ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ระบบทรัมป์กับระบบทุน
: ใครจะอยู่ใครจะไปก่อนกัน
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ได้ปรากฏมาในประวัติศาสตร์ ประเทศต่างๆ แทบไม่มีใครสงสัยว่ากำเนิดและพัฒนาการของระบบทุนนิยมอเมริกาเป็นทุนแบบเก๊หรือกึ่งทุนนิยมอะไรหรือไม่
บางคนเชื่อว่าอเมริกาเกิดมาพร้อมกับระบบทุนนิยมเลยเสียด้วยซ้ำ
ถ้าอย่างนั้นอะไรคือปัญหาของระบบทุนในอเมริกา
ผมคิดว่าปัญหาของพัฒนาการระบบทุนในสหรัฐได้แก่การผสานลักษณะเฉพาะของสังคมอเมริกันเข้ากับลักษณะทั่วไปของระบบทุนนิยม ปัญหานี้นักลัทธิมาร์กซ์ส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในยุโรปไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกำเนิดและพัฒนาการของระบบทุนนิยมที่เกิดในยุโรปดำเนินมาอย่างเป็นเส้นตรง จากการพังทลายลงของระบบฟิวดัลหรือศักดินายุโรปแล้วเข้าสู่ระบบทุนเลย
จึงไม่มีปัญหาเรื่องระบบการผลิตก่อนทุนนิยมให้ถกเถียง ว่ามันจะมีอิทธิพลอะไรหรือไม่ต่อการเกิดและพัฒนาของระบบทุนที่ตามมา
ถ้ามีก็เล็กน้อยแก้ได้ด้วยการหาหลักฐานมายืนยันในรายละเอียดที่ยิ่งตอกย้ำให้เห็นการเกิดชนชั้นกระฎุมพีและระบบทุนยิ่งถูกต้องขึ้น
แต่ในสังคมนอกยุโรป เรื่องราวไม่ราบรื่นและง่ายดายเหมือนเส้นตรง
เพราะอิทธิพลและความต่อเนื่องของระบบสังคมก่อนทุนนิยม เช่นระบบทาสกสิกร ชาวเอกระ ไพร่ทั้งฟ้าและไท ไปถึงทาสสมัยใหม่ที่ถูกซื้อและจับมาจากแอฟริกาเพื่อมาเป็นแรงงานในการผลิตสินค้ารุ่นแรกที่ให้กำเนิดตลาดโลก
นี่คือที่มาของการเกิดระบบการผลิตแบบทาสที่ก่อรูปเคียงข้างระบบนายทุนก่อนการสถาปนาระบบทุนนิยมทางการในสังคมที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ สร้างเงื่อนไขของการเป็นระบบทุนที่เป็นลูกผสมระหว่างความสัมพันธ์เชิงส่วนตัวแบบอุปถัมภ์กับความสัมพันธ์แบบทุนกับแรงงานเสรี ดำรงและพัฒนาภายในระบบการผลิตแบบอเมริกันมายาวนาน

มองอย่างเป็นด้านบวก แสดงว่าระบบทุนสมัยใหม่มีประสิทธิภาพในการผสมกลมกลืนกับระบบผลิตอะไรก็ได้เพื่อผลประโยชน์ของมันต่อไป
ในด้านลบปัญหาขัดแย้งจะเกิดเมื่ออำนาจรัฐที่เติบใหญ่มาในระบบการผลิตทุนที่ต้องตอบสนองความต้องการของชนชั้นปกครองที่แตกแยกกันตามการถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ต่างกัน
ในสหรัฐ ชนชั้นปกครองภาคเหนือต้องการทรัพย์สินส่วนตัวที่เป็นของปัจเจกบุคคล (property individualism)
แต่ชนชั้นนายทาสภาคใต้ต้องการทรัพย์สินในตัวทาสมากกว่า
นับแต่แรกเริ่ม ระบบการผลิตอาณานิคมอเมริกาก็สร้างระบบการผลิตทาสที่ตรงข้ามกับระบบทุนโดยสิ้นเชิงขึ้นมา นั่นคือระบบทาสผิวดำ เพื่อใช้เป็นแรงงานในการผลิตสินค้าเกษตรกรรมที่กลายมาเป็นพื้นฐานในการสะสมทุนให้แก่ระบบทุนนิยมอย่างสำคัญยิ่ง สินค้าหลักตอนนั้นได้แก่น้ำตาล ข้าว ยาสูบ คราม และฝ้าย กลายเป็นสินค้าที่ตลาดยุโรปต้องการ หากมองจากจุดยืนของการผลิต ชนชั้นนายทาสภาคใต้ก็เข้าร่วมกระบวนการสร้างระบบทุนนิยมให้เป็นระบบโลกนับแต่ระยะแรกของมัน เพราะพวกนั้นมีจุดหมายแน่นอนในการผลิตยาสูบและฝ้ายเพื่อตลาดภายนอกเป็นหลัก ไม่ใช่การผลิตเพื่อบริโภคหรือสร้างมูลค่าในการใช้สอยขึ้นมาแต่อย่างใด
