บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (136)
เจอวิบากกรรม-ถูกสอบทาง ‘วินัย’
ช่วงเวลาที่ผมกำลังสนุกกับการทำงาน และผมมีความปรารถนาให้ อ.สิงหนคร เป็นเมืองที่สงบสุขนั้น
ปลายเดือนมกราคม 2540 ผมได้รับบันทึกจากกองวินัย สำนักงานกำลังพล กรมตำรวจ เมื่อเปิดอ่านผมรู้สึกตกใจ และทำให้เสียกำลังใจเป็นอย่างมาก
หนังสือนั้นแจ้งให้ผมทราบว่า ผมถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกครั้ง
และครั้งนี้เป็นคำสั่งของกรมตำรวจเลย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด
กรมตำรวจสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรวม 3 นาย คือ
1. พ.ต.ท.ยรรยง กุลวานิช รอง ผกก. หน.สภ.อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สวญ.สภ.อ.เมืองสตูล
2. พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ สวส.สภ.อ.เมืองสตูล
ทั้งสองคนมีกรณีถูกกล่าวหาว่าบกพร่องต่อหน้าที่ โดยลงนามสั่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 241/2535 ของ สภ.อ.เมืองสตูล คดีฆ่านายสายชุมพล เดชประมวลพล โดยไม่ตรวจสอบหรือควบคุมดูแลว่า ร.ต.ท.สุริยา บาราสัน (ยศในขณะนั้น) ได้สอบสวนครบถ้วนแล้วหรือไม่
3. ร.ต.อ.สุริยา บาราสัน รอง สวส.สภ.อ.ควนกาหลง จ.สตูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รอง สวส.สภ.อ.เมืองสตูล
มีกรณีถูกกล่าวหาว่าบกพร่องต่อหน้าที่ โดยเป็นพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความร้องทุกข์จากนางอั้น เดชประมวลพล มารดานายสายชุมพล เดชประมวลพล ซึ่งถูกฆ่า แล้วไม่รีบรับคำร้องทุกข์ไว้ดำเนินคดีทันทีแต่ขอเวลาสืบสวนก่อน 7 วัน ต่อมาเมื่อได้รับคำร้องทุกข์ สารวัตรสอบสวนได้สั่งให้สอบสวนพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ก็ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กลับสรุปสำนวนการสอบสวนเสนอผู้บังคับบัญชา
โดยเหตุเกิดตั้งแต่เมื่อ 26 มีนาคม 2535 ที่ อ.เมือง จ.สตูล
คณะกรรมการสอบสวน ประกอบด้วย
1. พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ ภัทรภานุ รอง ผกก.หน.สภ.อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เป็นประธานกรรมการ
2. พ.ต.ท.ไพศาล ไชยบุตร สว. (ทำหน้าที่สอบสวน) ภ.จว.สตูล เป็นกรรมการ และ
3. ร.ต.ท.กมล ณ ณรงค์ รอง สวป.สภ.อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นกรรมการและเลขานุการ
ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวนรีบดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จไปโดยเร็ว
แล้วเสนอสำนวนมาเพื่อพิจารณาต่อไป
อนึ่ง ถ้าคณะกรรมการเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่ง หรือมีข้าราชการตำรวจอื่นที่มิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งนี้ร่วมกระทำผิดในเรื่องที่สอบสวนนี้ด้วย ให้ประธานกรรมการรีบรายงานเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
สั่ง ณ วันที่ 17 มกราคม 2540
(ลงชื่อ) พล.ต.ท.โกวิท วัฒนะ
ผู้ช่วยอธิบดีฯ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมตำรวจ
ผมไม่เข้าใจรายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริงทำไมจึงออกมาเช่นนี้
โดยผ่านการพิจารณาของบรรดานายพลถึง 4 นาย ที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง และพิจารณากันอย่างง่ายๆ และลงความเห็นตามๆ กัน
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 ผมได้รับวิทยุจากประธานคณะกรรมการ ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนไปพบคณะกรรมการสอบสวน ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2540 เวลา 09.00 น. ที่ สภ.อ.เมืองนครศรีธรรมราช
