สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ข่าวการจัดอันดับ “กรุงโคเปนเฮเกน” เมืองหลวงของเดนมาร์กให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปี 2568 โดยดิ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต ซึ่งเป็นหน่วยงานในเครือของ “ดิ อีโคโนมิสต์” วารสารเศรษฐกิจชื่อดังของอังกฤษ มีความน่าสนใจตรงที่วิธีการให้คะแนนตามปัจจัยด้านต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่าเมืองนั้นๆ น่าอยู่ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสิ่งแวดล้อมเยี่ยม และมีความยั่งยืนอีกด้วย
ดิ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต หรือ EIU จัดทำตัวชี้วัดราวๆ 30 รายการ ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคง บริการด้านการแพทย์ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ระบบการศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน
ปีนี้ EIU จัดทำผลสำรวจในช่วงวันที่ 14 เมษายน-11 พฤษภาคม 2568 ใช้ตัวชี้วัดดังกล่าวสำรวจและประเมินเมืองต่างๆ ทั่วโลก 173 เมือง ว่าแต่ละเมืองได้คะแนนเท่าไร
เมืองไหนได้คะแนนสูงสุดจะได้รับเลือกให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก
โคเปนเฮเกน ได้คะแนนเต็ม 100 ใน 3 ด้าน ด้านความมั่นคง ด้านการศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน คะแนนรวมทั้ง 5 ด้าน ได้ทั้งสิ้น 98.0 จึงได้รับเลือกให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปีนี้ล้มแชมป์เก่า “กรุงเวียนนา”แห่งออสเตรียที่เคยครองตำแหน่งนี้ติดต่อกันนาน 3 ปี
จุดเด่นของ “โคเปนเฮเกน” ได้คะแนนด้านความมั่นคงเฉือน “เวียนนา” ซึ่งเจอเหตุการณ์กลุ่มก่อการร้ายข่มขู่วางระเบิดสถานีรถไฟกลางเมืองหลวงเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ทำให้ “เทย์เลอร์ สวิฟต์” นักร้องชื่อดังก้องโลกต้องประกาศยกเลิกงานแสดงคอนเสิร์ต
ใน 10 อันดับแรกเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกปีนี้ นอกจากโคเปนเฮเกนและเวียนนา ยังมีเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้อันดับ 2 ร่วมกับเวียนนา คะแนน 97.1 อันดับ 4 เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย คะแนน 97.0 อันดับ 5 เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คะแนน 96.8
อันดับ 6 เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย คะแนน 96.6 อันดับ 7 เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และเมืองโอ๊กแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ได้คะแนนเท่ากัน 96.0 อันดับ 9 เมืองแอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย ได้คะแนน 95.9
และอันดับ 10 เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา คะแนน 95.8
เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้ง 10 เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกล้วนได้คะแนนด้านการศึกษาเต็ม 100 คะแนน แสดงให้เห็นว่า คุณภาพชีวิตของคนนั้นมาจากการบ่มเพาะการศึกษาซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตและเป็นปัจจัยสำคัญ
