เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
‘สุรพศ ทวีศักดิ์’ วิพากษ์
‘คณะสงฆ์’ และ ‘พุทธแบบไทยๆ’
หมายเหตุ เนื้อหาบางส่วนจากบทสนทนาว่าด้วย “วิกฤตพุทธศาสนาไทย” ระหว่าง “ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข” กับ “สุรพศ ทวีศักดิ์” นักวิชาการด้านปรัชญา ซึ่งเคยบวชเรียนมาก่อน ในรายการ “ประชาธิปไตยสองสี” เผยแพร่ทางช่องยูทูบมติชนทีวี เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม
ใบตองแห้ง : พระถูกห้ามแสดงความคิดเห็นทางการเมือง พุทธศาสนาถูกทำให้ออกห่างจากสังคม แต่พระสายสังฆาธิการก็ยังรับผลประโยชน์ต่างๆ ส่วนพระสายมูก็มีเยอะมาก
สุรพศ : ผมคิดว่าลักษณะของ “ศาสนาพุทธไทย” เป็นพุทธที่ปกป้องภาพลักษณ์ ปกป้องความบริสุทธิ์ของตนเอง ไม่ได้เน้นว่าเราจะปรับตัวไปกับสังคมอย่างไร จะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับสังคมอย่างไร
มีพระช่วยเรื่องโรคเอดส์ ช่วยเด็กด้อยโอกาส แต่เป็นกรณีปัจเจกบุคคล คือพระที่มีความคิดแบบนั้นก็มาทำเอง แต่ไม่ได้มีนโยบายของคณะสงฆ์ ว่าให้พระช่วยสังคมในด้านต่างๆ ช่วยเด็กยากจน ช่วยทุนการศึกษา ไม่มีลักษณะแบบนั้น
พอเกิดปัญหานี้ (สีกากอล์ฟ) ขึ้น ก็จะเห็นว่าเรามามุ่งปกป้องความบริสุทธิ์ของพระ แต่เราไม่มีความคิดเรื่องปกป้องสิทธิของบุคคลที่เป็นหลักการของเรื่องโลกวิสัย
เช่น พระที่เป็นข่าวมีคลิปออกมา ปรากฏว่าท่านปาราชิกมาแล้วเป็นสิบปี คือถ้าเป็นคนอ่อนต่อโลก ไร้เดียงสา มันต้องสึกตั้งแต่หลวมตัวไปมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก แต่การที่ไปทำผิดแล้วไม่สึก ยังสอนคน ยังรับบริจาคเงินทำบุญ นี่เป็น “เขี้ยวลากดิน” แล้ว ไม่ใช่ไร้เดียงสา คุณเป็น “พระปลอม” มาสิบปี
ทีนี้ พอจับได้ตอนนี้ ถามว่าสึกแล้วก็จบเหรอ? แล้วเงินที่รับบริจาคทำบุญมาเป็นสิบๆ ปี กี่ล้าน? จะต้องคืนให้วัดไหม? เป็นบัญชีส่วนตัว? แล้วคุณมีคลิปเผยแพร่ออกมา ถูกจับได้ และสึกไปพร้อมเงินส่วนตัวเป็นแสนเป็นล้าน ไปใช้ชีวิตส่วนตัวสบายๆ เลยเหรอ?
มันไม่มีการตรวจสอบเลยว่า สมมุติคุณปาราชิก อย่างเช่นพระที่เป็นศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ ปาราชิกตั้งแต่ปี 2559 สิบปีมานี้ รายได้ส่วนตัวของคุณที่มาจากเงินทำบุญ เมื่อคุณสึกคุณต้องคืนให้วัดไหม? เพราะว่าเป็นรายได้ที่มิชอบ คุณไม่ได้เป็นพระจริงๆ คุณขาดจากความเป็นพระแล้ว แต่คุณยังรับเงินทำบุญ
สมมุติ ผมบริจาคให้คุณไปเมื่อวานนี้ หนึ่งแสน แล้ววันนี้มีคลิปออกมา ผมสามารถขอเงินผมคืนได้ไหม? สามารถฟ้องทางกฎหมาย เอาเงินผมคืนได้ไหม? หรือกฎหมายจะบอกว่าเป็นเงินส่วนตัวของเขาแล้วจบอย่างนั้นเหรอ?
