bg-single

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (25) Endgame-ยูเครนต้องชนะเท่านั้น!

13.08.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (25)

Endgame-ยูเครนต้องชนะเท่านั้น!

“ความเชื่อมั่นต่อชัยชนะสุดท้ายของยูเครนนั้น ไม่เพียงเกิดขึ้นกับเซเลนสกีเท่านั้น แต่ยังเกิดกับชนชั้นทางการเมือง และกับประชาชนชาวยูเครน ตลอดรวมถึงผู้กำหนดนโยบายหลายคนและบรรดานักวิจารณ์การเมืองในวอชิงตันอีกด้วย”

Owen Matthews

Overreach (2023)

ความล้มเหลวของกองทัพรัสเซียในช่วงต้นของการบุกยูเครนในปี 2022 นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัสเซียทั้งในระดับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีอย่างไม่น่าเชื่อ ดังที่กล่าวแล้วว่าเมื่อรัสเซียเปิดการโจมตีวันแรกของสงครามในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ไม่มีใครเชื่อเลยว่ากองทัพรัสเซียจะไม่ชนะ ในภาวะเช่นนี้คำถามเหลือแต่เพียงประการเดียวว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีเซเลนสกีจะมีชีวิตอยู่ได้กี่วัน เท่าๆ กับที่อายุของเคียฟที่เป็นเมืองหลวงนั้น จะรอดไปได้สักกี่วัน

ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพทางทหารของกองทัพรัสเซีย ประธานาธิบดีปูตินจึงเชื่ออย่างมากว่า เกมสงครามที่เคียฟจะจบลงใน 3 วัน และหลังจากนั้นกองทหารรัสเซียจะเปิดการสวนสนามเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะ พร้อมกับการจัดตั้งรัฐบาลนิยมรัสเซียขึ้นในยูเครน และฝ่ายตะวันตกจะตั้งตัวรับมือกับชัยชนะอย่างรวดเร็วเช่นนี้ไม่ทัน เช่นเดียวกับชัยชนะในครั้งที่รัสเซียเคยทำได้มาแล้วในการยึดไครเมียในปี 2014

แน่นอนว่าผู้นำรัสเซียติดกับดักกับความสำเร็จครั้งก่อน จนอาจเรียกว่าปูตินยังฝันอยู่กับ “ภาพลวงตา” ของชัยชนะในแบบเดิม โดยไม่ตระหนักว่าเวลาที่ผ่านผันจากปี 2014 เป็นต้นมานั้น กองทัพยูเครนได้รับการปฏิรูปเพื่อสร้างและพัฒนาขีดความสามารถทางทหารจากฝ่ายตะวันตกอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐ ตลอดรวมถึงการได้รับข้อมูลข่าวกรองที่ทำให้ผู้นำยูเครน ที่แม้ในช่วงแรกจะไม่เชื่อก็สามารถเตรียมรับมือได้ในระดับหนึ่ง จนในช่วงต้นของสงคราม ภาพที่ปรากฏออกในสื่อต่างๆ ล้วนบ่งบอกถึงความสูญเสียของทหารและยุทโธปกรณ์รัสเซียเป็นจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ… เป็นไปได้อย่างไรที่กองทัพของรัฐมหาอำนาจใหญ่ ที่มีสถานะเป็นกองทัพในระดับแถวหน้าของการเมืองโลกอย่างรัสเซีย จะล้มเหลวในการยุทธ์อย่างนึกไม่ถึง!

