bg-single

สยามยามเปลี่ยนผ่าน : จากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต (2)

13.08.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

บริบทของการวิวาทะปัญหานี้ในวงวิชาการไทยจากปี 2521 มา ดำเนินไปภายใต้สำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาฯ ที่ผลิตงานออกมามากที่สุด นำโดยอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ในชุดกำเนิดระบบทุนนิยมในไทยจากภาคกลางถึงเหนือ ได้รับอิทธิพลแนววิเคราะห์ของลัทธิมาร์กซ์ระดับหนึ่ง สำนักเศรษฐศาสตร์การเมืองใช้กรอบของวิถีการผลิตเป็นหลักในการค้นคว้าและตีความ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (2525) สรุปภาพรวมการศึกษานี้ว่า เริ่มจากการมองว่าสังคมศักดินาไทยมีพัฒนาการมาเป็นขั้นตอน จนถึงระยะมีปัจจัยทุนนิยมเกิดมากขึ้นหลังสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง อาจพัฒนาไปสู่ระบบทุนนิยมได้

แต่ตอนหลังพบข้อมูลใหม่ทำให้หันมามองว่าสังคมไทย “กลายเป็นสังคมที่อยู่ในภาวะหยุดนิ่งเป็นเวลายาวนาน และขาดพลังที่จะท้าทายระบบจากภายในสังคมนั้นเอง ต้องรอพลังจักรวรรดินิยมภายนอกเข้ามาทำให้สภาพนี้แตกสลายลง”

ข้อสรุปใหม่นี้ครอบคลุมประวัติศาสตร์อันยาวนาน นำไปสู่การตั้งคำถามและตอบโต้ในความถูกต้องทางทฤษฎีของมาร์กซ์และความน่าเชื่อถือของหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือไม่

งานที่ท้าทายและวิพากษ์ทฤษฎีวิถีการผลิตแบบเอเชียของฉัตรทิพย์มาจากฝ่ายนักประวัติศาสตร์ไทย นำโดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

และอีกคนต่อมาคือนักวิชาการลัทธิมาร์กซ์รุ่นใหม่นาม ทรงชัย ณ ยะลา หรือประทีป นครชัย

สิ่งที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ ศึกษาอันแตกต่างอย่างยิ่งจากของนักเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และอื่นๆ คงไม่มีอะไรเด่นชัดเท่ากับวิธีการศึกษาที่ลงไปค้นและวิพากษ์หลักฐานชั้นต้นอย่างละเอียด จากนั้นจึงนำไปสู่การตีความและอธิบายกิจกรรมในประวัติศาสตร์ของกลุ่มคนและชนชั้นต่างๆ ต่อไป

อีกประเด็นที่สำคัญคือ การค้นหาบริบททางประวัติศาสตร์ ที่ทำหน้าที่เป็นกรอบโครงรองรับพฤติกรรมและความคิดของผู้กระทำการเหล่านั้น ทำให้วิเคราะห์ไปถึงมิติของการผลิตและผลกระทบของมัน รวบรวมพฤติกรรมและวิธีการทำธุรกิจของพ่อค้าที่ส่วนใหญ่เป็นคนจีน

จากนั้นเจาะลึกลงไปในสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อค้ากับเจ้านายและขุนนางในระบบศักดินา จนทำให้เห็นภาพที่เคลื่อนไหวของการประกอบการค้าต่างประเทศในยุคดังกล่าวได้

ข้อที่แปลกอีกอย่างคือ นิธิไม่ได้เริ่มการศึกษาปัญหาของการเปลี่ยนระบบการผลิต อย่างที่นักวิชาการทั่วไปกระทำกัน คือเริ่มลงมือจับสมัยสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในรัชกาลที่ 5 เพราะเป็นการรุกและเปิดกรุงสยามให้เป็นตลาดเสรีแก่ประเทศและนายทุนจากภายนอกที่จะสร้างผลกระทบใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจและระบบการเมืองไทยต่อมา

หากแต่เขากลับย้อนขึ้นไปศึกษาระยะต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งกินความกลับไปถึงปลายกรุงศรีอยุธยาด้วยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นสำคัญ

นิธิกล่าวความในใจต่อการเลือกกรอบเวลาดังกล่าวว่า จุดหมายของการศึกษานี้ไม่ใช่ปัญหาทางเศรษฐศาสตร์การเมืองล้วนๆ หากแต่มาจากการที่เขาได้ค้นพบ “ความเปลี่ยนแปลงด้านวรรณกรรมในต้นรัตนโกสินทร์” แล้ว (บทที่ 2) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งในสังคมต้นรัตนโกสินทร์

