จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
มีเพลงเก่าแก่แต่ฟังเมื่อใดก็ซาบซึ้งเมื่อนั้น คงพอเดาชื่อเพลงวันแม่ได้ ใช่เลยค่ะ “ค่าน้ำนม”
ทั้งคำร้องและทำนองเป็นผลงานของครูไพบูลย์ บุตรขัน ครูเพลงผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อนที่สังคมรังเกียจ มีเพียงแม่บังเกิดเกล้าคอยเฝ้าดูแลใกล้ชิด ไม่หนีหน้าจากไปเหมือนคนอื่นๆ
เป็นแรงบันดาลใจให้ครูไพบูลย์แต่งเพลง “ค่าน้ำนม” บูชาพระคุณแม่ และกลายเป็นเพลงอมตะในสังคมไทยนับแต่อดีตตราบถึงปัจจุบัน
” โอ้ว่าแม่จ๋า ลูกคิดถึงค่าน้ำนม
เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน”
เนื้อเพลงข้างต้นบอกให้รู้ว่า น้ำนมที่ทารกดื่มกินกลั่นมาจากเลือดในอกของแม่ ตอนยังเด็กเล็กมากๆ ฟังเพลงนี้ทั้งกลัวและอยากรู้ปนๆ กัน
กลัวว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ แม่จะเจ็บไหมตอนให้น้องดูดนม (หรือดูดเลือดแม่) อยากรู้ว่าจริงตามนั้นหรือไม่ ทำอย่างไรถึงจะได้คำตอบ จนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าทำตามที่พี่เลี้ยงแนะนำ คือ ให้ลองบีบมะนาวใส่น้ำนม น้ำนมสีขาวจะกลายเป็นสีแดงจางๆ
ที่ไม่กล้าทำทั้งๆ ที่อยากทำก็เพราะคนแนะนำสำทับหนักแน่นว่าอย่าริเป็นอันขาด จะทำให้น้ำนมแม่เสีย น้องไม่มีนมกิน
อย่างไรก็ดี ความคิดที่ว่า ‘น้ำนมที่ลูกกินกลั่นมาจากเลือดในอกของแม่’ เป็นความคิดที่มีมาแต่โบร่ำโบราณ วรรณคดีสมัยสุโขทัยเรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” ตอนที่เล่าถึง ‘มนุสสภูมิ’ หรือดินแดนของมนุษย์นั้นมีข้อความเกี่ยวกับการถือกำเนิดของคนและสัตว์ทั้งหลายว่า
“อันว่าปรกติคนทั้งหลายในโลกนี้ก็ดี องค์พระโพธิสัตว์เจ้าก็ดี ดิรัจฉานทั้งหลายก็ดี ครั้นว่าออกมาจากท้องแม่แลไส้ อันว่าเลือดซึ่งมีอยู่ในอกแม่นั้น เหตุว่าแม่ตนมีใจรักนัก จิงเลือดนี้ในอกของแม่นั้น ก็กลายเป็นน้ำนมไหลออกมาจากอกของแม่ให้ลูกนั้นได้ดูดกิน อันนี้เป็นพิสัยแห่งโลกทั้งหลายแล” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
คำว่า “เลือดในอก” จึงใช้เป็นสำนวนมีความหมายเปรียบเทียบ หมายถึง ลูกในไส้ หรือลูกแท้ๆ ก็ได้ หรือหมายถึง น้ำนม (ตามความหมายเปรียบเทียบในวรรณคดีในเนื้อเพลง) ก็ได้เช่นกัน
สายสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างแม่กับลูกในท้อง ก่อนที่จะคลอดออกมาเป็นตัวเป็นตน และดูดน้ำนมแม่เป็นอาหารเลี้ยงชีวิตนั้นน่าประทับใจยิ่ง หลายร้อยปีมาแล้วสมัยที่ยังห่างไกลความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิทยาการต่างๆ ยังไม่มีมากเท่าสมัยนี้ วรรณคดีเรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” เล่าถึงกระบวนการเกิดนับแต่ก่อกำเนิดเป็นตัวภายในท้องแม่เอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
“เมื่อแรกก่อเป็นนั้นน้อยนักหนา แลเรียกชื่อว่า กัลละ” เสฐียรโกเศศอธิบายว่า ‘กัลละที่ก่อเป็นตัวเด็กขึ้นมานี้ ถ้ากล่าวตามวิทยาศาสตร์ เห็นจะเทียบได้กับคำว่า cell ความจริง กัลละ และ cell ก็น่าจะเป็นคำเดียวกัน ต่อจากนี้กัลละก็เจริญเติบโตเป็นรูปขึ้นเพราะด้วยธาตุทั้ง 4 มีดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งกล่าวไว้พิสดารแต่ยุ่งๆ เข้าใจยาก จะขอผ่านไป’
เมื่อเวลาผ่านไปจนครบ 7 วัน ก็เกิดสิ่งนี้ขึ้น
“ครั้นเถิง 7 วัน เป็นตุ่มออกได้ 5 แห่งดั่งหูดนั้น เรียกว่า ปัญจสาขาหูด หูดนั้นเป็นมือ 2 อัน เป็นตีน 2 อัน หูดเป็นหัวนั้นอันหนึ่ง แลแต่นั้นค่อยไปเบื้องหน้าทุกวัน ครั้นเถิง 7 วันเป็นฝ่ามือ เป็นนิ้วมือแต่ (นั้น) ไป (เถิง 7 วันคำรบ) 42 จิง (เป็นผม) เป็นขน เป็นเล็บตีนเล็บมือ เป็นเครื่องสำหรับเป็นมนุษย์ถ้วนทุกอันแล”
ขอให้นึกภาพอย่างนี้ ตัวทารกในท้องแม่ เริ่มมีอวัยวะส่วนต่างๆ เกิดขึ้น เกิดเป็นตุ่มที่มีลักษณะเหมือนหัวหูด (หรือโรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นไตแข็งๆ) ขึ้นมา 5 แห่ง เรียกว่า ปัญจสาขา หัวหูดทั้งห้าต่อมาก็จะกลายเป็นสองมือ สองตีน และหนึ่งหัว พอครบ 7 วันก็จะเริ่มกลายเป็นฝ่ามือและนิ้วมือ ต่อจากนั้นเกิดเป็นขนเป็นเล็บและเป็นอื่นๆ ครบถ้วนเป็นจำนวน 32
และตอนนี้ก็เกิดเป็นตัวทารกขึ้นมา
สิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างแม่และลูกในท้อง คือทางผ่านของอาหารจากแม่ไปสู่ลูก เรียกกันว่า “สายสะดือ” ใน “ไตรภูมิพระร่วง” ใช้ทั้งคำว่า ‘สายสะดือ’ และ ‘ไส้ดือ’
“อันว่าสายสะดือแห่งกุมารนั้นกลวงดั่งสายก้านบัวอันมีชื่อว่า อุบล จะงอยไส้ดือนั้นกลวงขึ้นไปเบื้องบนติดหลังท้องแม่แล เข้าน้ำอาหารอันใดแม่กินแลโอชารสนั้นก็เป็นน้ำชุ่มเข้าไปในไส้ดือนั้น แลเข้าไปในท้องกุมารนั้นแลสะหน่อยๆ แลผู้น้อยนั้นก็ได้กินทุกค่ำเช้าทุกวัน” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ตอนที่แม่จะคลอดลูกนั้น ร่างกายมีผู้ช่วยสำคัญ คือ ลมเบ่งเมื่อจวนเจียนจะคลอด ลมนี้มีชื่อเรียกยากเขียนได้หลายแบบ เช่น ‘ลมกรรมชวาต’ ออกเสียงว่า กำ – มะ – ชะ – วาด หรือ ‘ลมกรรมัชวาต’ และ ‘กัมมัชวาต’ สองคำนี้ออกเสียงว่า กำ – มัด – ชะ – วาด