ปัญหาเรื่องอัตลักษณ์ของความเป็นอเมริกันที่จะขัดแย้งกับลักษณะทั่วไปของระบบทุนปรากฏขึ้นในปริมณฑลของอุดมการณ์และการสร้างรัฐ เมื่อชนชั้นนายทาสภาคใต้เริ่มเสนอนโยบายที่วางอยู่บนผลประโยชน์ของระบบการผลิตแบบทาส คือเปิดการค้าเสรี ไม่ต้องเก็บภาษีนำเข้าที่สูงเกินไป ไม่เก็บเลยยิ่งดี เพราะนายทาสภาคใต้ชอบบริโภคสินค้าและของแพงๆ จากยุโรป
ส่วนนายทุนและผู้ประกอบการภาคเหนือต้องการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าเพื่อป้องกันและรักษาอุตสาหกรรมในประเทศที่เพิ่งตั้งไข่
“สงครามการค้า” (“The Tariff War”) ของทรัมป์จึงไม่ใช่เรื่องใหม่
หากมันเคยเกิดมาแล้วและเกือบนำไปสู่การใช้กำลังกันระหว่างรัฐบาลแจ็กสันที่ต้องการรักษาอำนาจของรัฐบาลกลางและผลประโยชน์ของทุกภาคเพื่อให้สหพันธ์ (union) อยู่รอดปลอดภัย กับรองประธานาธิบดีที่เป็นคนใต้ (จอห์น ซี. แคลฮูน เซาท์แคโรไลนา) ที่พยายามเสนอทฤษฎีการลบล้างกฎหมายรัฐ (doctrine of Nullification) ว่าสิทธิของมลรัฐนั้นมาก่อนและไม่อาจลบล้างโดยรัฐบาลสหพันธ์ได้ หมายความว่ามลรัฐสามารถปฏิเสธและไม่ทำตามกฎหมายของรัฐบาลกลางได้หากพิจารณาแล้วว่าเป็นการบั่นทอนทำลายผลประโยชน์ของรัฐลงไป
ซึ่งประธานาธิบดีแจ็กสันตอบกลับไปว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมาก่อนมลรัฐ หากดำเนินตามทฤษฎีนี้ก็เท่ากับว่าเป็นการทรยศต่อประเทศ เขาพร้อมใช้กำลังเข้าจัดการทันที กฎหมายภาษีนำเข้าครั้งนั้นจึงยุติลงด้วยการประนีประนอมลดอัตราภาษีลงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนายทาสภาคใต้ด้วย
พัฒนาการระบบทุนในสหรัฐจึงดำเนินไปอย่างแนบแน่นกับการสร้างชนชั้นปกครองและถูกปกครอง คู่ปรปักษ์แรกได้แก่ระหว่างชนชั้นกระฎุมพีเสรีนิยมภาคเหนือกับชนชั้นนายทาสซึ่งเป็นเจ้าที่ดินไม่เสรีนิยมภาคใต้ ส่วนผู้ถูกปกครองหรือประชาชน ได้แก่เสรีชนเจ้าของฟาร์มครอบครัวภาคเหนือกับพวกคนผิวขาวไม่มีทาสแต่มีที่ดินเล็กน้อยภาคใต้ และทาสผิวดำที่เป็นแรงงานไม่เสรีหรือแรงงานมีพันธะในภาคใต้ โครงสร้างทางสังคมดังกล่าวมีผลต่อการร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องประนีประนอมเพื่อยอมให้นับจำนวนทาสได้ในการคำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่นอกนั้นไม่ให้สิทธิอะไรเลย ต้องรอจนกว่าหลังสงครามกลางเมือง รัฐธรรมนูญถึงจะยอมรับสิทธิพลเมืองของอดีตทาส
ซึ่งขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังแก้กฎหมายว่าสิทธิพลเมืองนั้นไม่ใช่ได้มาด้วยการเกิดในอเมริกาเท่านั้น หากแต่พ่อแม่ต้องเป็นพลเมืองก่อนด้วย
ในทางอุดมการณ์ การเกิดชนชั้นปกครองที่มีฐานเศรษฐกิจตรงข้ามกัน นำไปสู่วิวาทะและการโต้แย้งถึงแก่นแท้ของลัทธิเสรีนิยมว่าคืออะไรกันแน่ ระหว่างเสรีภาพและทรัพย์สินส่วนตัวของปัจเจกบุคคล กับเสรีภาพและทรัพย์สินในร่างกายของทาสที่เป็นของนาย