สำหรับข้อกล่าวหาที่ผมกับ พ.ต.ท.ยรรยง กุลวานิช ได้รับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยตำรวจ พ.ศ.2477 มาตรา 5 อนุ 3 และ 7 ฟังดูแล้วน่ากลัวมาก
คือฐาน ไม่ประพฤติตนให้เคร่งครัดต่อมรรยาทและระเบียบแบบแผนของตำรวจ และประพฤติตนไม่สมควร
ส่วน ร.ต.อ.สุริยา บาราสัน ยิ่งหนักกว่าผม ฐาน ดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลย ไม่ปฏิบัติการตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตนที่ชอบด้วยกฎหมาย, ไม่ประพฤติตนให้เคร่งครัดต่อมรรยาท และระเบียบแบบแผนของตำรวจ, เกียจคร้านละทิ้งหน้าที่ หรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ และประพฤติไม่สมควร
ทุกขั้นตอนผ่านการพิจารณาของผู้บังคับการ ฝ่ายสืบสวนจเรตำรวจ, ผู้ช่วยจเรตำรวจ, รองจเรตำรวจ
คนสุดท้ายที่ลงนามคือ พล.ต.ท.นิรดม ตันตริก จเรตำรวจ ประมวลเรื่องไปถึงกรมตำรวจ
เรื่องนี้เริ่มจากนางอั้น เดชประมวลพล ทำหนังสือร้องเรียน รวม 4 ฉบับ
ฉบับแรกลงวันที่ 15 มกราคม 2537 ร้องเรียนว่า ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรชาย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 สภ.อ.เมืองสตูล ทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย แต่ผลการสืบสวนไม่ตรงกับความจริง โดยผู้กระทำผิดตามสำนวนการสอบสวน กับผู้กระทำผิดที่แท้จริง เป็นคนละคนกัน
หนังสือร้องเรียนฉบับที่ 2 ลงวันที่ 9 เมษายน 2537 ร้องเรียนว่าพยานหลักฐานในคดีถูกทำลาย และประจักษ์พยานอาจถูกข่มขู่ หรือถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตได้ เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่
หนังสือร้องเรียนฉบับที่ 3 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2537 ร้องเรียนว่า พนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้อง ด.ต.ธรรมรัตน์ อังสุธรรม ผู้ต้องหา เป็นการปกป้องผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งที่คดีมีประจักษ์พยานรู้เห็นยืนยันการกระทำผิดชัดแจ้ง
หนังสือร้องเรียนฉบับที่ 4 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2537 ขอให้ตรวจสอบพนักงานสอบสวน ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้วหรือไม่
นั่นคือการร้องเรียนแบบมืออาชีพ ทำเป็นขั้นเป็นตอน บรรยายให้เห็นถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรม
ผมไม่เคยรู้จักนางอั้น เดชประมวลพล และนายสายชุมพลมาก่อน
เพียงแต่เคยได้ยินคำร่ำลือพฤติกรรมของนายสายชุมพล แต่รู้จักในชื่อที่คนทั่วไปเรียกกันว่า ไอ้ใบ้ ที่ชอบไปมีเรื่องระรานกับผู้คนอยู่เสมอเมื่อมีอาการเมามาย กับมี นรต.วีระศักดิ์ เดชประมวลพล ซึ่งคงเป็นบุตรชายของนางอั้น กำลังเป็น นรต.ชั้นปีที่ 2 พร้อมกับ นรต.ชั้นปีที่ 3 เคยไปเยี่ยมผมที่ สภ.อ.เมืองสตูล เมื่อวันอังคารที่ 9 มีนาคม 2536 แต่ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้เลย
ตามข้อเท็จจริง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535 เวลาประมาณ 03.00 น. นายสายชุมพล เดชประมวลพล หรือคนทั่วไปเรียกว่านายใบ้ หรือไอ้ใบ้ (เป็นใบ้มาแต่กำเนิด) ดื่มสุราจนเมามาย แล้วไปหาเรื่องชกต่อยกับผู้อื่น ที่ร้านข้าวต้ม หลังโรงแรมวังใหม่ อ.เมือง จ.สตูล (พฤติกรรมของนายใบ้ ที่คนทั่วไปทราบกันดี ดึกๆ ชอบดื่มสุราจนเมามาย แถมไปหาเรื่องชกต่อยกับคนทั่วไปอยู่เป็นประจำ บางคนไม่อยากมีเรื่องก็เดินหนี บางครั้งก็เมาหมดสตินอนอยู่ในที่สาธารณะ บ่อยจนติดเป็นนิสัย กลายเป็นเรื่องปกติ จนเป็นที่เอือมระอาของคนที่พบเห็น ญาติพี่น้องไม่เคยใส่ใจแต่อย่างใด)
วันเกิดเหตุ หลังจากที่นายใบ้ดื่มสุราจนเมา และมีเรื่องชกต่อยกับคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ก็นอนอยู่ข้างร้านข้าวต้ม ด.ต.ธรรมรัตน์ อังสุธรรม ขับรถยนต์สายตรวจ 191 ได้รับแจ้ง จึงไปนำตัวมาที่ สภ.อ.เมืองสตูล จนกระทั่งเช้า ด.ต.โสภา เพ็ชรเขียว ตำรวจประจำกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูล มาพบนายสายชุมพลนอนอยู่หน้า สภ.อ.เมืองสตูล จึงแจ้งญาติให้มานำตัวตัวนายสายชุมพลกลับไปพักที่บ้าน
ญาติของนายสายชุมพลเข้าใจว่านายสายชุมพลเมาสุราเหมือนเช่นทุกครั้ง จึงให้พักอยู่ที่บ้าน จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 16.45 น. ของวันที่ 27 มีนาคม 2535 นายสายชุมพลก็ยังไม่ฟื้น ญาติได้นำส่ง รพ.สตูล
ต่อมา รพ.สตูลได้ส่งตัวนายสายชุมพลไปรับการรักษาที่ รพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หลังจากนั้นจึงได้เสียชีวิต
ร.ต.ท.สุริยา บาราสัน ได้สอบสวนจนทราบว่า นายสมศักดิ์ แดงปรก เป็นผู้กระทำผิดในคดีนี้ โดยได้ชกต่อยกับนายสายชุมพลในที่เกิดเหตุแล้วหลบหนีไป จึงได้ออกหมายจับ และได้สรุปสำนวนการสอบสวนสั่งฟ้องผู้ต้องหา
แต่นางอั้นได้มาพบ ร.ต.ท.สุริยา พร้อมกับนำตัวนางวิรัช ยันตรพินิจ มาอ้างเป็นประจักษ์พยานเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปนานถึง 1 ปี 7 เดือนว่า เห็น ด.ต.ธรรมรัตน์ทำร้ายร่างกายนายสายชุมพลในที่เกิดเหตุ จนเป็นเหตุให้นายสายชุมพลถึงแก่ความตาย
ด.ต.ธรรมรัตน์จึงเข้ามอบตัวขอต่อสู้คดีโดยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ร.ต.ท.สุริยาได้รวบรวมพยานหลักฐาน และมีพยานยืนยันว่า ด.ต.ธรรมรัตน์ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา จึงได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
ทำให้นางอั้นไม่พอใจและร้องเรียนกล่าวหาว่า ไม่ให้ความเป็นธรรมในการสอบสวน ช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นผู้กระทำผิด ต่ออัยการจังหวัดสตูล
อัยการจึงมีความเห็นเด็ดขาดให้ฟ้อง ด.ต.ธรรมรัตน์ ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 ศาลจังหวัดสตูลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง ด.ต.ธรรมรัตน์ ตามคดีหมายเลขดำที่ 78/2537 คดีหมายเลขแดงที่ 1493/2538 และไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์
คณะกรรมการสอบสวนได้สอบสวนมานานในระยะเวลาหนึ่ง
และในที่สุดได้สรุปความเห็นว่า ทั้ง พ.ต.ท.ยรรยง กุลวานิช, พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ และ ร.ต.อ.สุริยา บาราสัน ไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาและไม่มีพยานหลักฐานใดรับฟังได้ว่า มีความบกพร่องตามที่ร้องเรียน จึงเห็นควรให้ยุติเรื่อง
แล้วเสนอกลับไปยังกองวินัย สำนักงานกำลังพล กรมตำรวจ
จนนำไปสู่การพิจารณาของรองผู้บังคับการกองวินัย และผู้บังคับการกองวินัย ว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้เกิดความบกพร่องแต่อย่างใด เห็นควรยุติเรื่อง เสนอเรื่องไปยังอธิบดีกรมตำรวจ พิจารณาตามขั้นตอน
รวมระยะเวลาทุกขั้นตอนผ่านไปเกือบ 6 เดือน จนมาถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 พล.ต.ท.โกวิท วัฒนะ ผู้ช่วย อ.ตร. ปรท.อ.ตร.ได้ลงนามให้ยุติเรื่อง
กว่าจะพ้นบ่วงกรรม ผมต้องวิตก ทุกข์กังวลกับเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นเรื่องมานานมากทีเดียว
จนบางครั้งผมต้องทำเป็นลืมเรื่องนี้ไป เพื่อให้เกิดความสบายใจและให้งานที่รับผิดชอบอยู่ไม่เสียหาย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