ความฝันของยูเครน

ถ้ารัสเซียมีความฝันในสงครามยูเครนที่จะยึดดินแดนของยูเครนให้ได้ทั้งหมด และเอาประเทศนี้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซียอีกครั้ง ในทำนองเดียวกัน ยูเครนก็มีความฝันในการสร้างรัฐเอกราชของตนเอง และในสงครามครั้งนี้ ยูเครนก็คาดหวังที่จะเอาดินแดนที่ถูกรัสเซียยึดครองจากปฏิบัติการในปี 2014 กลับคืนมา

หากเรามองผ่านตัวผู้นำของทั้ง 2 ฝ่าย เราอาจกล่าวเชิงเปรียบเทียบได้ว่าประธานาธิบดีปูตินติดกับดักของภาพลวงตา ที่เขาสร้างขึ้นเองจากความสำเร็จครั้งก่อน โดยเขาเชื่ออย่างมากว่ากองทัพรัสเซียจะได้รับชัยชนะอีกครั้งในแบบเดียวกับการยึดไครเมียในปี 2014 และชัยชนะนี้จะช่วยให้รัสเซียรอดพ้นจากหายนะทางเศรษฐกิจที่เป็นผลจากสงคราม… ประธานาธิบดีเซเลนสกีเองก็ติดกับดักของภาพลวงตาจากชัยชนะที่เกิดขึ้นของกองทัพยูเครน และเชื่อมั่นอย่างมากว่ารัฐบาลของประเทศตะวันตกจะให้การสนับสนุนอย่างเพียงพอ จนกองทัพยูเครนมีขีดความสามารถมากพอที่จะขับไล่กองทัพรัสเซียออกไปจากดินแดนที่ถูกยึดครองในปี 2014 ซึ่งความเชื่อมั่นเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผู้นำ นักการเมือง และประชาชนชาวยูเครนมีความเห็นร่วมกัน

แน่นอนว่าความฝันต่อจุดสุดท้ายของสงครามเช่นนี้เป็นเส้นทางคู่ขนานในทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ชาวยูเครนไม่มีทางที่จะมีความรู้สึกในทางที่ดี ที่จะยอมกลับมาใช้ชีวิตภายใต้ร่มธงของผู้นำรัสเซียอีกแต่อย่างใด

ถ้าเราย้อนกลับไปสู่สถานการณ์ในช่วงต้นของสงคราม จะเห็นได้ชัดเจนว่าจุดเริ่มต้นของความเชื่อมั่นในส่วนของยูเครนนั้น มาจากความสำเร็จของกองทัพยูเครนที่สามารถยันการเข้าตีเมืองหลวงของกองทัพรัสเซียได้ จนกองทัพรัสเซียต้องถอนตัวออกจากการปิดล้อมเคียฟในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2022 อีกทั้งต่อมาเมื่อกองทัพยูเครนเปิดการรุกตอบโต้กลับ (counter-offensive) ในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน 2022

ผลจากการเปิดการรุกกลับในช่วงปลายปี 2022 เช่นนี้ ทำให้ทุกฝ่ายที่ให้การสนับสนุนการต่อสู้ของรัฐบาลยูเครน ตลอดรวมถึงตัวรัฐบาลยูเครนเอง ล้วนมีความฝันอย่างมากว่าสงครามอาจจะจบในเวลาอีกไม่นาน เพราะกองทัพรัสเซียเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำอย่างมากทั้งในระดับทางยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธี และยิ่งเมื่อยูเครนได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐได้ส่งระบบอาวุธยิงระยะไกล คือจรวดหลายลำกล้องแบบ “HIMARS” ให้กับยูเครนนั้น ต้องถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เนื่องจากระบบอาวุธนี้มีส่วนอย่างมากในการสร้างความสูญเสียให้กับกองทัพรัสเซียอย่างมาก

นอกจากการเปิดการรุกด้วยการโจมตีด้วยอาวุธยิงระยะไกลแล้ว ยูเครนยังใช้ปฏิบัติการโดรน ผสานเข้ากับปฏิบัติการพิเศษในการก่อวินาศกรรม ดังจะเห็นได้จากภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นในไครเมีย จนหลายฝ่ายเชื่อว่ากองทัพรัสเซียกำลังเดินไปสู่ความพ่ายแพ้ในสนามรบที่ยูเครน ไม่มีใครเชื่อเรื่องการปรับตัวทางทหาร (military adaptation) ของรัสเซีย และไม่มีใครตระหนักว่าพันธมิตรที่ใกล้ชิดทั้งอิหร่านและเกาหลีเหนือนั้น ยังพร้อมที่จะให้การสนับสนุนด้านอาวุธและกระสุนแก่รัสเซียอย่างเต็มที่ พวกเขาไม่ได้กังวลกับการแซงก์ชั่นของฝ่ายตะวันตก

สถานการณ์จริง

หากพิจารณาในส่วนของความล้มเหลวในการเข้าตีเมืองหลวงของยูเครนในช่วงต้นสงครามนั้น เราอาจต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือความกล้าหาญและความเข้มแข็งของกำลังพลยูเครนในการรับมือกับการรุกของรัสเซีย แต่อีกส่วนเป็นความผิดพลาดโดยตรงของกองทัพรัสเซีย คือความเชื่อมั่นที่เกินจริงในทางยุทธการ ข้อมูลข่าวกรองที่ล้มเหลว ความผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เช่น การประเมินการต่อต้านของฝ่ายยูเครน ตลอดรวมถึงความไม่พร้อมรบของหน่วยทหารราบ ความไม่สมบูรณ์ของกำลังยานเกราะและรถถัง ความผิดพลาดในงานทางยุทธวิธีของหน่วยยานเกราะ

อาจกล่าวได้ว่ากองทัพบกรัสเซียล้มเหลวและผิดพลาดในทุกเรื่องที่ถูกกำหนดไว้ในคู่มือสนามของวิชาทหาร และความผิดพลาดในสนามรบนั้นมีราคาแพงเสมอ ดังนั้น การตัดสินใจของคณะเสนาธิการใหญ่ของกองทัพรัสเซียที่จะถอยกำลังรบที่ติดกับอยู่กับความผิดพลาดของช่วงต้นสงครามออกไป จึงเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด และถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของฝ่ายรัสเซียเองด้วย เพราะมิเช่นนั้นแล้ว กำลังรบรัสเซียในส่วนนี้อาจจะกลายเป็นเป้าให้กองทัพยูเครนโจมตี จนเกิดความเสียหายอย่างมากได้

ส่วนสงครามที่ดอนบาสในภาคตะวันออกของยูเครน ไม่ใช่เป็นเพียงการรบของกองทัพรัสเซียเท่านั้น หากเป็นการรบผสมของทหารรัสเซียกับกองกำลังประชาชนติดอาวุธในพื้นที่ ประชาชนกลุ่มนี้เป็นพวก “นิยมรัสเซีย” และไม่พอใจรัฐบาลยูเครน แม้พวกเขาจะถูกนิยามว่าเป็นพวก “แบ่งแยกดินแดน” แต่พวกเขาก็เชื่อว่าเขาต่อสู้ร่วมกับทหารรัสเซียเพื่อปกป้องดินแดนของพวกเขาเอง และคนเหล่านี้ยอมรับอำนาจการปกครองของรัสเซีย เนื่องจากในช่วงระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา (จากปี 2014-2022) กระบวน “การทำให้เป็นรัสเซีย” (Russification) ดำเนินการอย่างเข้มข้นในพื้นที่ดังกล่าว อันทำให้ชาวยูเครนที่ไม่พอใจกระบวนการนี้ และไม่ต้องการอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย ได้ตัดสินใจอพยพออกไปจากพื้นที่เป็นจำนวนมาก

แต่ความเป็นจริงในทางยุทธการ โอกาสของการปลดปล่อยดินแดนส่วนนี้จากการยึดครองของรัสเซียไม่ง่ายเอาเลย ถ้าคนส่วนหนึ่งเรียกร้องให้กองทัพยูเครนเข้าปลดปล่อยดอนบาสให้กลับคืนมาเป็นของยูเครน คนอีกส่วนในทำนองเดียวกัน ก็เรียกร้องให้กองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยดอนบาสให้ดินแดนนี้กลับมาอยู่กับรัสเซียอย่างสมบูรณ์แบบ รายงานของผู้สื่อข่าวชาวรัสเซียที่ไม่ใช่สายนิยมปูติน เขียนถึงความรู้สึกทั้งของคนที่เป็นสายนิยมยูเครนหรือสายนิยมรัสเซีย ซึ่งมีความเห็นร่วมกันในกรณีนี้ว่า “พวกเขาไม่มีทางกลับเข้าไปในยูเครนได้อีกแล้ว” (รายงานของ Aleksandr Chernykh ที่เข้าไปทำข่าวในดอนบาส ปรากฏในหนังสือพิมพ์ทางเศรษฐกิจชื่อ Kommersant)