สาธารณรัฐจะปกปักรักษาด้านไหนมากกว่ากัน เพราะเมื่อระบบเศรษฐกิจขยายตัวเติบใหญ่ ระบบทุนที่เป็นอุตสาหกรรมเรียกร้องต้องการแรงงานเสรีของปัจเจกที่ไร้ปัจจัยการผลิต
ในขณะที่ระบบทาสกลับต้องการเพิ่มจำนวนแรงงานทาสและขยายที่ดินเพาะปลูกสินค้าเชิงเดี่ยวสำหรับตลาดโลกมากขึ้น การต่อสู้และปะทะกันระหว่างนักการเมืองนำไปสู่การสร้างและพัฒนาพรรคการเมืองที่เป็นระบบสองพรรคขึ้นมา กล่าวได้ว่า การมีนโยบายระดับชาติที่ขัดแย้งตรงข้ามกันอย่างเด็ดขาดมีส่วนในการทำให้การเกิดพรรคการเมืองเพื่อเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่อยู่ในสมการทุนกับทาส ทำไม่ได้หรือทำได้ยากมากๆ
สงครามกลางเมืองจึงถูกมองว่าเป็นปัจจัยชี้ขาดระหว่างการต่อสู้ระหว่างสองชนชั้นกับสองระบบการผลิต นำไปสู่การสรุปว่านั่นคือชัยชนะของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่มีเหนือระบบการผลิตก่อนทุนรูปแบบทั้งหลายรวมทั้งระบบทาส
ตอกย้ำความเชื่อว่าในที่สุดแล้วทุกประเทศหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นระบบทุนนิยมไม่ช้าก็เร็ว ไม่ด้วยการปฏิวัติก็ด้วยการปฏิรูป
ผมเล่าประวัติศาสตร์ย่อๆ นี้เพื่อลองมาทำแบบฝึกหัดว่าจะใช้อธิบายการเกิดและพัฒนาของระบบทรัมป์ในขณะนี้ได้หรือไม่ หากจะใช้ประโยชน์จากอดีตของอเมริกาเอง ผมคิดว่าการสรุปพัฒนาการข้างต้นนี้จำเป็นต้องมีการรื้อฟื้นและตีความเสียใหม่
ข้อแรกคือความเชื่อว่าระบบทุนนิยมต้องเกิดในทุกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในข้อนี้ผมเสนอว่าการประกาศแยกภาคใต้ออกจากสหรัฐนั้นเป็นการท้าทายความเหนือกว่าของระบบทุนนิยมว่าไม่ได้เหนือกว่าระบบทาสแต่อย่างใด
สิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ และคณะ กำลังดำเนินการอยู่ มองอย่างเปรียบเทียบ มันคือการท้าทายระบบโลกาภิวัตน์ของทุนหลังสมัยใหม่ว่าไม่ต้องเดินไปบนเส้นทางเสรีนิยมก็ได้
ทางออกของเขาคือให้หันมาเดินแบบ “ภาคใต้เก่า” (The Old South) ดังนั้นนโยบายแบบลัทธิมอนโรมาถึงโดดเดี่ยวจากความขัดแย้งในประเทศอื่นในโลก (Isolationism) จึงถูกประกาศโดยสาวกและคณะรัฐมนตรีทรัมป์เป็นวรรคเป็นเวรตามโอกาส
นโยบายใหญ่ของทรัมป์ในสมัยนี้คือการโค่นล้มระบบรัฐการและหน่วยงานของสหพันธ์ที่เป็นแกนหลักของการค้ำจุนโครงสร้างและการปฏิบัติแบบเสรีนิยมและการเปิดเสรีให้ทุนต่างชาติเข้ามาเอาเปรียบแรงงานเสรีในอเมริกาที่เป็นคนผิวขาว
มองกลับไปมันคล้ายกับการพยายามของชนชั้นนายทาสภาคใต้ที่จะโค่นล้มอำนาจรัฐบาลสหพันธ์นับแต่ยุคแรกแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งต้องพ่ายแพ้ไปในสงครามกลางเมือง
การกลับมาของลัทธิทรัมป์ หากมองอย่างเปรียบเทียบ จึงเป็นการประชันอีกครั้งของอำนาจและพลังที่ไม่ใช่ทุนนิยมแบบเสรี ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศเสียใหม่ให้เป็นแบบที่พวก MAGA ใฝ่ฝันและต้องการให้เกิดขึ้นในสหรัฐ
คือสาธารณรัฐของคนผิวขาวไม่ใช่คนผิวดำ ปิดกั้นการเข้ามาอย่างเสรีของทุนต่างชาติ นอกจากพวกที่ยอมสวามิภักดิ์เหมือนไพร่ทาสที่ยอมขึ้นต่อเจ้านายฯ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
