My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
การปกครองเปลี่ยน-แฟชั่นปรับ
: แฟชั่นสมัยคณะราษฎร-สงคราม (15)
แฟชั่นการแต่งกายแบบทหาร
ช่วงเวลาสมัยรัฐนิยมเป็นยุคสมัยแห่งการปฏิวัติทางวัฒนธรรมทั้งพฤติกรรมทางสังคมและการแต่งกายสมัยใหม่ให้กับคนไทยคาบเกี่ยวกับสงครามมหาเอเชียบูรพา ด้วยบรรยากาศแห่งสงคราม มองไปทางใดมีแต่คนในเครื่องแบบทั้งผู้ใหญ่และเยาวชน การแต่งกายแบบทหารจึงมีผลต่อแฟชั่นของพลเรือนที่เน้นการออกแบบที่เรียบง่าย เน้นความแข็งแรงคงทน กระฉับกระเฉง การตัดเย็บ สีสัน และความประหยัดในการใช้เนื้อผ้าในการตัดเย็บชุด
สำหรับแฟชั่นสตรีในโลกตะวันตกช่วงสงครามโลก สตรีต่างมองหาเครื่องแต่งกายที่มีความทนทาน มีความสมเหตุสมผล และใช้งานได้จริง การเน้นประโยชน์ใช้สอย ความเรียบง่าย ความขาดแคลนผ้า ด้วยภาวะสงคราม เครื่องแต่งกายและยูนิฟอร์มของเหล่าทหารสร้างแรงบันดาลใจให้กับช่างเสื้อและผู้คนในสังคม เพราะสัญลักษณ์เหล่านั้นสื่อให้เห็นถึงความกล้าหาญ สง่างาม และความกระฉับกระเฉงของสตรี (Meghann Mason, 2011, 55-59)

สังคมเครื่องแบบสมัยสงคราม
แฟชั่นเครื่องแบบทหารในสังคมไทยค่อยๆ ก่อตัวเกิดขึ้นภายหลังจากการก้าวขึ้นมาของฮิตเลอร์ในการเป็นผู้นำในเยอรมนีเมื่อ 2476 เมื่อฮิตเลอร์ประกาศปฏิเสธการปฏิบัติตามสนธิสัญญาแวร์ซาย สัญญาณของสงครามในยุโรปรอบใหม่จึงคุกรุ่นขึ้น
ขณะนั้น จอมพล ป.เป็นรัฐมนตรีกลาโหม ประเมินสถานการณ์ว่า สงครามกำลังก่อตัวขึ้นในยุโรปจึงเร่งปรับปรุงกองทัพไทยเพื่อเตรียมความพร้อมกับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น ด้วยจอมพล ป.มีโครงการสร้างพลเมืองใหม่ให้มีความแข็งแกร่ง มีจิตใจที่กล้าหาญและรักชาติต้องรับการอบรมให้ฝังจิตฝังใจ “โดยเฉพาะในระบบประชาธิปไตยต้องสร้างอนุชนรุ่นใหม่ ให้เป็นพลเมืองกระดูกเหล็ก ทหารใจเพชรให้สำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติบ้านเมืองของตนอย่างแท้จริง” (ประยูร ภมรมนตรี, 2525, 141)
ยุวชนทหาร (ยวท.) เป็นหน่วยงานที่ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2478 เพื่อฝึกวิชาทหารให้เยาวชน ต่อมายกฐานะขึ้นเป็นกรมยุวชนทหาร (2481) สังกัดกระทรวงกลาโหม มีการจัดตั้งนักเรียน นิสิตนักศึกษาให้เข้าเป็นยุวชนทหาร ยุวนารี และยุวชนโยธา (แถมสุข นุ่มนนท์, 2544, 69) เนื่องจากรัฐบาลไทยสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีนโยบายพื้นฟูการฝึกวิชาทหารให้แก่เยาวชน ในปี 2481 พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี รับตำแหน่งเป็นเจ้ากรมยุวชนทหารคนแรก ต่อมาในช่วงปลายสงครามราว 2486 กรมเปลี่ยนชื่อเป็นกรมเตรียมการทหาร
ตามพระราชบัญญัติยุวชนทหาร (2486) จัดตั้งและกำหนดรูปแบบการฝึกอบรมยุวชนทหาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านกำลังสำรองและปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมให้กับเยาวชน กรมยุวชนทหารแบ่งส่วนราชการออกเป็นหน่วยลูกเสือและหน่วยยุวชนทหาร ในยุวชนทหารแบ่งการปกครองออกเป็นส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในส่วนภูมิภาคแบ่งย่อยออกเป็นจังหวัดยุวชนและอำเภอยุวชน
พล.ท.ประยูร เจ้ากรมคนแรกบันทึกไว้ว่า กรมยุวชนทหารแบ่งออกเป็น 4 แผนก แผนกวิชาการฝึกและวิชาการ แผนกยุวชนนายทหารและนายสิบ กองยุวชนทหารส่วนกลาง และกองยุวชนทหารในต่างจังหวัด กิจการยุวชนทหารแยกออกจากการฝึกลูกเสือ