ผมถูกหลอกนี่ เพราะตอนที่ผมบริจาคเมื่อวานนี้ ผมเชื่อว่าคุณเป็นพระถือพรหมจรรย์ แต่จริงๆ คุณหลอกคนมาตั้งสิบปี แล้วแต่ละราย (พระสงฆ์ที่พัวพันกับสีกากอล์ฟ) ก็จะเป็นอย่างนั้น หลอกมาหลายปี ไม่ใช่เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น นอกจากไม่สึก ยังโอนเงินวัด เงินตัวเอง ให้กับสีกา
แล้วมันก็น่าสงสัย ที่เขาแชร์ออกมาเรื่อยๆ กลายเป็นว่าพระเหล่านั้นเคยเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรียนหนังสือ เป็นเปรียญสูงๆ เปรียญเก้าด้วยกัน รู้จักกัน สีการู้จักกับพระองค์นี้แล้วก็ขอเบอร์พระองค์นั้น แล้วก็ไปต่อกับพระองค์นั้น มันหมายความว่าอะไร? หมายความว่าเป็นเรื่องบังเอิญ? หรือเป็นเรื่องซื้อบริการทางเพศผู้หญิงคนเดียวกันหรืออย่างไร?
นี่คือปัญหา คล้ายๆ กับว่าระบบศาสนจักรแบบนี้ มันมีเรื่องแบบนี้อยู่ด้วย
ใบตองแห้ง : เรา (ไทย) ไม่ค่อยสอนพุทธปรัชญาใช่ไหม เพราะอย่างสำนักพุทธในยุโรปก็ก้าวหน้ามากในเรื่องปรัชญา-ความคิด?
สุรพศ : พุทธปรัชญาที่สอนกันในบ้านเรา ก็มีสอนที่จุฬาฯ แต่มันก็ไม่เผยแพร่เป็นที่เข้าใจรับรู้กันทั่วไป แล้วพระเราก็จะมีทัศนคติที่แอนตี้ปรัชญา
พระนักคิดที่สำคัญๆ ก็จะมองว่าปรัชญาเป็นเรื่องเก็งความจริงแบบคิดเอา เป็นเกมความคิด เป็นเรื่องตรรกะเหตุผล แต่ศาสนาเป็นเรื่องปฏิบัติ เปลี่ยนแปลงด้านในของเราให้ดีขึ้น ซึ่งก็พูดถูกแต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะปรัชญามันก็นำมาสู่การปฏิบัติ
อย่างเช่น “ปรัชญามาร์กซิสต์” ก็นำมาสู่การปฏิวัติสังคม “ปรัชญาเสรีนิยม” ก็นำมาสู่การปฏิบัติ ที่ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงจากรัฐแบบใช้อำนาจเทวสิทธิ์ของกษัตริย์ มาเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย แล้วก็มาสู่การปฏิบัติเรื่องสิทธิปัจเจกบุคคล กฎหมายสมรสเท่าเทียมก็มาจากเสรีนิยม รัฐสวัสดิการก็บวกระหว่างเสรีนิยมกับสังคมนิยม
มันเป็นการปฏิบัติในทางปรัชญาที่นำมาสู่การเมือง สู่วิถีชีวิต สู่ครอบครัว พ่อแม่ที่หัวสมัยใหม่ก็เลี้ยงลูกแบบเคารพรับฟังเหตุผลของกันและกัน ไม่ใช้อำนาจเผด็จการ
แต่พุทธเราไม่ได้เน้นลักษณะอย่างนี้ ถ้าเป็นพุทธในตะวันตก เขาก็ไปผสมกับปรัชญาแบบเสรีนิยม สังคมนิยม คือเขาจะไม่เป็นพุทธปรัชญาเพียวๆ แต่ของไทยมาเน้นพุทธปรัชญาเพียวๆ แล้วบอกว่าพุทธปรัชญาเหนือกว่าปรัชญาตะวันตกทั้งหมด เพราะปรัชญาตะวันตกทั้งหมดมันก็แค่เรื่องทางโลก มันไม่สามารถทำให้เราพ้นทุกข์หลุดพ้นได้จริง ก็จะพูดกันแบบนี้