ดังนั้น แม้การปลดปล่อยเกิดขึ้นได้จริง แต่การดำรงอำนาจรัฐของยูเครนเองอาจจะไม่ง่ายเลย เพราะคนในพื้นที่ที่รัสเซียเข้าควบคุมเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงในไครเมียด้วย พวกเขาไม่ได้ต้องการกลับเข้าไปอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลยูเครนอีกแต่อย่างใด ความจริงที่น่าอึดอัดใจสำหรับรัฐบาลเซเลนสกีก็คือ คนเหล่านี้กลับมีทัศนคติว่า การรุกเข้ามาของกองทัพยูเครนในพื้นที่แถบนี้ ไม่ใช่การปลดปล่อย แต่เป็น “การยึดครอง” ของฝ่ายผู้ชนะ คงต้องยอมรับว่าประชาชนในพื้นที่ยึดครองไม่ตอบรับกับอำนาจรัฐยูเครน

ความฝันยังไม่สิ้นสลาย

นอกจากนี้ อำนาจทางทหารระหว่างรัสเซียกับยูเครนนั้น ยังห่างกันอย่างมาก กองทัพยูเครนในเชิงปริมาณไม่มีทางเทียบเคียงกับกองทัพรัสเซียได้เลย และคงต้องยอมรับความเป็นจริงในทางทหารว่า การเปรียบกำลังเช่นนี้เป็น “เกมตัวเลข” ดังจะเห็นได้ว่ากองทัพรัสเซียหลังจากการระดมพลใหญ่ของประธานาธิบดีปูตินแล้ว มีกำลังพลรวมทั้งสิ้น 1,134,000 นาย ขณะที่กองทัพยูเครนหลังจากการระดมพลังใหญ่แล้ว มีกำลังพลรวมทั้งหมด 730,000 นาย ซึ่งถือว่ามากที่สุดเท่าที่ยูเครนจะทำได้ รวมถึงจำนวนยุทโธปกรณ์ที่ต่างกันอย่างมาก

ความหวังของยูเครนที่มีอยู่เสมอ คือตะวันตกจะไม่ทอดทิ้ง และจะให้การสนับสนุนด้านอาวุธอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐเช่นในสมัยของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แต่เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นสู่การเป็นผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ ทิศทางการสนับสนุนก็เปลี่ยนแปลงไป และมีท่าทีชัดเจนว่า สหรัฐจะไม่แบกภาระทางทหารในยูเครนเช่นในยุคของไบเดน อีกทั้งยังเห็นชัดถึงภาวะ “วิกฤตกระสุน” ที่เกิดกับยูเครน ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากในการกำหนดงานยุทธการ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว “Endgame” ที่เป็นดังความฝันของยูเครนที่จะเอาดินแดนที่ถูกยึดครองกลับคืนมาทั้งหมด จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย แม้ครั้งหนึ่งมีความเชื่อว่า “คุณภาพจะชนะปริมาณ” ในบริบทของปัจจัยทางทหาร แต่ความแตกต่างอย่างมากในเชิงปริมาณของอำนาจกำลังรบของคู่พิพาท ก็อาจไม่ส่งผลให้เกิดการพลิกสถานการณ์จากปัจจัยเชิงคุณภาพของกองทัพยูเครนได้เท่าใดนัก พร้อมกับลักษณะธรรมชาติของสนามรบที่มีความเป็น “สงครามทอนกำลัง” จึงทำให้เกิดการรบแบบต่อเนื่องยาวนาน

กระนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพลวงตาของชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จของยูเครน คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงขวัญกำลังใจของรัฐบาล ทหาร และประชาชนชาวยูเครนตลอดเวลาของสงคราม!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?