ยุวชนทหารและยุวนารี
เหตุที่แยกลูกเสือออกจากยุวชนทหารเพราะตามกติกาลูกเสือสากลนั้นลูกเสือถืออาวุธไม่ได้ การฝึกเป็นไปเพื่อส่งเสริมภราดรภาพของเยาวชนนานาชาติ กรมยุวชนทหารจึงให้นักเรียนในชั้นประถมถึงมัธยม 3 ฝึกเป็นลูกเสือเพื่อเตรียมความพร้อม ส่วนการฝึกยุวชนทหารเป็นการอบรมเรื่องความรักชาติและสร้างนักรบขึ้น ดังนั้น เยาวชนชายตั้งแต่ชั้นมัธยม 4 ขึ้นไปให้ฝึกเป็นยุวชนทหาร ยุวชนนายสิบและยุวชนนายทหาร ตามลำดับ (ประยูร ภมรมนตรี, 2525, 154)
ยุวชนทหารแบ่งเป็นระดับชั้น ดังนี้ ยุวชนทหารสำรอง ยุวชนทหาร (ม.4-6) ยุวชนนายสิบ และยุวชนนายทหาร (เฉพาะในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
พล.ท.ประยูรได้เขียนบทความชื่อ “ยุวชนรำลึก” ขึ้นเพื่อเล่าความเป็นมาเป็นไปของยุวชนทหาร ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตได้มอบไว้แก่ ร.ท.สำราญ ควรพันธ์ ครูฝึกยุวชนทหาร ต่อมาถูกตีพิมพ์ในหนังสืองานศพของ ร.ท.สำราญ
ประยูรให้ข้อมูลว่า หลักเกณฑ์ในการรับนักเรียนชายให้เข้าเป็นยุวชนทหารนั้นต้องผ่านการเป็นลูกเสือมาก่อน มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีและไม่เกิน 17 ปีในวันสมัคร ต้องเป็นลูกเสือเอกมาก่อนและเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่ 6, 7, 8 ต่อมา ขยายการฝึกไปยังต่างจังหวัด เครื่องแบบยุวชนทหารสีกากีแกมเขียวจึงแพร่กระจายไปยังโรงเรียนชายทั่วประเทศให้ผู้คนพบเห็น
ครั้งนั้น ยุวชนทหารแบ่งเป็นเหล่าต่างๆ คล้ายคลึงกับกองทัพบก เช่น ราบ ม้า ปืนใหญ่ ช่างและสื่อสาร ในราว 2480 มีการจำแนกยุวชนออกเป็น ยุวชนทหารบกธรรมดา ยุวชนทหารบกอาชีพ ยุวชนทหารบกโยธา ยุวชนนายสิบ ยุวชนนายทหาร และยุวนารี (เหล่าพยาบาล) ในช่วงนั้น ในพระนครมียุวชนทหารประมาณ 2,000 คน และในต่างจังหวัดราว 10,000 คน (ประยูร ภมรมนตรี ใน ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ท.สำราญ ควรพันธ์, 2543, 44)

