bg-single

จะแย่ไหมถ้าให้ลูกใช้จอ

12.08.2025

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

การไม่ปล่อยให้เด็กดูหน้าจอก่อนถึงวัยอันควรดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่พ่อแม่ยุคนี้เข้าใจเองได้โดยไม่จำเป็นต้องบอก ตัวเลขอายุที่รับรู้กันโดยทั่วไปก็คือ ไม่ควรให้ลูกได้ดูจอเลยแม้แต่นิดเดียวก่อนจะถึงวัยสองขวบ

จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ฉันเห็นโพสต์หนึ่งเด้งขึ้นมาอยู่บนหน้าฟีด เป็นเพจเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเพจหนึ่งที่ประกาศโต้งๆ อย่างไม่เกรงกลัวว่าแอดมินเพจไม่เห็นด้วยที่มีคนบอกว่าหน้าจอเป็นอันตรายต่อเด็ก และตัวเขาเองก็ให้ลูกดูจอสม่ำเสมอ เนื่องจากภาพ สี และเนื้อหาต่างๆ สามารถช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ได้

คอมเมนต์ใต้โพสต์ส่วนใหญ่ก็เป็นไปในทิศทางที่เห็นด้วย และมีพ่อแม่หลายคนเข้ามาแชร์ประสบการณ์ว่าพวกเขาเองก็ให้ลูกดูหน้าจอเป็นประจำเหมือนกัน

เพราะการห้ามไม่ให้ลูกดูจอเลยก็จะทำให้ลูกเสียโอกาสดูคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการได้

ตัวฉันเองเป็นแม่มือใหม่ที่ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ให้ลูกดูจอเร็วเกินไป เมื่อมาเห็นโพสต์ที่ว่าก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเราจะสามารถหาข้อสรุปได้แบบเด็ดขาดหรือเปล่าว่าเด็กควรหรือไม่ควรดูหน้าจอ

ประจวบเหมาะกับการได้อ่านบทความจาก BBC ชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า “What screen time does to children’s brains is more complicated than it seems” ซึ่งมีใจความสำคัญที่ระบุว่าอันที่จริงแล้วผลกระทบที่หน้าจอมีต่อสมองของเด็กนั้นอาจจะสลับซับซ้อนกว่าที่เราคิด

ผู้เขียนบทความชิ้นนี้บอกว่า การใช้หน้าจอมักจะถูกนำไปเชื่อมโยงเข้ากับผลกระทบด้านลบ เช่น การทำให้เด็กเป็นโรคซึมเศร้า มีปัญหาด้านพฤติกรรม หรืออดหลับอดนอน แต่เมื่อลองศึกษาให้ลึกลงไปจะพบว่าคำกล่าวเหล่านี้ไม่ได้อยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเพียงพอ

ผู้เขียนอ้างว่างานวิจัยเกี่ยวกับอันตรายของการให้เด็กใช้หน้าจอหลายชิ้นที่ผ่านมานั้นมีข้อบกพร่องในการเก็บข้อมูลและไม่ได้มีความเป็นเหตุเป็นผลกันเท่าที่ควรจะเป็น

หนึ่งในปัญหาที่เขาอ้างถึงมาจากการเก็บข้อมูลที่งานวิจัยจำนวนมากใช้วิธีให้อาสาสมัครเป็นคนรายงานข้อมูลด้วยตัวเอง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ แค่ไปถามเด็กและวัยรุ่นว่าพวกเขาคิดว่าตัวเองใช้หน้าจอนานแค่ไหน และรู้สึกอย่างไรบ้าง

ซึ่งเธอบอกว่าข้อมูลมหาศาลที่ได้รับกลับมานั้นสามารถตีความไปได้หลากหลายรูปแบบมาก และบางทีอาจดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆ ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลกันเลยก็ได้

อีกประเด็นที่เธอหยิบยกขึ้นมาก็คือ การเก็บข้อมูลแต่ละครั้งนั้นไม่ได้แยกแยะรูปแบบการใช้หน้าจอว่าใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ใช้เพื่อการเรียนรู้ เพื่อรับทราบข้อมูล เพื่อยกระดับจิตใจ หรือใช้เพื่อสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า doomscrolling หรือการไถหน้าจอไปเรื่อยเปื่อยแล้วเสพแต่เรื่องแย่ๆ เข้าไป

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการสรุปผลทั้งสิ้น

ผู้เขียนยังอ้างถึงงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ที่ผ่านมาว่ายังไม่สามารถสรุปได้ว่าการใช้หน้าจอมีผลทำให้สุขภาพจิตแย่ลงจริงๆ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าภัยคุกคามอาจจะมาในรูปแบบของคอนเทนต์ที่เด็กเสพผ่านหน้าจอ