ทำให้เขาตระหนักถึงลักษณะครอบคลุมของวรรณกรรม (และวัฒนธรรม) ในสังคมไทย

“จึงควรศึกษามันในลักษณะที่เป็นอีกยุคหนึ่ง ซึ่งมีศูนย์กลางการศึกษาในตัวมันเอง มิใช่เป็นแต่เพียงการสืบต่อจากวรรณกรรมอยุธยา ความเปลี่ยนแปลงนี้ยั่งยืนเพราะมีผู้บริโภคมากขึ้น ไม่จำกัดแต่ในราชสำนักล้วนๆ อย่างอยุธยา ความเปลี่ยนแปลงนี้จึงมีรากฐาน มิใช่เกิดเพราะอัจฉริยภาพหรือลักษณะพิเศษของกวีบางคน …”

การชี้ความเปลี่ยนแปลงทางด้านวรรณกรรมเพียงอย่างเดียวจึงไม่ช่วยอธิบายความเปลี่ยนแปลงนั้น จนกว่าจะสามารถชี้ให้เห็นรากฐานซึ่งพยุงความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ดำรงอยู่ได้

นิธิจึงเสนอว่า “เราควรจะหันมาพิจารณารากฐานของความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างละเอียด”

และรากฐานที่ว่านั้นก็คือ “เศรษฐกิจแบบส่งออก”

นิธิเชื่อว่าการพิจารณาปัญหาความเปลี่ยนแปลงนี้โดยอาศัยรูปแบบของระบบศักดินาแท้ๆ อย่างอยุธยาเป็นกรอบจะก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้มาก ความเข้าใจถ่องแท้เกี่ยวกับชนชั้นนำซึ่งเป็นกระฎุมพี จะช่วยให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงซึ่งชนชั้นนำเป็นผู้ก่อเกิดหลังเบาว์ริ่งได้อย่างแท้จริง มีความสืบเนื่องกันระหว่างต้นรัตนโกสินทร์กับสมัย “ปฏิรูปใหญ่” ซึ่งให้กำเนิด “สยามใหม่” อย่างมากกว่าที่เคยเข้าใจกันมา

“ความเข้าใจในอิทธิพลของวัฒนธรรมกระฎุมพีต้นรัตนโกสินทร์จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจในกิจกรรมอย่างหนึ่งของชนชั้นนำในสมัยนี้ได้ดีขึ้นอย่างไร เป็นโอกาสที่จะทำให้เราเข้าใจพัฒนาการด้านต่างๆ ของสังคมไทย โดยมองจากภายในสังคมไทยเอง แทนที่จะชะเง้อหาแต่แรงผลักดันจากภายนอก ซึ่งไม่ช่วยอธิบายสังคมไทยได้มากไปกว่าการสัมผัสอย่างผิวเผินที่เปลือกนอกเท่านั้น”

นิธิในมุมมองของวิธีวิทยาจึงเข้ากันได้กับจุดยืนของนักลัทธิมาร์กซ์ที่เชื่อว่า “ในการผลิตทางสังคมของการดำรงอยู่ของมนุษย์นั้น ได้นำให้มนุษย์เข้ามาสู่การมีสัมพันธภาพอันแน่นอนขึ้น ซึ่งเป็นอิสระจากเจตจำนงของเขา กล่าวคือ เป็นความสัมพันธ์ทางการผลิตที่สอดคล้องกับลำดับขั้นในพัฒนาการของพลังการผลิตที่เป็นวัตถุ (หรือสสารธรรม)

องค์รวมของความสัมพันธ์ทางการผลิตดังกล่าวนี้ประกอบเข้าเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสังคม เป็นพื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งรองรับการก่อรูปขึ้นของโครงสร้างส่วนบนทางกฎหมายและการเมือง และก็สอดคล้องกันกับรูปแบบอันแน่นอนของจิตสำนึกทางสังคม

วิถีการผลิตของชีวิตทางวัตถุกำหนดกระบวนการทั่วไปของชีวิตทางสังคม การเมืองและภูมิปัญญา จิตสำนึกของมนุษย์จึงไม่ใช่สิ่งกำหนดการดำรงอยู่ของตัวเขา หากแต่การดำรงอยู่ทางสังคมของเขาต่างหากที่กำหนดจิตสำนึกของเขา” (Marx, A Critique of Political Economy)

ผมไม่ได้กล่าวว่านิธิเป็นนักลัทธิมาร์กซ์ ซึ่งเขาก็ไม่เคยอ้าง และจากจุดยืนและการทำงานวิชาการของเขาแล้ว เขาไม่ต้องการเป็นนักลัทธิใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่านิธิเข้าถึงแกนกลางของประวัติศาสตร์โดยผ่านจากจิตสำนึกหรือวรรณกรรมแล้วถึงออกไปสู่โครงสร้างทางเศรษฐกิจ อันสวนทางกับของมาร์กซ์

ซึ่งประเด็นระหว่างจิตกับวัตถุอะไรอยู่เหนือและมาก่อนเป็นปัญหาโลกแตกที่ไม่มีคำตอบเดียวแบบตายตัว ผมคิดว่ามองอย่างเป็นวิภาษวิธีจะดีเหมาะสมที่สุด

นิธิให้บริบทของระยะต้นรัตนโกสินทร์อย่างกะทัดรัดชัดเจน ว่าสมัยนี้สิ่งสำคัญที่ชนชั้นศักดินารักษาและลงมือกระทำการอย่างไม่ลดละ คือการค้ากับต่างประเทศ

ซึ่งก็ตรงเป๊ะกับจุดหมายของชนชั้นนำไทยปัจจุบันเหมือนกันที่เน้นการส่งออกและการท่องเที่ยวจากคนนอก

ความสำคัญของการค้ากับต่างประเทศและเศรษฐกิจแบบส่งออกดำเนินมาอย่างไร และมีผลอะไรต่อการดำรงอยู่ของชนชั้นศักดินา กล่าวได้ว่ารัฐบาลยุคต้นรัตนโกสินทร์มี “นโยบายการค้า” หลักประการเดียวคือการค้าต่างประเทศ ด้วยการส่งสินค้าที่เรียกเก็บจากไพร่ผ่านระบบภาษีจากผลิตผลทางการเกษตร และการบังคับให้หาเป็นส่วย ยังมีอากรตลาดและทางน้ำอีก แล้วนำสินค้าที่เป็นของป่ามากหลายส่งไปขายตลาดต่างประเทศที่มักให้ราคาดี

ผลประโยชน์และกำไรมหาศาลจากเศรษฐกิจส่งออกตกอยู่กับพวกเจ้านายและขุนนางเป็นอันดับแรก

ต่อไปคือพวกพ่อค้าชาวจีนและเชื้อสายที่เป็นผู้ประกอบการในด้านต่างๆ

โครงสร้างนี้ที่ทำให้ระบบศักดินาดำเนินไปได้ในท่ามกลางการค้ากับต่างประเทศ นั่นคือ การสร้างระบบผูกขาดผ่านการกดราคาซื้อและเก็บเป็นส่วย ทำให้การขูดรีดนี้ “กระทำแก่การค้าโดยตรงมากกว่าแก่การผลิต” แต่การขูดรีดผ่านการค้าอย่างเดียวเปลี่ยนไปในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อโอกาสได้รายได้จากการเก็บภาษีจากสินค้าที่ผลิตเพื่อตลาดเพิ่มมากขึ้น

นี่เป็นลักษณะเด่นของชนชั้นปกครองกรุงเทพฯ ที่ปรับตัวเข้ากับตลาดโลกได้ดี การผูกขาดแบบก่อนก็เลิกไป ยอมให้มีการค้าที่เสรีได้ในหลายสินค้า

แต่แทนที่พัฒนาการของสังคมและเศรษฐกิจไทยจะก้าวเดินไปในหนทางที่สร้างความก้าวหน้าและมั่งคั่งในทุกๆ ด้าน นิธิสรุปอย่างหนักแน่นว่าการค้ากับภายนอกและการปรับตัวของชนชั้นศักดินาทำให้มันไม่มีผลต่อสังคมวงกว้าง โดยเฉพาะไพร่ไม่มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องในผลประโยชน์กับการค้าต่างประเทศเลย

ประเด็นสำคัญในตอนแรกนี้คือ

1) การก่อรูปของชนชั้นศักดินาไทย (formation) สัมพันธ์กับภายนอก ทำการค้าต่างประเทศมานาน อย่างเป็นล่ำเป็นสัน แสดงว่าลำพังการขูดรีดภายในประเทศผ่านแรงงานเกณฑ์ไพร่นั้นไม่ทำให้ร่ำรวยได้จริงๆ หากไม่มีตลาดภายนอกมาช่วยซื้อ

2) ด้านภายในชนชั้นปกครองสยามมีการก่อรูปและพัฒนาไป ในระยะนี้ชนชั้นศักดินาจึงไม่ใช่มีแต่เจ้านายและขุนนาง หากแต่ยังรวมเอาพ่อค้าคนจีนและอื่นๆ ที่สามารถทำการค้าต่างประเทศได้ดีเข้ามาด้วย ยังรวมไปถึงคนจีนที่ไม่ใช่อยู่ในฐานะสูง แต่เป็นพวกทำงาน รับจ้าง และเป็นแรงงานที่ไม่เสรี เป็นพวกช่วยขยายตลาดให้กว้างออกไป

ดังนั้น ชนชั้นศักดินาระยะนี้จึงรู้จักปรับตัวเข้ากับสถานการณ์โลกเป็นอย่างดี นับแต่สมัยอยุธยามาถึงรัตนโกสินทร์

3) การปรับตัวและเปลี่ยนแปลงในระบบการค้านั้นไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ราษฎรผู้ใช้แรงงานเลย ผลประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่ภายในชนชั้นศักดินาและคนที่เข้ามาสวามิภักดิ์ ทั้งหมดนี้จะทำให้ระบบการเมืองและระบบสังคมที่จะเกิดขึ้นมามักเป็นระบบที่ไม่รวมคนส่วนมาก หากเป็นระบบกีดกัน (exclusive) หรือรวมๆ คือระบบอุปถัมภ์ที่เราคุ้นเคยนั่นเอง

(ยังมีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน