ถึงเวลา…สังคายนา ‘สงฆ์ไทย’ ยกเครื่องกฎหมาย จัดการ ‘อลัชชี-มารศาสนา’
| การศึกษา
ทําเอาวงการผ้าเหลืองฉาวโฉ่ จากคดี “สมี” ทั้งหลายในจักรวาลของ “สีกากอล์ฟ” เพราะหลังเกิดการหายตัวของ “เจ้าคุณอาชว์” หรือพระเทพวชิรปาโมกข์ เจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ ในขณะนั้น ก่อนจะพบว่าแอบไปลาสิกขาอย่างปัจจุบันทันด่วนที่วัดจันทร์สามัคคี จ.หนองคาย และหายตัวไปจนถึงขณะนี้
จึงเกิดคำถามว่าเจ้าคุณอาชว์ไปทำอะไรมา ผ้าเหลืองถึงร้อนจนต้องถอดทิ้ง
ก่อนจะมีการเปิดเหตุผลในการสึกของอดีตเจ้าคุณอาชว์ในเวลาต่อมา ว่าถูกร้องเรียนว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ “สีกากอล์ฟ” เพราะเมื่อเจ้าคุณอาชว์ทำท่าจะตีตัวออกห่าง สีกาจึงนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พระรูปอื่นฟัง ทำให้เรื่องกระจาย และอื้อฉาวไปถึงวงการสงฆ์ระดับสูง
จนพระผู้ใหญ่บางรูปทนไม่ไหว นำเรื่องไปแจ้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แต่เจ้าคุณอาชว์รู้ตัว จึงชิงสึก และหายตัวไปทันที
แต่ที่ทำเอาตกตะลึงทั้งในและนอกวงการสงฆ์ไทย ถึงขั้นนรกยังสะเทือน เมื่อจักรวาลสีกากอล์ฟถูกแฉออกมา หลัง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) บุกไปสอบปากคำที่บ้านสีกากอล์ฟ พร้อมยึดโทรศัพท์ทั้ง 5 เครื่องมาตรวจสอบ
หลังพบภาพถ่ายกว่า 8 หมื่นภาพ และคลิปอีกกว่า 5 พันคลิป ที่ชัดเจนว่าสีกากอล์ฟมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระจำนวนมาก ทั้งพระผู้ใหญ่ ระดับผู้ช่วยเจ้าอาวาส เจ้าอาวาส ไปจนถึงเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัด และหลายรูปเป็นระดับพระราชาคณะ
ทำให้พระผู้ใหญ่หลายรูปที่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสีกากอล์ฟทยอยลาสิกขา หลังจากตำรวจและเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้าไปพูดคุย ขณะที่หลายรูปยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับสีกากอล์ฟ แค่ให้ยืมเงิน แต่เมื่อมีภาพ คลิป และแชต ถูกปล่อยออกมา ก็ยินยอมสึก ขณะที่หลายรูปหายตัวจากวัด แต่สุดท้ายเมื่อจำนนต่อหลักฐานที่ถูกแฉเป็นระยะๆ ก็ยินยอมลาสิกขาในที่สุด
ซึ่งพระผู้ใหญ่ที่พัวพันกับจักรวาลสีกากอล์ฟในเฟสแรก และยอมสึกแล้วทั้ง 13 รูป ได้แก่ 1. พระเทพวชิรปาโมกข์ อดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพวรวิหาร กรุงเทพฯ 2. พระเทพวชิรธีราภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพุทธฉาย จ.สระบุรี 3. พระเทพวชิรธีรคุณ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 4. พระเทพพัชราภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดชูจิตธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา 5. พระเทพวัชรสิทธิเมธี อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง อดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร 6. พระเทพปวรเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร กรุงเทพฯ สึก 7. พระราชรัตนสุธี อดีตเจ้าคณะ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก
8. พระปริยัติธาดา อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ 9. พระครูสิริวิริยธาดา อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา 10. พระครูศรีรัตนวิเชียร หรือพระมหายอดเพชร อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าบัวทอง จ.พิจิตร 11. พระมหาบุญเลิศ อดีตพระลูกวัด วัดใหม่ยายแป้น กรุงเทพฯ 12. พระมหาทิวากร ดีไพร อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท จ.สมุทรสาคร
และ 13. พระปลัดสุรพล อดีตเจ้าอาวาสวัดพรหมเกษร จ.พิษณุโลก
ขณะที่เคสล่าสุด สะเทือนวงการสงฆ์ไม่แพ้กัน เพราะเป็นพระราชาคณะชั้นธรรม อดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ เจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ และเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ที่ย่องสึกเงียบๆ หลังมีหลักฐานภาพและแชต โผล่พัวพันเศรษฐินีใน จ.นครสวรรค์ นานกว่า 15 ปี รวมถึงอาจเกี่ยวพันกับเงินบริจาคกว่า 100 ล้านบาท ในการก่อสร้างพุทธอุทยาน ที่ล่องหน