ซึ่งศาสตราจารย์ที่บทความชิ้นนี้อ้างถึงแสดงความเป็นห่วงว่าหากเราไปจำกัดการใช้งานดีไวซ์หรือห้ามไม่ให้เด็กใช้จอเลยโดยเด็ดขาดก็อาจจะยิ่งกลายเป็นการยิ่งห้ามยิ่งยุได้

BBC ยังได้สัมภาษณ์อีกฝั่งซึ่งไม่เห็นด้วยกับการให้เด็กใช้หน้าจอและแนะนำว่าพ่อแม่ควรให้เด็กอยู่ห่างจากหน้าจอให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะการใช้หน้าจอจะนำมาซึ่งการใช้เวลาอยู่บนโซเชียลมีเดียมากขึ้น และเมื่อใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียมากขึ้นก็จะนำไปสู่ความรู้สึกซึมเศร้าโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิงได้

หรือจะสรุปออกมาเป็นสูตรก็คือ ยิ่งออนไลน์เยอะก็มีแนวโน้มที่จะอยู่หน้าจอคนเดียวเยอะ ก็จะหมายความว่ามีเวลานอนน้อยลง มีเวลาเจอเพื่อนตัวเป็นๆ น้อยลง และก็จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตได้

เมื่อได้อ่านข้อถกเถียงจากทั้งสองฝั่ง คนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองก็คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนักใจว่าแล้วเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรกันแน่

จะยังคงทำตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่บอกว่าไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่าหนึ่งขวบดูจอเลยแม้แต่นิดเดียว และให้เด็กอายุ 1-4 ขวบดูจอได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้นดีไหม

หรือจะปล่อยฟรีไปเลยเพื่อให้เด็กเข้าถึงเทคโนโลยีได้เต็มที่

ท้ายที่สุดผู้เขียนก็บอกว่า ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ดูเหมือนจะเป็นเดิมพันที่สูงทั้งนั้น ถ้าหน้าจอเป็นอันตรายต่อเด็กจริง กว่าเราจะมีหลักฐานที่สนับสนุนได้อย่างเพียงพอจนไร้ข้อถกเถียงก็อาจจะใช้เวลาอีกนานหลายปี

หรือหากผลสรุปออกมาว่ามันไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด ก็จะกลายเป็นว่าเราได้จำกัดไม่ให้เด็กๆ เข้าถึงสิ่งที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของพวกเขาเป็นอย่างมากหรือเปล่า แบบนั้นจะเป็นการเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดายไหม

หากต้องการอ่านรายละเอียดของงานวิจัยต่างๆ ที่ถูกอ้างถึง ฉันแนะนำให้ลองหาอ่านบทความฉบับเต็มบนเว็บไซต์ BBC ดู เผื่อคุณผู้อ่านจะได้ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจสำหรับแต่ละบ้าน แต่ละครอบครัว

ตัวฉันเองน่าจะยังยืนยันความตั้งใจเดิมว่าในช่วงอายุที่ยังแบเบาะ ฉันคงหาสื่อการเรียนรู้แบบอื่นให้ลูกก่อน เพราะนั่นคือสิ่งที่ฉันสะดวกและชื่นชอบที่จะทำอยู่แล้ว

แต่เมื่อลูกโตขึ้นก็น่าจะต้องค่อยๆ ปรับกันเป็นเรื่องๆ ไป ถ้าบนจอมีสิ่งที่มีประโยชน์ที่สื่อการเรียนรู้อื่นทดแทนไม่ได้หรือทำได้ไม่ดีเท่า

ฉันก็คิดว่าคุ้มค่าที่จะใช้ถ้ามีฉันคอยดูแลอยู่ด้วยอย่างใกล้ชิด

ย้อนกลับมาเน้นย้ำสูตรที่พูดถึงไปข้างต้น ปัญหาอาจจะไม่ได้มาจากหน้าจอด้วยตัวมันเองอย่างเดียว แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นทอดๆ เมื่อใช้จอเยอะ เวลานอนก็น้อยลง เวลาออกไปทำกิจกรรมก็น้อยลง เวลาพบหน้าพบตาเพื่อนๆ ก็น้อยลง แต่ถ้าจะไม่ใช้เลย เทคโนโลยีก็ก้าวไปข้างหน้าแบบรวดเร็วไม่รอใคร

ลองหาจุดที่พอดี ที่เหมาะสมสำหรับครอบครัวเราเอง

และเมื่อเลือกใช้วิธีไหนไปแล้วก็อย่าลืมเติมความยืดหยุ่น พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเสมอเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

น่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่ทำได้ในตอนนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน