเทศไทย บรรจุกระสุนทางปากกระบอก ในที่นี้น่าจะเป็น ‘ปืนจ่ารงค์หน้าเรือ’ ติดตั้งที่หน้าเรือรบ

ตอนที่เรือถึงเวลาจะถอนสมอ เหตุการณ์เป็นดังนี้

“๏ ครั้นได้ฤกษ์ที่จะจรถอนสมอ เขาฉุดช่อกว้านอึงคะนึงแซ่

เสียงสำเหนียกเรียกร้องฆ้องกระแต กำหนดแน่พร้อมกันบรรเทาทุกข์

พลแจวกราบแล้วลุกยืนจ้อง ลั่นฆ้องขานโห่น่าสนุก

ฝรั่งจุดปืนนารายณ์ปราบยุค สนั่นเสียงเหมือนจะปลุกให้ลืมครวญ”

บทละครรำเรื่อง “อิเหนา” เมื่อกองทัพท้าวกะหมังกุหนิงยกมาถึงชานเมือง ท้าวดาหาสั่งให้ปาเตะจัดการป้องกันพระนคร

“๏ เร่งรัดจัดพลอาสา ขึ้นประจำเสมาทุกหน้าด้าน

ประตูเมืองสี่ทิศให้ปิดบาน ลงเขื่อนมั่นลั่นดาลทันใด

เหล่าพวกกองฝรั่งพรั่งพร้อม ขึ้นอยู่ป้อมประจุปืนใหญ่

กะเกณฑ์กองกลางวางไว้ เสียงปืนหนักไหนให้ทัน” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

เมื่อมีศึกมาประชิดติดกรุงดาหา กษัตริย์วงศ์เทวาพากันส่งกองทัพมาช่วย หนึ่งในจำนวนนั้นคือ อิเหนา โอรสท้าวกุเรปัน ที่เตรียมยกทัพ

“ทัพหน้าทัพหลวงทัพหลัง พร้อมพรั่งตั้งโห่อึงอุด

ทหารโบกธงทองกระบี่ครุฑ ฝรั่งจุดปืนใหญ่ให้สัญญา

ชีพ่อก็เบิกโขลนทวาร โอมอ่านอาคมคาถา

เสด็จทรงช้างที่นั่งหลังคา คลาเคลื่อนโยธาทุกหมวดกอง”

ทหารฝรั่งกับปืนใหญ่ใช่จะมีแต่ในวรรณคดี ชีวิตจริงก็มีให้เห็นๆ อยู่ ตัดภาพมาดูการเสด็จเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราตามโบราณราชประเพณี อันเป็นส่วนหนึ่งในพิธีบรมราชาภิเษกที่เกิดขึ้นหลังจากเสร็จการพิธีภายในพระราชฐานแล้ว พระมหากษัตริย์จะเสด็จออกเลียบพระนครเพื่อให้อาณาประชาราษฎร์มีโอกาสได้เฝ้าทั่วหน้ากัน น่าสังเกตว่าเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่คล้ายๆ กับการยกทัพ ผิดกับกระบวนแห่เสด็จในการพิธีอื่นๆ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 บันทึกเหตุการณ์ไว้ดังนี้

“ครั้นถึงวันกำหนด พวกทหารอาสา ๖ เหล่าซ้ายขวาตั้งกองจุกช่องรายทางที่จะเสด็จ ตั้งปืนคู่ขานกยางทุกแพรกถนน เจ้าพนักงานจัดตั้งกระบวนแห่เสด็จพร้อมกัน ริ้วกระบวนแห่เสด็จเลียบพระนครครั้งนั้น กระบวนหน้าปลายริ้วฝรั่งแม่นปืน แต่งตัวเสื้อขลิบกำมะหยี่แดง ลากปืนจ่ารงรางเกวียน ๒ กระบอก” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

(หมายเหตุ : พงศาวดารบันทึกว่า ‘กรมฝรั่งแม่นปืน’ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช)

สมัยรัชกาลที่ 4 การเสด็จเลียบพระนครทางสถลมารคและทางชลมารค ทั้งสองกระบวนล้วนมีทหารฝรั่งแม่นปืนรวมอยู่ด้วย ดังที่พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลนี้บันทึกเกี่ยวกับการเสด็จเลียบพระนครทางสถลมารคไว้ดังนี้

“ครั้นได้มหาพิไชยฤกษ์เวลาย่ำรุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องต้นอย่างใหญ่ พระมหาพิไชยมงกุฎและเครื่องสำหรับพระมหากษัตริย์แล้ว เสด็จขึ้นทรงพระที่นั่งราเชนทรเป็นพระที่นั่งมณฑป มียอดหุ้มด้วยทองคำคาดกระจังจำหลักลายกุดั่น ประดับพลอยสีต่างๆ กระบวนหน้าฝรั่งแม่นปืนก็ยิงปืนคำนับ ๒๑ นัด ให้เคลื่อนพยุหยาตรากระบวนแห่เลียบพระนคร”

ส่วนการเสด็จเลียบพระนครทางชลมารค กล่าวถึงกระบวนเรือเตรียมแห่รับเสด็จประกอบด้วยเรือหลายลำ อาทิ “เรือเหราลายกำมะลอมีกูบจตุรมุขมีปืนใหญ่หน้าเรือบอก ๑ ฝรั่งแม่นปืนลำละ ๔ คน หลวงเสน่ห์สรชิตเป็นนายลำนุ่งปูมสวมเสื้อเข้มขาบ โพกขลิบทอง ฝีพายสวมเสื้อแดงหมวกแดงลำละ ๔๑ คน …ฯลฯ…” อีกทั้งยังมีบรรดาเรือแซ ในจำนวนนั้นคือ “เรือแซชิงไชเยศขวา เรือแซเพ็ชรปูมคามซ้าย พระยาแผลงศัตรู พระยาปราบปัจจามิตรเป็นนายลำ มีธงท้ายผูกปืนหน้าเรือ ฝรั่งแม่นปืนลำละ ๒ คน นายลำแต่งตัวเป็นรามัญ คนตีกรรเชียงแต่งตัวโพกผ้าเป็นรามัญ สวมเสื้อสีคราม เรือ ๑ๆ ลำๆ ละ ๕๒ คนหมู่ ๑” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

นอกจากนี้ พระราชพงศาวดารยังกล่าวถึงเรือพระที่นั่งว่า

“ครั้นได้มหาพิไชยฤกษ์เสด็จสรงสนานทรงเครื่องต้นสำหรับพระมหากษัตราธิราชแล้ว เสด็จพระราชดำเนินลงมาเรือพระที่นั่งกระบวนหน้า ฝรั่งนายทหารแม่นปืนยิงสลุตลำละ ๓ นัด ทหารปืนในเรือกำปั่นหลวงชื่อ พุทธอำนาจ ก็ยิงปืนรับ ๒๑ นัด กำปั่นขุนนาง เรือจีนลูกค้าก็ยิงปืนคำนับลำละ ๓ นัดทุกลำ แล้วเคลื่อนพยุหยาตราโดยทักษิณรอบพระนคร ถึงพระอารามวัดบวรนิเวศน์วิหาร เสด็จจากเรือพระที่นั่ง ขึ้นทรงพระราชยานเสด็จทางสถลมารคเข้าไปในพระอุโบสถ”

(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

มาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ไม่ต่างกัน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์สมัยนั้นบันทึกว่า กระบวนแห่เสด็จนั้นมีมากมายหลายกระบวน เริ่มจาก

“กระบวนที่ ๑ กระบวนทหารม้า …ฯลฯ… แล้วถึงทหารม้าเกราะทอง (แต่งเครื่องเกราะทองอย่างฝรั่ง) ถือขวาน และกรมม้าแต่งอย่างฮ่อ ถือเกาทัณฑ์ เป็นกระบวนขี่ม้าทั้งสิ้น

(หมายเหตุ : ชื่อกรมม้าเกราะทองมีมาแต่โบราณ มาแต่งเครื่องเกราะอย่างฝรั่งเศสเมื่อสมัยรัชกาลที่ 4)

ที่ ๒ กระบวนฝรั่งแม่นปืน (แต่งตัวอย่างฝรั่ง) ลากปืนจ่ารงค์ ๔ กระบอก …ฯลฯ… ไปจนจบกระบวนที่ ๑๒ สายนอก สายใน

ต่อด้วยกระบวนหลวง มีกระบวนที่ ๑๓ -๑๘ ถัดมาคือ

เสนากองหลัง มีกระบวนที่ ๑๙- ๒๖ โดยเฉพาะ

กระบวนที่ ๑๙ สายนอก รักษาพระองค์ถือปืน

สายใน ขุนหมื่น ๔ คนถือธงยันต์นำกระบวนเกณฑ์หัดอย่างฝรั่ง ถือปืนหลังม้า”

ทั้งฝรั่งแม่นปืนและเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งล้วนเป็นทหารอาสาต่างประเทศขึ้นกับ ‘กรมอาสา’ หรือกรมทหารอาสาต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นทหารรักษาพระองค์และออกรบในศึกสงคราม ซึ่งมิได้มีแต่ฝรั่งเท่านั้น

ขอยกยอดไปคุยต่อฉบับหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“เอกนัฏ” ลุยจัดระเบียบ Data Center ปูพรมตรวจทั่ว กทม. พบถังน้ำมันกว่า 1.5 แสนลิตรไร้ใบอนุญาต สั่งดำเนินคดี
สน.วังทองหลาง เปิดปฏิบัติการลุยตรวจสอบสถานบริการ-สถานประกอบการ กลุ่มเสี่ยง 5 ร้าน โซนซอยมหาดไทย
ไทยสร้างไทย จี้รัฐบาลแก้ปัญหา กยศ. ถังแตก หากไม่เร่งแก้ไข จะตัดโอกาสเยาวชนอีกหลายหมื่นคน
กมธ.สาธารณสุข จี้ รมว.สธ.เร่งตรวจเชิงรุก กรณีพ่อแม่ทิพย์ เสนอบังคับตรวจดีเอ็นเอ​
อนุ กมธ. อุตสาหกรรมฯ จี้คุมเข้ม “แพลนต์ปูน” กลางชุมชน จ่อลุยตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้าหลังชาวบ้านร้องฝุ่นพิษ-น้ำปูนทะลัก
E-DUANG | พัฒนาการ ในทาง ความคิด เหมือนจะ”จบ” กลับ”ไม่จบ”
วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหาใหญ่ ชี้ต้องกล้าคุมเข้มย้อนหลัง-อุดช่องโหว่กฎหมาย-เลือกส่งเสริมแบบมีเป้าหมาย-อย่าช่วยแต่เจ้าของนิคมกับผู้รับเหมา
อดีต รมว.คลัง ค้านเก็บเล็กเก็บน้อย ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท จนเสียรายได้ก้อนใหญ่
สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)