การศึกษาช่วยสร้างสติปัญญาสร้างความรู้และทักษะกรุยทางเปิดโอกาสเข้าถึงอาชีพการงาน การสร้างรายได้และความมั่นคงของครอบครัว อีกทั้งการศึกษายังทำให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น เคารพในความหลากหลาย ก่อให้เกิดจิตสำนึกสาธารณะ
ระบบการศึกษาเดนมาร์กมุ่งเป้าให้ชาวเมืองเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นการศึกษาภาคบังคับ เด็กอายุ 6-16 ปีต้องเรียน โรงเรียนมีทั้งของรัฐและเอกชน ส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จายและเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงได้ โรงเรียนเอกชนจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล
รัฐบาลเดนมาร์กเปิดให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์การลงมือทำจริงๆ มากกว่าท่องจำ พัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ทั้งการคิดวิเคราะห์ ประมวลข้อมูล การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ และคิดในเชิงสร้างสรรค์ ครูอาจารย์จะหาแนวการสอนให้เด็กๆ เรียนแล้วมีความสุข เกิดความกระตืนรือร้นอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
เด็กๆ เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว จะเลือกเรียนในสายอุดมศึกษาหรือสายอาชีพ ทุกคนเข้าเรียนฟรีมีโอกาสรับเงินเดือนระหว่างเรียน เฉลี่ยเดือนละ 3 หมื่นบาท นอกจากเงินสนับสนุนจากรัฐบาลแล้ว ยังสามารถหารายได้เสริมด้วยการไปฝึกงานในสายงานที่ต้องการ
เมื่อจบการศึกษาแล้ว รัฐบาลเดนมาร์กยังสนับสนุนให้คนเหล่านี้กลับเข้ามาเรียนต่อเพื่อพัฒนาทักษะ ชาวเดนมาร์ก 1 ใน 3 ตัดสินใจกลับมาเรียนต่อตามแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงไม่แปลกที่ชาวเดนมาร์กมีอัตราอ่านออกเขียนได้สูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตราว่างงานต่ำมากแค่ 2.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ด้วยเพราะรัฐบาลเดนมาร์กให้ความสำคัญกับการศึกษาด้วยการทุ่มเทงบประมาณมหาศาล เมื่อปี 2565 งบค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาทั้งระบบมีมากถึง 164,400 ล้านโครนเดนมาร์ก หรือราวๆ 9 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.5 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

ความจริงแล้วถ้าเทียบงบประมาณการศึกษาของเดนมาร์กกับไทย ซึ่งเฉลี่ยแล้ว ตกราวๆ 8 แสนกว่าล้านบาท ไม่ต่างไปจากเดนมาร์กสักเท่าไร
แต่สงสัยว่าทำไมผลลัพธ์สุดท้ายของเด็กนักเรียนไทยได้รับการประเมินว่า ต่ำมากทั้งด้านทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
ผลการประเมินนักเรียนกับนานาชาติ หรือที่เรียกว่า PISA จัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปรากฏว่าล่าสุดคะแนนนักเรียนไทยต่ำมากที่สุดในรอบ 20 ปี
หรือว่าตลอดช่วง 20ปี การลงทุนด้านการศึกษาของไทยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง?
