วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
เรื่องราวบุรุษทั้งสอง “ผู้มาใหม่” ยุคหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งใหญ่ ยังอยู่ในสายตาผู้คน
สายตาคนทั่วไปจับจ้อง Forbes Thailand’s 50 Richest ทุกปี เช่นปีนี้ (2025) ผู้คนมักให้ความสำคัญผู้อยู่หัวตารางซึ่งมีการปรับเปลี่ยนอันดับให้ดูตื่นเต้นไปบ้าง
หากมองภาพรวม ที่น่าสังเกตอีกมิติ มีสองคนที่น่าสนใจ ยังคงอยู่ในลิสต์ แม้ในท้ายตาราง
ตัน ภาสกรนที อันดับ 42 กับ วิทูร สุริยวนากุล และครอบครัว ซึ่งอยู่ในอันดับ 48
คนแรก เข้าอันดับมาตั้งแต่ปี 2557 หลุดออกไปจากลิสต์บ้างในช่วงหนึ่ง กลับมาใหม่อีกครั้งอยู่ติดต่อกัน 2 ปีแล้ว เป็นไปตามจังหวะชีวิตอันโลดโผนพลิกผันอย่างน้อยสองรอบ
อีกคน เข้ามาอยู่ในลิสต์ช่วงเดียวกัน ตั้งแต่มีดีลใหญ่ อยู่มาทุกปีจนปัจจุบัน แม้กิจการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ความมั่งคั่งไม่แปรผันตามเท่าที่ควร
เรื่องราวของทั้งสอง เริ่มต้นเป็นกระแสได้รับความสนใจพอสมควร ในจังหวะคาบเกี่ยวเข้ามาอยู่ในลิสต์ Forbes Thailand’s 50 Richest แล้วก็ค่อยๆ เฟดลง ตามสถานการณ์ผันเปลี่ยนในช่วงเวลาที่ผ่านมา
คนแรก มากับกระแส “ชาเขียว” ของสังคมไทย เริ่มจากเมืองหลวง-กรุงเทพฯ
อีกคน มองเห็นโอกาสธุรกิจอีกกระแสหนึ่งในภาคอีสาน
เรื่องราวตัน ภาสกรนที กับปรากฏการณ์ “ชาเขียว” เกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ของสังคมไทย จากเปิดแบรนด์ โออิชิ (ปี 2542) ในฐานะร้านอาหารญี่ปุ่น สู่เครื่องดื่มชาเขียว “โออิชิ กรีนที” ได้ออกสู่ตลาด (ปี 2546)
จังหวะและโอกาส เกิดขึ้นตามความนิยม “ชาเขียว” พุ่งแรง สัมพันธ์กับความสนใจด้านสุขภาพของผู้คน บวกกับกระแส “ญี่ปุ่น” ซึ่งกำลังก่อตัวระลอกใหม่
ตัน ภาสกรนที มีความสามารถในการปรับตัวและคว้าโอกาสทางธุรกิจ เพียงช่วงข้ามปี ความสำเร็จเป็นไปอย่างน่าทึ่ง เขาตัดสินใจเพิ่มทุนกิจการอย่างก้าวกระโดด จากนั้นได้นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (สิงหาคม 2547)
ในฐานะปัจเจก ตัน ภาสกรนที ใช้เวลาเพียง 5 ปี สะสมความมั่งคั่ง กลายเป็นผู้มีโอกาสใหม่คนแรกๆ ในช่วงหลังวิกฤตการณ์ปี 2540
ขณะเดียวกันผู้คนในสังคม มองความสำเร็จของเขา เป็น “ต้นแบบ” ที่น่าทึ่ง
เช่นเดียวกัน วิทูร สุริยวนากุล ผู้ก่อตั้ง โกลบอลเฮ้าส์ เริ่มต้นกิจการในรูปแบบใหม่ในปี 2540 อยู่ในวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ด้วยความเชื่อมั่นกับตลาดเกิดขึ้นใหม่ ตอบสนองธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ
โมเดลธุรกิจจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง แบบ Warehouse Store และระบบ Drive-thru ดูเป็นไปอย่างธรรมดา เมื่อสร้างความสัมพันธ์กับบริบททั้งสังคมและธุรกิจอย่างเฉพาะเจาะจง ความสำเร็จอย่างไม่มีใครคาดก็มาถึง โกลบอลเฮ้าส์ สาขาแรก เปิดขึ้นที่ จ.ร้อยเอ็ด (2540) ตามหลังมาติดๆ ผู้บุกเบิก-Homepro เพิ่งเปิดสาขาแรกชายกรุงเทพฯ-ที่รังสิต (ปี 2539)
ช่วงเวลานั้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าวัสดุก่อสร้างได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจใหญ่
ขณะในภูมิภาค ผลกระทบมีไม่มากนัก มีความเป็นไปได้ว่า หัวเมืองเติบโตอย่างเงียบๆ มีแรงกระตุ้นโดยตรงและโดยอ้อม จากความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชายแดนและประเทศเพื่อนบ้าน ผู้มีประสบการณ์และคนในพื้นที่อาจจับกระแสและมองเห็นโอกาสได้ดีกว่า
เวลาต่อมาเป็นไปตามนั้น แถมปลุกเร้าด้วยกระแสการหลอมรวมระบบเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะมาถึงด้วย โดยเฉพาะภาคอีสาน กลายเป็นภูมิภาคที่มีความเติบโต เครือข่ายธุรกิจระดับประเทศทั้งหลาย เดินหน้าเข้าสู่สนามประลองกันอย่างคึกคัก
ที่แตกต่าง กว่าวิทูร สุริยวนากุล จะนำโกลบอลเฮ้าส์ เข้าตลาดหุ้นได้ใช้เวลาถึงหนึ่งทศวรรษ (ปี 2552)
ตัน ภาสกรนที ปรับตัวกับโอกาสใหม่ราวติดปีก เพียงปีเศษหลังจากกิจการเข้าตลาดหุ้น ด้วยการตัดสินใจครั้งใหญ่ สร้างความงุนงงกับผู้คนพอสมควร เขาขายหุ้น บริษัท โออิชิกรุ๊ป ในสัดส่วนถึง 55% ให้กับเครือข่ายธุรกิจ ไทยเบฟเวอเรจ หรือที่เรียกว่า “กลุ่มเบียร์ช้าง” (ปลายปี 2548) ได้เงินก้อนใหญ่ มากกว่า 3,000 ล้านบาท จะเรียกว่าชีวิตพลิกผันก็ได้ จากเจ้าของกิจการมาเป็น “ลูกจ้าง”
ดูคล้ายๆ กันในบางระดับ โกลบอลเฮ้าส์ หลังเข้าตลาดหุ้น (ปี 2552) นอกจากมีพลังในการขยายเครือข่าย อีกด้านหนึ่งเป็นการปรากฏตัวในที่ “โล่งแจ้ง” จนมีดีลใหญ่ โดย เอสซีจี เข้าถือหุ้นประมาณหนึ่งในสาม (ปี 2555)
ว่าไปแล้วเป็นดีลไม่ใหญ่เลยสำหรับเครือข่ายกิจการระดับภูมิภาค และบริษัทเก่าแก่ของสังคมไทยอย่างเอสซีจี ด้วยการลงทุนไม่ถึงหนึ่งหมื่นล้านบาท ถือเป็นธุรกิจไทยรายแรกที่เอสซีจีให้ความสำคัญอย่างแตกต่าง
คงฐานะเพียงกิจการร่วมทุน ไม่เป็นกรณีซื้อกิจการเพื่อควบคุมการบริหารทั้งหมด อย่างที่เคยทำๆ มา
ตัน ภาสกรนที มีชีวิตพลิกผันอีกรอบ เมื่อลาออกจากตำแหน่งบริหาร (2553) ในฐานะ “ลูกจ้าง” โออิชิในเครือข่ายไทยเบฟฯ เป็นไปอย่างกระชั้นตามสไตล์ของเขา ก่อตั้งกิจการของตนเองขึ้นใหม่ทันทีในปีเดียวกัน
นับช่วงเวลาจากที่ลาออกจาก “โออิชิ” จนถึงเปิดตัวสินค้าเครื่องดื่มสำเร็จรูปชาเชียว “อิชิตัน” ใช้เวลาเพียง 8 เดือน
ส่วนการนำกิจการเข้าตลาดหุ้นคราวนี้ ใช้เวลามากกว่าเดิม เป็นประมาณ 3 ปี (ปี 2557) ถือว่าอยู่ในจังหวะที่ดี หรือจะเรียกอีกทีว่า ตัน ภาสกรนที สร้างปรากฏการณ์ “ชาเขียว” ขึ้นใหม่อีกรอบ
“ในปี 2556 ตลาดเครื่องดื่มชาพร้อมดื่ม (Ready to Drink Tea) มีมูลค่ารวม 16,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 23% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดเป็นอันดับ 1 เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ และยังมีแนวโน้มการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง…” สรุปข้อสนเทศ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ไว้ในขณะนั้น
อีกข้อมูลหนึ่ง รายงานการสำรวจ-ดัชนีค้าปลีกของ Nielsen (มกราคม 2557 ระบุว่า อิชิตันใช้เวลาไม่ถึง 3 ปีสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำเครื่องดื่มชาเขียว “ผู้นำตลาดเครื่องดื่มชาพร้อมดื่ม 3 รายแรกของปี 2556 ได้แก่ อิชิตัน, โออิชิ และ เพียวริคุ ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 42% 39% และ 9% ตามลำดับ” ทั้งๆ ที่ในเวลานั้น ตลาดเครื่องดื่มชาเขียวเต็มไปด้วยคู่แข่งรายใหญ่ โดยเฉพาะโออิชิ-แบรนด์ที่เขาสร้างมากับมือ ซึ่งครองความเป็นผู้นำมากว่าทศวรรษ ซึ่งอยู่เครือข่ายไทยเบฟเวอเรจ และเพียวริคุ-หนึ่งในแบรนด์ดังของกลุ่มกระทิงแดง
ปีนั้นเอง (2557) ตัน ภาสกรนที ได้เข้ามาอยู่ในลิสต์ Thailand’s 50 Richest ครั้งแรก
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น กรณีวิทูร สุริยวนากุล กับ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL ด้วยความมั่งคั่งอ้างอิงกัน พิจารณาความเป็นไปของ GLOBAL ในช่วงเวลานั้น ระบุไว้ว่า ราคาหุ้นได้เพิ่มสูงขึ้นมากถึง 129% หลังจากขายหุ้นหนึ่งในสามให้เอสซีจี ได้เพียงปีเดียว (ปี 2557) หรือสูงขึ้นถึง 8 เท่าหลังจากเข้าตลาดหุ้น (ปี 2552)
นั่นเป็นเหตุปัจจัยในเวลาต่อมา วิทูร สุริยวนากุล และครอบครัว ซึ่งครอบครองหุ้นมากกว่า 50% จึงปรากฏชื่อใน Thailand’s 50 Richest
ช่วงราว 15 ปีของตัน ภาสกรนที กับ “อิชิตัน” จนถึงปัจจุบัน ใช่ว่าจะราบรื่น พิจารณาผลประกอบการ ICHI ในช่วงใกล้ๆ มานี้ปี 2566-2567 รายได้เพิ่งขยับขึ้นอย่างมีนัยยะ จากระดับ 5,000 ล้านบาท สู่ระดับ 8,000 ล้านบาท กำไรขยับขึ้นสู่หลักพันล้านบาทแล้ว จึงสะท้อนความเป็นไปตามลิสต์ที่กล่าวอ้างข้างต้น
ส่วนวิทูร สุริยวนากุล กับ GLOBAL คงฐานะกิจการร่วมทุนกับเอสซีจี ดำเนินอย่างต่อเนื่องมากว่าทศวรรษเช่นกัน แม้ได้ขยายสาขา จากราว 10 แห่ง สู่ระดับ 100 แห่งแล้วก็ตาม รายได้ขยับค่อนข้างมาก จากระดับ 5,000 ล้านบาท (ปี 2555) มาเป็นกว่า 30,000 ล้านบาท คงระดับนี้มาหลายปีแล้ว
ขณะเทียบเคียงกับ Thailand’s 50 Richest ความมั่งคั่งของวิทูร สุริยวนากุล กับครอบครัว มีการขึ้นลงบ้างเล็กน้อยเท่านั้น
ที่น่าสนใจกว่านั้น ทั้งสองยังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ผันแปรอยู่มิขาด
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