แม้พระที่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสีกากอล์ฟ และเศรษฐินีปากน้ำโพ จะยอมสึก แต่สังคมก็มี “คำถาม” ตัวใหญ่ๆ กดดันไปที่องค์กรสงฆ์ และหน่วยงานที่กำกับดูแลพระภิกษุสงฆ์ทั้งประเทศ ว่าเมื่อพระทำผิดพระธรรมวินัย หากยอมสึกแล้ว เรื่องควรจบเท่านี้จริงหรือ
หรือควรจะต้องดำเนินคดีอาญากับ “สมี” และ “อลัชชี” เหล่านี้หรือไม่
ส่วน “นารีพิฆาต” ทั้งหลาย ไม่เฉพาะสีกากอล์ฟ หรือสีกาคนไหน รวมถึงฆราวาสคนใดก็ตาม ที่ทำให้วงการสงฆ์เกิดความมัวหมอง ควรจะปล่อยให้ลอยนวล โดยที่กฎหมายไม่สามารถเอาผิดได้เลยหรือไม่
เพราะในกรณีของสีกากอล์ฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องหาช่องทางเอาผิดทั้งพระสงฆ์ และตัวสีกากอล์ฟ มาดำเนินคดีอาญา จึงเริ่มจากเจาะ “เส้นเงิน” ของพระที่มีสัมพันธ์กับสีกากอล์ฟ
กระทั่งพบเส้นเงินของอดีตพระเทพพัชราภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดชูจิตธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา ที่โอนเงินจากบัญชีวัด 3.8 แสนบาท ไปยังบัญชีสีกากอล์ฟ
ทางเจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) จึงนำหมายศาลศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เข้าจับกุมสีกากอล์ฟที่บ้านพักใน 3 ข้อหา คือ สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 147 รับของโจร และฟอกเงิน
ขณะเดียวกัน ได้ขยายผลตรวจสอบเส้นเงินของอดีตพระผู้ใหญ่ที่พัวพันกับสีกากอล์ฟ ซึ่งก็พบเส้นเงินอดีตพระผู้ใหญ่หลายรูป ที่โอนเงินของวัดไปให้สีกากอล์ฟ
ทําให้เกิดเสียงเรียกร้องให้ “สังคายนา” วงการสงฆ์ไทย ทั้งกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับคณะสงฆ์ โดยเฉพาะกฎหมายหลักอย่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 รวมถึงกฎมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อเพิ่มดีกรีจัดการกับพระสงฆ์ และฆราวาสที่ทำผิด โดยเฉพาะการกำหนด “บทลงโทษ” ที่เข้มข้น
เช่นเดียวกับหลายประเทศที่นับถือพุทธศาสนา และบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด เอาผิดจำคุกพระที่กระทำความผิด อย่าง สปป.ลาว เมียนมา หรือศรีลังกา
เบื้องต้น นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้หารือผู้อำนวยการ พศ.และ มส.เห็นพ้องว่าต้องแก้ไข “พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505” โดยจะนำ “ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ….” ที่เคยยกร่างไว้เมื่อ 4-5 ปีก่อน ขึ้นมาปัดฝุ่น
ซึ่งกำหนดบทลงโทษทั้งจำและปรับ สำหรับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับศาสนา ทั้งเสพสังวาส และอวดอุตริ กับพระ สีกา และผู้เกี่ยวข้อง มีโทษจำคุก 1-7 ปี ปรับ 20,000-140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ ที่ประชุม มส.เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำริให้หามาตรการแก้ไขเร่งด่วน ทรงเห็นว่ากฎหมายที่คณะสงฆ์ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจล้าสมัย เพราะใช้มากว่า 50 ปี
สมเด็จพระสังฆราชยังมีพระบัญชาผ่านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้จัดการได้เต็มที่ ดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าใครเกี่ยวข้อง
ทั้งยังมีพระดำริเห็นพ้องให้แก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์ให้เข้มงวด รวมถึงมีบทลงโทษ
ล่าสุด ที่ประชุม มส.เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม มีมติเห็นชอบตามที่สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้จัดทำ “ร่างกฎ มส.” ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ว่าด้วยการลงนิคหกรรม กรณีความผิดที่มีหลักฐานชัดแจ้ง การเร่งรัดการลงนิคหกรรม และการจัดการให้พระภิกษุสละสมณเพศ
ทั้งยังมีพระบัญชาแต่งตั้งคณะทำงานกลั่นกรองถวายความเห็นประกอบพระดำริในการแก้ไขเพิ่มเติมกฎ มส.ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ
ซึ่งเป็นการแก้ไขกฎ มส.ทั้ง 2 ฉบับ ที่บังคับใช้มานาน และไม่เท่าทันสถานการณ์ปัจจุบัน
โดยมีพระบัญชาให้นำเสนอที่ประชุม มส.ในการประชุมครั้งต่อไป ที่มีสมเด็จพระธีรญาณมุนี ปฏิบัติหน้าที่ประธานในการประชุม และกรรมการที่มาประชุมทุกรูป ร่วมกันพิจารณา และมีมติเห็นชอบ
ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ในการ “สังคายนา” ทั้ง “กฎหมาย” และวงการ “สงฆ์” !!