ถ้าเป็นเช่นนั้น รัฐบาลต้องหาข้อสรุปว่าระบบการศึกษาจะปฏิรูปอย่างไรเพื่อให้เด็กนักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศพัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะเท่าทันเด็กนานาชาติ
ในอีกมุม เมื่อระบบการศึกษาไทยไร้ประสิทธิภาพ การพัฒนาประเทศไปไม่ถึงไหน นักลงทุนต่างชาติไม่อยากเข้ามาลงทุนเพราะไม่มีบุคลากร ขาดผู้เชี่ยวชาญ คนงานที่มีอยู่ไร้ทักษะ ไม่สามารถทำงานตอบสนองความต้องการ โดยเฉพาะลงทุนในอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีระดับสูง
ส่วนการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของไทยเพื่อส่งออกแข่งขันกับประเทศอื่นๆ มีน้อยมาก เพราะคนเก่งๆ ได้ค่าแรงต่ำ พากันหนีไปทำงานต่างประเทศ รายได้ส่งออกลดลง เศรษฐกิจก็ยิ่งแย่และแย่หนักขึ้นเมื่อการเมืองปั่นป่วนไร้เสถียรภาพ นักการเมืองข้าราชการแย่งกันคอร์รัปชั่น
การเมืองไร้เสถียรภาพ โกงกินสนั่นเมือง เศรษฐกิจตกต่ำ ระบบการศึกษาด้อยประสิทธิภาพ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยให้ไทยอยู่ท้ายประเทศกำลังพัฒนา และเมืองน่าอยู่ของไทยคือกรุงเทพมหานคร EIU จัดให้อยู่อันดับท้ายๆ ที่ 116 ของโลก ได้คะแนน 69.4 และจังหวัดเชียงใหม่ ได้อันดับที่ 130 คะแนน 63.8
มองไปข้างหน้าจะให้เมืองไทยเป็นเมืองน่าอยู่ติดอันดับต้นๆ โลก เหมือนเดนมาร์ก ออสเตรีย ญี่ปุ่น หรือสวิตเซอร์แลนด์ คงใช้เวลานานอีกหลายทศวรรษหรืออาจเป็นศตวรรษ
กลับมาที่โคเปนเฮเกน “บีบีซี” ให้รายละเอียดว่า ปีนี้โคเปนเฮเกนไม่เพียงเป็นทั้งเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่มีความสุขที่สุดในโลก จากผลสำรวจของสถาบันเพื่อคุณภาพชีวิตอีกด้วย แสดงว่า โคเปนเฮเกนเป็นเมืองที่เพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน ทำให้คนในเมืองได้ทั้งความสุขความปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
“โทมัส แฟรงคลิน” ซีอีโอของสแวปด์ดอทคอม ซึ่งเป็นบริษัทฟินเทคให้ภาพรวมของ “โคเปนเฮเกน” ว่า ถ้าคุณไปยืนขึ้นรถไฟในเวลา 12.16 น. รถไฟขบวนนั้นจะมาตรงเวลาเป๊ะ เมื่อคุณใส่รองเท้าผ้าใบเดินเข้าไปกินร้านอาหารหรูๆ ไม่มีใครมองคุณด้วยแววตาเหยียดๆ หรืออยากไปว่ายน้ำแถวท่าเรือ ก็ทำได้เพราะน้ำทะเลใสสะอาด
“โคเปนเฮเกนชนะใจผมทุกครั้งด้วยบรรยากาศสงบ ถนนกว้าง มีผู้คนขี่จักรยานมากกว่าขับรถยนต์ ชาวเมืองล้วนเข้าใจซึ่งกันและกัน” แฟรงคลินบอก
เมืองหลวงของเดนมาร์กนี้ มีพื้นที่สาธารณะและสวนให้ชาวเมืองได้พักผ่อนรื่นรมย์ ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองสีเขียว หรือ Green City
ผู้บริหารเมืองวางเป้าตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว กำหนดให้ชาวเมืองทุกคนเดินเล่นในสวนสาธารณะหรือไปวิ่งเล่นแถวชายหาดด้วยเวลาไม่เกิน 15 นาที