หลังจากก่อตั้งยุวชนทหารไม่นาน รัฐบาลเล็งเห็นว่า ขณะนั้นอาคารสถานที่จุฬาลงกรณ์ทรุดโทรมขาดการดูแล ทั้งที่มหาวิทยาลัยเป็นกำลังหลักของชาติ ต่อมาสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแต่งตั้งให้จอมพล ป. เป็นอธิการบดี และมีประยูร ภมรมนตรี เป็นรองอธิการบดี
จากนั้น รัฐบาลได้บำรุงจุฬาลงกรณ์ด้วยการโอนที่ดิน 1,300 ไร่ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเพื่อวางรากฐานให้มหาวิทยาลัยเลี้ยงตนเองได้ โดยประยูร ในฐานะรองอธิการบดีและเจ้ากรมยุวชนทหาร อำนวยฝึกยุวชนทหารให้แก่นิสิตจุฬาฯ ได้อย่างราบรื่น (ประยูร ภมรมนตรี, 2525, 157) ในครั้งนั้น เหล่านิสิตจุฬาฯ ทั้งชายและหญิงจึงถูกฝึกเป็นยุวชนนายทหารเพื่อเตรียมความพร้อมในกำลังสำรองหากไทยต้องเผชิญสงคราม
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระอนุชาเสด็จนิวัตรพระนคร กรมยุวชนทหารจึงทูลเกล้าฯ ถวายชุดยุวชนทหาร ในฐานะทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของยุวชนทหารเมื่อ18 พฤศจิกายน 2481 (ประยูร ภมรมนตรี, 2543, 44)
ต่อมา กรมยุวชนทหารจัดตั้งโรงเรียนครูยุวชนทหาร จัดตั้งหน่วยฝึกยุวชนนายสิบ (2481) ตั้งหน่วยฝึกยุวชนทหารในโรงเรียนเตรียมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2481) จัดตั้งหน่วยฝึกยุวนารี (2481) ซึ่งแบ่งเป็นเหล่าต่างๆ เช่น ยุวนารีแพทย์ ยุวนารีพยาบาลประเภท 1 และ 2 และยุวนารีสำรอง จัดตั้งหน่วยยุวชนโยธาโดยอนุเคราะห์เด็กที่ขาดการอุปถัมภ์และที่พัก รวมทั้งจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น ให้ทุนการศึกษาเพื่อเป็นรางวัลแก่ยุวชนที่อุตส่าห์ขยันหมั่นเพียร และอุดหนุนยุวชนทหารบางประเภทตามความจำเป็น มีการออกหนังสือพิมพ์ยุวชนทหารรายสัปดาห์เพื่อเผยแพร่กิจกรรมยุวชนทหาร (ประยูร ภมรมนตรี, 2543, 44)
มีการจัดตั้งยุวชนอาชีพ (2482) เป็นการสอนวิชาอาชีพ วิชาสามัญและวิชาทหารให้ยุวชน ต่อมา มีการขยายการฝึกยุวชนทหารไปยังจังหวัดต่างๆ ในทั่วทุกภาค มีการจัดกิจกรรมให้ยุวชนทหารเข้าร่วมพิธีการและการบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม (ประยูร ภมรมนตรี, 2543, 45)
เมื่อปี 2483 มีการจัดพิธีรับมอบตัวลูกเสือให้เข้าเป็นยุวชนทหาร ต่อมามีการจัดยุวชนทหารและยุวนารี 3,000 คน เป็น 4 กองพัน สวนสนามที่ลานพระรูปทรงม้า มีกิจกรรมยุวชนทหาร 3,000 คนในพระนครและต่างจังหวัดร่วมเดินขบวนเรียกร้องดินแดนอินโดจีนในกรณีพิพาทไทยกับฝรั่งเศส (ประยูร ภมรมนตรี, 2543, 46)

ยุวชนทหารเปิดเทอมไปรบ
ในระหว่าง 2484-2485 เกิดสงคราม กิจการฝึกยุวชนซบเซาลงบ้างเพราะขาดแคลนกำลังพลและอุปกรณ์ และเมื่อสงครามใกล้เลิก (2486) กรมยุวชนทหารเปลี่ยนเป็นกรมเตรียมการทหาร สำหรับเกียรติคุณของยุวชนทหารในช่วงสงครามนั้น ยุวชนทหารได้ปะทะกับทหารญี่ปุ่นที่ยกพลขึ้นบกที่ชุมพร (8 ธันวาคม 2484) สร้างวีรกรรมกล้าหาญของเยาวชนไทยในการรักษาดินแดน
นอกจากภารกิจการป้องกันประเทศแล้ว ยุวชนทหารยังรับภารกิจจากข้าหลวงจังหวัดต่างๆ ให้ช่วยงานราชการ เช่น รักษาความปลอดภัย รักษาความสงบเรียบร้อยแก่สถานที่ราชการและชุมชน ป้องกันการจารกรรมและก่อวินาศกรรม ช่วยก่อสร้างที่กำบัง สร้างเครื่องกีดขวาง และนำประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันสาธารณภัย
รวมทั้ง ยุวชนทหารยังทำหน้าที่เป็นพลตรวจการ พลลาดตระเวน พลนำสาร และเข้าเวรยามตามสถานที่สำคัญๆ ส่วนยุวนารีนั้นได้ปฏิบัติงานช่วยเหลือด้านการพยาบาลแก่ทางราชการในช่วงสงครามเป็นอย่างดี (ประยูร ภมรมนตรี, 2543, 46-47)









เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
