เทศมองไทย
เกลียดไทย ชังเขมร
ภายใต้การปลุกเร้าเชิงชาตินิยม ความชิงชัง โกรธ เกลียด เคียดขึ้ง ย่อมทวีสูงขึ้นโดยธรรมชาติ ความรู้สึกชิงชังอะไรก็ตามที่เป็นเขมร และความรู้สึกโกรธ เกลียด ทุกอย่างที่เป็นไทย ย่อมผันแปรไปตามแรงกระตุ้นนั้นๆ
การเสพข่าวสารจากทั้งในและนอกประเทศ ว่าด้วยความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะผ่านสื่อกระแสหลัก หรือสื่อสังคมออนไลน์ สอนให้รู้ว่า ภายใต้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏ มีอารมณ์ ความรู้สึก เจือปนอยู่กับข้อเท็จจริงไม่ใช่น้อยๆ
ความเป็นจริงที่ว่า ในสงคราม 5 วันที่สองฝ่ายถล่มอาวุธหนักเข้าใส่กันและกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปไม่น้อยกว่า 30 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนที่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่อีกเป็นหมื่นเป็นแสน ถูกผสมผสานด้วยความรู้สึกอย่างแรงกล้า ถึงขนาดมีอยู่บ้างที่ต้องการให้เหตุขัดแย้งนี้ลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ที่โฉมหน้าจะกลายเป็นอีกอย่างที่แตกต่างออกไปจากในตอนนี้โดยสิ้นเชิง
สิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่ได้คำนึงถึงก็คือ ไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน มีชายแดนประชิดติดต่อกัน นี่คือข้อเท็จจริงพื้นฐานที่เป็นมาแต่ไหนแต่ไร แล้วก็จะเป็นไปอยู่เช่นนี้เรื่อยไป
เราไม่สามารถเลิกเป็นเพื่อนบ้านซึ่งกันและกันได้
ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบุกเข้าไปทำลายและยึดครองอีกฝ่ายหนึ่งโดยเบ็ดเสร็จก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน
สื่อต่างประเทศบางรายถึงกับหยิบยกเอาศักยภาพทางทหารของทั้งสองประเทศมาเปรียบเทียบกัน เพื่อดูว่าในกรณีที่เกิดสงครามเต็มรูปแบบใครจะได้ชัยชนะ
บทสรุปง่ายๆ ที่ว่า ไทยมีความเหนือกว่าในทางทหารอยู่มาก กองทัพกัมพูชา เทียบแล้วเท่ากับ 1 ใน 3 ของพลานุภาพทางทหารที่ไทยมีอยู่ นั่นหมายความว่า ไทยเราสามารถ “กำจัด” เพื่อนบ้านที่เล็กกว่าเช่นนี้ได้โดยง่ายใช่หรือไม่?
คำตอบก็คือ ไม่ ไม่ใช่แล้วก็ ไม่ได้ อย่างแน่นอน
ความจริงที่แท้ประการหนึ่งก็คือ ในศึกสงครามหาผู้ชนะได้ยากเต็มที ความโหดร้ายของสงครามก็คือ ต่างฝ่ายต่างสูญเสีย ต่างฝ่ายต่างเจ็บปวด ไม่มากก็น้อย
และใช่ว่าใครเจ็บปวดน้อยกว่า สูญเสียต่ำกว่า จะเป็นผู้ชนะ การสูญเสียอย่างไรก็ยังคงเป็นการสูญเสียอยู่ดี เป็นความเจ็บปวดอยู่เหมือนเดิม
ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ที่ประสบความสูญเสีย ย่อมไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แท้จริง
เช่นนั้นแล้ว เหตุใดต้องทำสงคราม ทำไมต้องขัดแย้ง หรือความลำบากตรากตรำจากปัญหาสารพัดอื่นๆ ที่เผชิญอยู่ยังไม่เพียงพอ?
บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในสื่อต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นการบิดเบือนทางการเมือง การปกครองของกัมพูชาอย่างชัดเจน
การนำสงครามและความขัดแย้งมาใช้เป็นเครื่องมือในการบิดเบือน สร้างกระแสชาตินิยมจอมปลอม ไม่เพียงอุปมาเหมือนการนำเอาชีวิตคนมาเป็นเครื่องเล่น เครื่องสังเวย เพื่ออำนาจ เพื่อบารมี สิ่งนี้ไม่มีวันยั่งยืน
แม้จะสร้างได้ง่ายๆ ก็สามารถถูกทุบทำลายได้โดยง่ายเช่นเดียวกัน
หากพลิกผันกลับไปอีกด้านหนึ่ง ซึ่งปราศจากความเกลียด ความชิงชัง ไม่มีการเกลียดไทย ชังเขมรแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นตามมา
ครั้งหนึ่ง เคยมีข้อเสนอขจัดความขัดแย้งว่าด้วยปมปัญหาปราสาทพระวิหาร ไม่ใช่การยกให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้ครอบครอง หากแต่เสนอให้เป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกัน รังสรรค์สิ่งดีๆ และงดงามขึ้นมาด้วยกัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน ต่างฝ่ายต่างส่งเสริม เกื้อหนุนอีกฝ่าย หากเป็นจริงได้ ไม่รู้ว่าจะดีปานใด
ที่น่าเศร้าก็คือ ข้อเสนอนี้ไม่แม้แต่จะเข้าใกล้กับความเป็นจริง
ที่น่าเศร้ามากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ การที่มีคนคนหนึ่ง กลุ่มหนึ่ง กระตุ้น ยุยง ให้เกิดความขัดแย้ง วางแผนให้เกิดความเกลียดชัง เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์ทางการเมืองต่อตนเองและพวกพ้อง
การหยุดยิงชั่วคราว จากความพยายามไกล่เกลี่ยของมาเลเซีย ทำให้การปะทะกันยุติลง หยุดการสูญเสียของทั้งสองฝ่ายอยู่ที่ 38 ราย ซึ่งทำสถิติกลายเป็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ก่อให้เกิดความสูญเสียหนักหนาที่สุด
ที่น่าเสียดายก็คือ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข การเจรจายังไม่ประสบผล และการปะทะครั้งใหม่อาจเกิดขึ้นได้ไม่นาทีใดก็นาทีหนึ่ง
ทั้งๆ ที่หากหันกลับไปมองตัวเองในกระจก ต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในสภาพหลงเหลือเพียงผ้าเตี่ยวพันกายด้วยกันทั้งคู่
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