แต่ถ้าเป็นพุทธปรัชญาในลักษณะของ “ทะไลลามะ” วัชรยาน ก็จะมองที่ความเป็นมนุษย์เหมือนปรัชญาตะวันตก ความเป็นมนุษย์ก็คือเราทุกคนมี “พุทธภาวะ” มี “ความเป็นพุทธะ” ในตัวเอง เป็นธรรมชาติของเราเท่าเทียมกันเลย เท่าเทียมกันทุกเพศ
ถ้าเราเปรียบเทียบกับปรัชญาของ “อิมมานูเอล คานต์” ทุกคนเป็นมนุษย์ที่มีเสรีภาพ มีศักดิ์ศรีในตัวเอง แล้วศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จะล่วงละเมิดมิได้ เพราะฉะนั้น มันต้องเริ่มจากความเป็นมนุษย์ก่อน ว่าเรามีสิ่งดีงามในตัวเองเท่าเทียมกัน ข้างนอกเราต่างกัน เพศต่างกัน ศาสนาต่างกัน ความเชื่อต่างกัน แต่ในความเป็นมนุษย์ เรามีความเป็นคนเท่ากัน
แล้วถึงจะไปคิดว่าเราต้องออกกฎหมาย กฎระเบียบ ในการอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ถึงจะเคารพความเท่าเทียม
ของเราไม่ได้สอนอย่างนี้ ก็จะสอนแต่ “เรื่องคนดี-คนชั่ว” “เรื่องบุญ-บาป” “เรื่องสวรรค์-นรก” “เรื่องกรรมเก่า” นิรโทษกรรม 112 ไม่ได้ กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ เราก็จะพูดอย่างนั้น
(กลายเป็นพุทธสอนให้เกลียดคนคิดต่าง-ใบตองแห้ง) บ้านเราเป็นอย่างนั้น เคยมีพระราชาคณะ “กิตติวุฑโฒ” ออกมาพูดว่าฆ่าคอมมิวนิสต์เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่บาป ได้บุญ
(ยิ่งมีความเกลียดชัง ยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดี-ใบตองแห้ง) มันก็น่าคิด สังคมพุทธเราเป็นสังคมที่ไม่ปกป้องผู้ที่ถูกกดขี่ เราปกป้องคนที่ถูกยกย่องว่าสูงส่ง เวลามีปัญหาเรื่องพระ เราก็ปกป้องความสูงส่งของพระเอาไว้ โทษสีกาว่าเป็นนารีพิฆาต
แต่เราไม่ได้ตั้งคำถามว่า ทำไมพระที่มีการศึกษาดี เป็นราชาคณะชั้นเทพ ชั้นราช ถึงมายอมตายแทบเท้าของสีกาคนเดียวกัน เรียนธรรมะมาไม่มีภูมิคุ้มกันในตัวเองเหรอ? หรือว่าระบบดูแลกันอย่างไร?
เราไม่ได้ตั้งคำถามอย่างนี้ คำว่าปกป้องศาสนาของเรา เราปกป้องสถานะที่เป็นอภิสิทธิ์ สถานะที่สูงส่ง
แต่เราไม่ตั้งคำถามว่า เรามีศาสนามายาวนาน คนส่วนใหญ่นับถือศาสนา แล้วเรามีพลังทางปัญญา พลังของความกรุณา ความเห็นอกเห็นใจ ที่จะมาเห็นใจคนอย่าง “อานนท์ นำภา” หรือคนอื่นๆ ที่ติดคุกด้วยมาตรา 112 ครอบครัวพัง งานพัง การศึกษาพัง หรือลี้ภัยกลับบ้านไม่ได้ บ้างไหม?
คำว่า “เมตตาธรรม” ที่เราสอนกัน ไม่นึกถึงคนพวกนี้เลย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
