bg-single

ทางออกที่แท้จริง ของปัญหาไทย-กัมพูชา

10.08.2025

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon

ทางออกที่แท้จริง

ของปัญหาไทย-กัมพูชา

คําทำนายของหมอปลายเรื่องไทยกับกัมพูชาจะปะทะโหดเป็น 1 ในวาทกรรมแบบขวาไทยที่มาแรงพร้อมกับความรุนแรงของการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา

และที่น่ากลัวกว่าก็คือ ต่อให้การปะทะจะลดระดับลงแล้ว วาทกรรมที่ถูกปลุกปั่นกลับไม่จบจนมีแรงส่งเหมือนลูกตุ้มเหวี่ยงไปมาตลอดเวลา

คำทำนายหมอปลายถูกคนด่าทั้งเมืองโดยอ้างว่าทำให้คนตกใจ แต่สื่อคือฝ่ายเอาคำทำนายหมอปลายไปเป็นข่าวเช่นเดียวกับหมอดูคนอื่นที่ทำนายสงครามไทย-กัมพูชา เพื่อปั่นกระแสให้คนสนใจตัวเอง

ถ้าหมอปลายผิด สื่อที่เอาคำทำนายหมอดูหรือหมอผีไปทำ Content จนชาวบ้านคิดว่าเป็น “ข่าว” ก็ผิด และคนที่ฟังข่าวสงครามจากหมอดูแล้วตื่นตระหนกก็ควรพิจารณาตัวเองด้วยเช่นกัน

พูดตรงๆ มีไม่กี่ประเทศที่คำทำนายหมอดูเป็น “ข่าว” ในเรื่องใหญ่ระดับอนาคตรัฐบาลยันสงครามชายแดน และมีไม่กี่ประเทศที่ประชาชนฟังข่าวจากคำทำนายจนเป็นความตื่นตระหนกในสังคม

คําทำนายหมอปลายเป็นส่วนหนึ่งของ “วาทกรรม” ที่สร้างตั้งแต่ไทยกับกัมพูชาปะทะกัน

ตัวอย่างของวาทกรรมประเภทนี้มีตั้งแต่ไทยควรเอา F-16 ถล่มบ้านฮุน เซน, “ทิ้งไข่” ให้ทหารเขมรตายๆ ไป, รัฐบาลยกทัพบุกพนมเปญได้แล้ว, เจอคนเขมรต้องกระทืบ หรือประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ

อย่างไรก็ดี เมื่อวาทกรรมนี้ถูกพูดโดยพลเอกที่ไม่เคยออกรบ, สื่อปั่นยอด, อินฟลูฯ หิวแสง หรือนักการเมืองแนวปั่นกระแส คำวิจารณ์ว่าคนกลุ่มนี้ทำให้สังคมตื่นตระหนกกลับไม่มีเลย

พลเอกบางคนเดินสายแทบทุกช่องพูดโกหกซ้ำๆ ซากๆ ไม่ต้องพูดถึงการขู่ดำเนินคดีคนกลุ่มนี้แบบที่หมอปลายโดน

ถ้าปัญหาของ “หมอปลาย” คือการปั่นข่าวจนคน “ตื่นตระหนก” ตามที่อ้างกัน

สื่อก็มีส่วนทำให้คน “ตื่นตระหนก” ด้วยข่าวเท็จทั้งที่ไม่ตั้งใจและตั้งใจเยอะไปหมด

ตัวอย่างเช่น เขมรเตรียมยิงไทยด้วยขีปนาวุธ PHL-03 หรือขอส่งทหารมารักษาในไทย ซึ่งสองเรื่องนี้ไม่เคยมีการพูดโดยฝั่งเขมรเลย

สังคมไทยยอมให้วาทกรรม “ปะทะโหด” พูดได้เฉพาะนายพล นักการเมืองแนวปั่น หรือสื่อการเมือง แต่ห้ามพูดสำหรับหมอดูหรือหมอผีระดับหมอปลาย

ตัววาทกรรมจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับสังคมไทย แต่การพูดว่าจะสูญเสียหนักทั้งไทยและเขมรต่างหากที่ทำให้คำพูดนี้มีปัญหาขึ้นมา

นอกจาก “ปะทะโหด” จะไม่ใช่ปัญหาในสังคมไทย แม้แต่เฟกนิวส์โดยสื่อ, หน่วยงานรัฐและอินฟลูฯ เพื่อเปิดทางให้กระแส “ปะทะโหด” ก็เป็นเรื่องที่คนจำนวนมากเห็นว่าไม่ได้เป็นปัญหาด้วย หากคำพูดแบบนี้จะไม่จบด้วยการพูดว่าไทยอาจเป็นฝ่ายสูญเสียเอง และผู้สูญเสียไม่ได้มีแค่กัมพูชา

อย่างไรก็ดี ถ้ารัฐบาลชัดเจนจนคนไทยเชื่อมั่นว่าจะเอาผิดฮุน เซน และกัมพูชาได้จริงๆ ไม่ใช่ขู่แค่จะฟ้องค่าเสียหายทางแพ่งและอาญาในไทยซึ่งไม่มีทางบังคับคดีได้ ซ้ำกว่าคดีจะสิ้นสุดทั้ง 3 ศาล ฮุน เซน คงจากโลกนี้ไปแล้ว กระแส “ขวาไทย” จะไม่มีวันพุ่งแรงอย่างทุกวันนี้ได้เลย

คําแถลงของรัฐบาลเรื่องไม่ฟ้องร้องฮุน เซน ในศาลโลกเหมือนฟ้าผ่าลงมาใจกลางคนไทย เพราะฮุน เซน ประกาศว่าตัวเองคือผู้บัญชาการรบของกัมพูชา

คำประกาศไม่ฟ้องศาลโลกจึงทำให้ฮุน เซน และกองทัพกัมพูชาไม่ต้องรับผิดต่อชีวิตคนไทยที่ตายไปและความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับไทยเลย

จริงอยู่ “ศาลโลก” เป็นคำที่คนไทยมักใช้ปนกันระหว่าง “ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” (ICC) และ “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” (ICJ)

คำพูดว่าไม่ฟ้องฮุน เซน ในศาลโลกจึงไม่ชัดว่าหมายถึงศาลอะไร แต่ทันทีที่รัฐบาลบอกว่าจะดำเนินคดีแค่ค่าเสียหายแพ่งกับอาญา โอกาสเอาผิดฮุน เซน ก็หายไปทันที

ศาลไทยมีเขตอำนาจแค่ในไทย การเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับอาญาจากกัมพูชาทำให้ความตายและการสูญเสียเป็นแค่เรื่องตัวเงินซึ่งแย่อยู่แล้ว

แต่ที่แย่กว่าคือ รัฐบาลทำทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางเอาผิดกัมพูชาด้วยเครื่องมือในประเทศแบบนี้

การไม่ดำเนินคดีในศาลโลกจึงทำให้คนไทยตายฟรีทันที

ความตายของเด็ก 5 คนจากจรวดกัมพูชาทำให้ฮุน เซน มือเปื้อนเลือดเยี่ยงฆาตกร สามแม่ลูกกอดกันตายในร้านสะดวกซื้อคืออาชญากรรมที่ทหารกัมพูชาต้องรับผิดชอบ เช่นเดียวกับการยิงโรงเรียน, ยิงโรงพยาบาล, วางทุ่นระเบิด ฯลฯ

แต่ตอนนี้รัฐบาลไทยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเอาผิดอย่างไรเลย

ประเทศไทยมีเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนมากจน “รัฐไทย” ไม่ยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศจนปัจจุบัน เพราะถ้ารับก็เปิดทางให้คนไทยฟ้องเอาผิดรัฐบาลที่ฆ่าประชาชนในอดีตได้ แต่การยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศรายกรณีเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ ถ้ารัