bg-single

ปัจจัยเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก

03.08.2025

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

ข่าวการจัดอันดับ “กรุงโคเปนเฮเกน” เมืองหลวงของเดนมาร์กให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปี 2568 โดยดิ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต ซึ่งเป็นหน่วยงานในเครือของ “ดิ อีโคโนมิสต์” วารสารเศรษฐกิจชื่อดังของอังกฤษ มีความน่าสนใจตรงที่วิธีการให้คะแนนตามปัจจัยด้านต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่าเมืองนั้นๆ น่าอยู่ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสิ่งแวดล้อมเยี่ยม และมีความยั่งยืนอีกด้วย

ดิ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต หรือ EIU จัดทำตัวชี้วัดราวๆ 30 รายการ ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคง บริการด้านการแพทย์ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ระบบการศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน

ปีนี้ EIU จัดทำผลสำรวจในช่วงวันที่ 14 เมษายน-11 พฤษภาคม 2568 ใช้ตัวชี้วัดดังกล่าวสำรวจและประเมินเมืองต่างๆ ทั่วโลก 173 เมือง ว่าแต่ละเมืองได้คะแนนเท่าไร

เมืองไหนได้คะแนนสูงสุดจะได้รับเลือกให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก

โคเปนเฮเกน ได้คะแนนเต็ม 100 ใน 3 ด้าน ด้านความมั่นคง ด้านการศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน คะแนนรวมทั้ง 5 ด้าน ได้ทั้งสิ้น 98.0 จึงได้รับเลือกให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปีนี้ล้มแชมป์เก่า “กรุงเวียนนา”แห่งออสเตรียที่เคยครองตำแหน่งนี้ติดต่อกันนาน 3 ปี

จุดเด่นของ “โคเปนเฮเกน” ได้คะแนนด้านความมั่นคงเฉือน “เวียนนา” ซึ่งเจอเหตุการณ์กลุ่มก่อการร้ายข่มขู่วางระเบิดสถานีรถไฟกลางเมืองหลวงเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ทำให้ “เทย์เลอร์ สวิฟต์” นักร้องชื่อดังก้องโลกต้องประกาศยกเลิกงานแสดงคอนเสิร์ต

ใน 10 อันดับแรกเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกปีนี้ นอกจากโคเปนเฮเกนและเวียนนา ยังมีเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้อันดับ 2 ร่วมกับเวียนนา คะแนน 97.1 อันดับ 4 เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย คะแนน 97.0 อันดับ 5 เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คะแนน 96.8

อันดับ 6 เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย คะแนน 96.6 อันดับ 7 เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และเมืองโอ๊กแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ได้คะแนนเท่ากัน 96.0 อันดับ 9 เมืองแอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย ได้คะแนน 95.9

และอันดับ 10 เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา คะแนน 95.8

เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้ง 10 เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกล้วนได้คะแนนด้านการศึกษาเต็ม 100 คะแนน แสดงให้เห็นว่า คุณภาพชีวิตของคนนั้นมาจากการบ่มเพาะการศึกษาซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตและเป็นปัจจัยสำคัญ

การศึกษาช่วยสร้างสติปัญญาสร้างความรู้และทักษะกรุยทางเปิดโอกาสเข้าถึงอาชีพการงาน การสร้างรายได้และความมั่นคงของครอบครัว อีกทั้งการศึกษายังทำให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น เคารพในความหลากหลาย ก่อให้เกิดจิตสำนึกสาธารณะ

ระบบการศึกษาเดนมาร์กมุ่งเป้าให้ชาวเมืองเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นการศึกษาภาคบังคับ เด็กอายุ 6-16 ปีต้องเรียน โรงเรียนมีทั้งของรัฐและเอกชน ส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จายและเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงได้ โรงเรียนเอกชนจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล

รัฐบาลเดนมาร์กเปิดให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์การลงมือทำจริงๆ มากกว่าท่องจำ พัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ทั้งการคิดวิเคราะห์ ประมวลข้อมูล การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ และคิดในเชิงสร้างสรรค์ ครูอาจารย์จะหาแนวการสอนให้เด็กๆ เรียนแล้วมีความสุข เกิดความกระตืนรือร้นอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

เด็กๆ เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว จะเลือกเรียนในสายอุดมศึกษาหรือสายอาชีพ ทุกคนเข้าเรียนฟรีมีโอกาสรับเงินเดือนระหว่างเรียน เฉลี่ยเดือนละ 3 หมื่นบาท นอกจากเงินสนับสนุนจากรัฐบาลแล้ว ยังสามารถหารายได้เสริมด้วยการไปฝึกงานในสายงานที่ต้องการ

เมื่อจบการศึกษาแล้ว รัฐบาลเดนมาร์กยังสนับสนุนให้คนเหล่านี้กลับเข้ามาเรียนต่อเพื่อพัฒนาทักษะ ชาวเดนมาร์ก 1 ใน 3 ตัดสินใจกลับมาเรียนต่อตามแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงไม่แปลกที่ชาวเดนมาร์กมีอัตราอ่านออกเขียนได้สูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตราว่างงานต่ำมากแค่ 2.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ด้วยเพราะรัฐบาลเดนมาร์กให้ความสำคัญกับการศึกษาด้วยการทุ่มเทงบประมาณมหาศาล เมื่อปี 2565 งบค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาทั้งระบบมีมากถึง 164,400 ล้านโครนเดนมาร์ก หรือราวๆ 9 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.5 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

ทางจักรยานลอยฟ้ากลางกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก สร้างเพื่อให้นักปั่นจักรยานใช้สัญจรเชื่อมต่อภายในเมืองได้สะดวกและปลอดภัย เป็นหนึ่งในปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้โคเปนเฮเกนเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก (ที่มาภาพ : use.metropolis.org)

ความจริงแล้วถ้าเทียบงบประมาณการศึกษาของเดนมาร์กกับไทย ซึ่งเฉลี่ยแล้ว ตกราวๆ 8 แสนกว่าล้านบาท ไม่ต่างไปจากเดนมาร์กสักเท่าไร

แต่สงสัยว่าทำไมผลลัพธ์สุดท้ายของเด็กนักเรียนไทยได้รับการประเมินว่า ต่ำมากทั้งด้านทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์

ผลการประเมินนักเรียนกับนานาชาติ หรือที่เรียกว่า PISA จัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปรากฏว่าล่าสุดคะแนนนักเรียนไทยต่ำมากที่สุดในรอบ 20 ปี

หรือว่าตลอดช่วง 20ปี การลงทุนด้านการศึกษาของไทยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง?

ถ้าเป็นเช่นนั้น รัฐบาลต้องหาข้อสรุปว่าระบบการศึกษาจะปฏิรูปอย่างไรเพื่อให้เด็กนักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศพัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะเท่าทันเด็กนานาชาติ

ในอีกมุม เมื่อระบบการศึกษาไทยไร้ประสิทธิภาพ การพัฒนาประเทศไปไม่ถึงไหน นักลงทุนต่างชาติไม่อยากเข้ามาลงทุนเพราะไม่มีบุคลากร ขาดผู้เชี่ยวชาญ คนงานที่มีอยู่ไร้ทักษะ ไม่สามารถทำงานตอบสนองความต้องการ โดยเฉพาะลงทุนในอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีระดับสูง

ส่วนการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของไทยเพื่อส่งออกแข่งขันกับประเทศอื่นๆ มีน้อยมาก เพราะคนเก่งๆ ได้ค่าแรงต่ำ พากันหนีไปทำงานต่างประเทศ รายได้ส่งออกลดลง เศรษฐกิจก็ยิ่งแย่และแย่หนักขึ้นเมื่อการเมืองปั่นป่วนไร้เสถียรภาพ นักการเมืองข้าราชการแย่งกันคอร์รัปชั่น

การเมืองไร้เสถียรภาพ โกงกินสนั่นเมือง เศรษฐกิจตกต่ำ ระบบการศึกษาด้อยประสิทธิภาพ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยให้ไทยอยู่ท้ายประเทศกำลังพัฒนา และเมืองน่าอยู่ของไทยคือกรุงเทพมหานคร EIU จัดให้อยู่อันดับท้ายๆ ที่ 116 ของโลก ได้คะแนน 69.4 และจังหวัดเชียงใหม่ ได้อันดับที่ 130 คะแนน 63.8

มองไปข้างหน้าจะให้เมืองไทยเป็นเมืองน่าอยู่ติดอันดับต้นๆ โลก เหมือนเดนมาร์ก ออสเตรีย ญี่ปุ่น หรือสวิตเซอร์แลนด์ คงใช้เวลานานอีกหลายทศวรรษหรืออาจเป็นศตวรรษ

กลับมาที่โคเปนเฮเกน “บีบีซี” ให้รายละเอียดว่า ปีนี้โคเปนเฮเกนไม่เพียงเป็นทั้งเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่มีความสุขที่สุดในโลก จากผลสำรวจของสถาบันเพื่อคุณภาพชีวิตอีกด้วย แสดงว่า โคเปนเฮเกนเป็นเมืองที่เพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน ทำให้คนในเมืองได้ทั้งความสุขความปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“โทมัส แฟรงคลิน” ซีอีโอของสแวปด์ดอทคอม ซึ่งเป็นบริษัทฟินเทคให้ภาพรวมของ “โคเปนเฮเกน” ว่า ถ้าคุณไปยืนขึ้นรถไฟในเวลา 12.16 น. รถไฟขบวนนั้นจะมาตรงเวลาเป๊ะ เมื่อคุณใส่รองเท้าผ้าใบเดินเข้าไปกินร้านอาหารหรูๆ ไม่มีใครมองคุณด้วยแววตาเหยียดๆ หรืออยากไปว่ายน้ำแถวท่าเรือ ก็ทำได้เพราะน้ำทะเลใสสะอาด

“โคเปนเฮเกนชนะใจผมทุกครั้งด้วยบรรยากาศสงบ ถนนกว้าง มีผู้คนขี่จักรยานมากกว่าขับรถยนต์ ชาวเมืองล้วนเข้าใจซึ่งกันและกัน” แฟรงคลินบอก

เมืองหลวงของเดนมาร์กนี้ มีพื้นที่สาธารณะและสวนให้ชาวเมืองได้พักผ่อนรื่นรมย์ ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองสีเขียว หรือ Green City

ผู้บริหารเมืองวางเป้าตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว กำหนดให้ชาวเมืองทุกคนเดินเล่นในสวนสาธารณะหรือไปวิ่งเล่นแถวชายหาดด้วยเวลาไม่เกิน 15 นาที

เส้นทางจักรยานของโคเปนเฮเกนมีโครงข่าย 22 เส้นทาง ครอบคลุมระยะทางกว่า 397 กิโลเมตร ถือเป็นเมืองหลวงที่เป็นมิตรกับนักปั่นจักรยานมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ผู้ปั่นจักรยานในโคเปนเฮเกนรู้สึกว่าปั่นปลอดภัยและปั่นถึงที่หมายได้เร็ว เพราะโครงสร้างทางจักรยานยอดเยี่ยม มีทั้งเลนจักรยาน สะพานจักรยานข้ามถนน ข้ามคูคลอง มีซูเปอร์ไฮเวย์สำหรับจักรยานโดยเฉพาะ มีไฟจราจรสำหรับนักปั่น

งบประมาณสร้างโครงข่ายจักรยานของโคเปนเฮเกน เมื่อปี 2565 รวมแล้ว 10 ล้านยูโร หรือราวๆ 380 ล้านบาท ประชากรราว 1.4 ล้านคน ส่วนใหญ่ปั่นจักรยานไปทำงานหรือไปเรียน