“ไตรภูมิพระร่วง” บรรยายถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า
“คนผู้อยู่ในท้องแม่ก็ดี เมื่อเถิงจักคลอดนั้นก็ดี กลายเป็นลมในท้องแม่สิ่งหนึ่ง พัดให้ตัวกุมารนั้นขึ้นหนบก ให้หัวลงมาสู่ที่จะออก—–ฯลฯ—–เมื่อจะออกจากท้องแม่วันนั้น จิงลมกรรมชวาตก็พัดให้หัวผู้น้อยนั้นลงมาสู่ที่จะออก แลคับแคบมาสู่ที่จะออก แลคับแคบแอ่นยันหนักหนา เจ็บเนื้อเจ็บตนลำบากนัก”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
วรรณคดีหลายเรื่องเมื่อเล่าถึงกำเนิดตัวละคร ลมนี้จะถูกพาดพิงเสมอ ดังจะเห็นได้จากเรื่อง “มหาเวสสันดรชาดก” ตอนพระนางผุสดีมีพระประสูติกาลพระเวสสันดรนอกพระราชวัง “ตามมรรคาถนนหลวงที่พ่อค้าทั้งปวงประชุมกันมิได้ขาด”
“กมฺมชฺชวาตา จลึสุ ลมกัมมัชวาตประพาตผัน ทรงประชวรพระครรภ์ดูอนาถ ฝ่ายพระประยูรญาติแวดล้อมเป็นขนัด นางกษัตริย์ก็ประสูติพระราชกุมาร ในสถานที่นั้นแล”
ไม่ต่างกับตอนนางทองประศรีคลอดพลายแก้ว เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” บรรยายว่า
“จนท้องโตใหญ่ได้สิบเดือน บุญเตือนจะคลอดลูกสืบสาย
ลมกัมมัชวาตพัดกลับกลาย ลูกนั้นบ่ายศีรษะลงทวาร”
ไม่ว่าจะเขียนแบบไหน ความหมายไม่ต่างกัน ลมกรรมชวาต – ลมกัมมัชวาต – กรรมัชวาต ล้วนมีความหมายว่า ลมเกิดแต่กรรม คือ ลมเกิดในครรภ์เวลาคลอดบุตร หมายถึง ลมเบ่ง ที่จะเกิดขึ้นเวลาใกล้คลอด
แม้แต่พระพุทธองค์ก็ทรงเกี่ยวข้องกับลมที่ว่านี้ ดังปรากฏใน “พระปฐมสมโพธิกถา” ว่า
“(พระนางสิริมหามายา พุทธมารดา) ดำเนินไปถึงใต้ต้นมงคลสาลพฤกษ์ พระกมลปรารถนาจะทรงจับกิ่งรัง ก็มิอาจเอื้อมพระหัตถ์ขึ้นไปถึง ขณะนั้นกิ่งรังเหมือนมีจิตกรุณา ก็บันดาลอ่อนน้อมค้อมลงมา ดุจยอดหวายอันต้องเพลิง พอถึงพระหัตถ์พระราชเทวีก็ทรงจับเอากิ่งรัง พอเกิดลมกัมมชวาตหวั่นไหวประชวรพระครรภ์ ในขณะนั้นชนทั้งหลายก็ผูกม่านแวดวงเข้าภายใต้ร่มไม้รัง—–ฯลฯ—– กาลเมื่อคลอดจากครรภ์ลมกัมมชวาตหากพัดผันให้ศีรษะลงเบื้องต่ำ มีเท้าขึ้นเบื้องบน”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
จาก ‘เลือดในอก’ ยาวไปถึง ‘ลมเบ่ง’ -ขอจบเอาดื้อๆ อย่างนี้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