เส้นทางจักรยานของโคเปนเฮเกนมีโครงข่าย 22 เส้นทาง ครอบคลุมระยะทางกว่า 397 กิโลเมตร ถือเป็นเมืองหลวงที่เป็นมิตรกับนักปั่นจักรยานมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ผู้ปั่นจักรยานในโคเปนเฮเกนรู้สึกว่าปั่นปลอดภัยและปั่นถึงที่หมายได้เร็ว เพราะโครงสร้างทางจักรยานยอดเยี่ยม มีทั้งเลนจักรยาน สะพานจักรยานข้ามถนน ข้ามคูคลอง มีซูเปอร์ไฮเวย์สำหรับจักรยานโดยเฉพาะ มีไฟจราจรสำหรับนักปั่น
งบประมาณสร้างโครงข่ายจักรยานของโคเปนเฮเกน เมื่อปี 2565 รวมแล้ว 10 ล้านยูโร หรือราวๆ 380 ล้านบาท ประชากรราว 1.4 ล้านคน ส่วนใหญ่ปั่นจักรยานไปทำงานหรือไปเรียน
มีจักรยานในโคเปนเฮเกนเกือบ 8 แสนคัน มากกว่าจำนวนรถยนต์ถึง 5 เท่า ปั่นเฉลี่ยคนละ 9 กิโลเมตรต่อวัน เด็กนักเรียนจำนวนเกินครึ่งของโรงเรียนในโคเปนเฮเกน ปั่นจักรยานไปโรงเรียน
ชาวโคเปนเฮเกนเชื่อมั่นว่าการปั่นทำให้สุขภาพจิตสุขภาพกายแข็งแรง ลดอัตราเสี่ยงการเสียชีวิตก่อนถึงวัยอันควรได้ถึง 28 เปอร์เซ็นต์ หรือเรียกว่าปั่นจักรยานแล้วชีวิตยืนยาวขึ้น
บีบีซี ยังฉายภาพของกรุงเวียนนา ซึ่งติดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2565 เพิ่งมาเสียแชมป์ปีนี้ แต่ความเป็นเมืองน่าอยู่ยังติดอันดับ 2 เพราะเป็นเมืองที่เพียบพร้อมโดยเฉพาะด้านการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐาน
คนในเมืองนี้อยู่อย่างมีคุณภาพ ระบบการขนส่งสาธารณะภายในเมืองสมบูรณ์แบบมาก โครงข่ายทั้งรถราง รถไฟใต้ดิน บนดิน แต่ละปีมีคนใช้บริการะบบขนส่งสาธารณะมากถึง 300 ล้านคน
เลนจักรยานในกรุงเวียนนา ระยะทางรวมๆ 1,742 กิโลเมตร ระบบไบก์ แอนด์ ไรด์ ทำให้ชาวเมืองอยากปั่นจักรยานมากขึ้นเพราะปั่นจากบ้านไปขึ้นรถไฟ รถบัสโดยสาร
ถ้าเป็นรถไฟใต้ดิน (U-Bahn) นักปั่นเอาจักรยานใส่ตู้โดยสารที่มีสัญลักษณ์รูปจักรยานได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงบ่าย 3 และหลังชั่วโมงเร่งรีบ ตั้งแต่เย็น 6 โมงครึ่ง ส่วนเสาร์ อาทิตย์และวันหยุด เอาจักรยานขึ้นได้ทั้งวัน แถมยังลดราคาให้นักปั่นด้วย
รถไฟใต้ดินในกรุงเวียนนามี 5 สาย 109 สถานี รถราง 28 สาย และรถบัสอีก 131 สาย แอปพลิเคชั่น “เวียนโมบิล” (WienMobil app) ช่วยทำให้ชาวเมืองใช้ระบบขนส่งสาธารณะสะดวกสบายเพราะเป็นชนิดเรียลไทม์บอกให้รู้ว่า รถไฟขบวนไหนจะมาถึงสถานีในเวลากี่โมง จะไปต่อรถบัสที่สถานีอะไรทั้งระบบตรงเวลาเป๊ะหรือจะขึ้นรถไฟ รถบัสแล้วมาปั่นจักรยานให้เช่าที่มีทุกจุดทั่วเมืองก็ได้เลย
เช่นเดียวกับที่ซูริก เจนีวา เมลเบิร์น โอ๊กแลนด์ โอซาก้า ซิดนีย์ แวนคูเวอร์ ที่มีระบบการขนส่งสาธารณะที่ยอดเยี่ยม ตรงเวลา สะอาดปลอดภัย ระบบการศึกษาที่ทรงประสิทธิภาพ การเมืองนิ่งมีเสถียรภาพสูง ล้วนคือปัจจัยทำให้เมืองเหล่านี้ติดอันดับต้นๆ ของโลกในความเป็นเมืองน่าอยู่น่าอาศัยแทบทุกปี
ใต้ภาพ///
ทางจักรยานลอยฟ้ากลางกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก สร้างเพื่อให้นักปั่นจักรยานใช้สัญจรเชื่อมต่อภายในเมืองได้สะดวกและปลอดภัย เป็นหนึ่งในปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้โคเปนเฮเกนเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก (ที่มาภาพ : use.metropolis.org)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