มีจักรยานในโคเปนเฮเกนเกือบ 8 แสนคัน มากกว่าจำนวนรถยนต์ถึง 5 เท่า ปั่นเฉลี่ยคนละ 9 กิโลเมตรต่อวัน เด็กนักเรียนจำนวนเกินครึ่งของโรงเรียนในโคเปนเฮเกน ปั่นจักรยานไปโรงเรียน

ชาวโคเปนเฮเกนเชื่อมั่นว่าการปั่นทำให้สุขภาพจิตสุขภาพกายแข็งแรง ลดอัตราเสี่ยงการเสียชีวิตก่อนถึงวัยอันควรได้ถึง 28 เปอร์เซ็นต์ หรือเรียกว่าปั่นจักรยานแล้วชีวิตยืนยาวขึ้น

บีบีซี ยังฉายภาพของกรุงเวียนนา ซึ่งติดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2565 เพิ่งมาเสียแชมป์ปีนี้ แต่ความเป็นเมืองน่าอยู่ยังติดอันดับ 2 เพราะเป็นเมืองที่เพียบพร้อมโดยเฉพาะด้านการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐาน

คนในเมืองนี้อยู่อย่างมีคุณภาพ ระบบการขนส่งสาธารณะภายในเมืองสมบูรณ์แบบมาก โครงข่ายทั้งรถราง รถไฟใต้ดิน บนดิน แต่ละปีมีคนใช้บริการะบบขนส่งสาธารณะมากถึง 300 ล้านคน

เลนจักรยานในกรุงเวียนนา ระยะทางรวมๆ 1,742 กิโลเมตร ระบบไบก์ แอนด์ ไรด์ ทำให้ชาวเมืองอยากปั่นจักรยานมากขึ้นเพราะปั่นจากบ้านไปขึ้นรถไฟ รถบัสโดยสาร

ถ้าเป็นรถไฟใต้ดิน (U-Bahn) นักปั่นเอาจักรยานใส่ตู้โดยสารที่มีสัญลักษณ์รูปจักรยานได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงบ่าย 3 และหลังชั่วโมงเร่งรีบ ตั้งแต่เย็น 6 โมงครึ่ง ส่วนเสาร์ อาทิตย์และวันหยุด เอาจักรยานขึ้นได้ทั้งวัน แถมยังลดราคาให้นักปั่นด้วย

รถไฟใต้ดินในกรุงเวียนนามี 5 สาย 109 สถานี รถราง 28 สาย และรถบัสอีก 131 สาย แอปพลิเคชั่น “เวียนโมบิล” (WienMobil app) ช่วยทำให้ชาวเมืองใช้ระบบขนส่งสาธารณะสะดวกสบายเพราะเป็นชนิดเรียลไทม์บอกให้รู้ว่า รถไฟขบวนไหนจะมาถึงสถานีในเวลากี่โมง จะไปต่อรถบัสที่สถานีอะไรทั้งระบบตรงเวลาเป๊ะหรือจะขึ้นรถไฟ รถบัสแล้วมาปั่นจักรยานให้เช่าที่มีทุกจุดทั่วเมืองก็ได้เลย

เช่นเดียวกับที่ซูริก เจนีวา เมลเบิร์น โอ๊กแลนด์ โอซาก้า ซิดนีย์ แวนคูเวอร์ ที่มีระบบการขนส่งสาธารณะที่ยอดเยี่ยม ตรงเวลา สะอาดปลอดภัย ระบบการศึกษาที่ทรงประสิทธิภาพ การเมืองนิ่งมีเสถียรภาพสูง ล้วนคือปัจจัยทำให้เมืองเหล่านี้ติดอันดับต้นๆ ของโลกในความเป็นเมืองน่าอยู่น่าอาศัยแทบทุกปี

ใต้ภาพ///

ทางจักรยานลอยฟ้ากลางกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก สร้างเพื่อให้นักปั่นจักรยานใช้สัญจรเชื่อมต่อภายในเมืองได้สะดวกและปลอดภัย เป็นหนึ่งในปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้โคเปนเฮเกนเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก (ที่มาภาพ : use.metropolis.org)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’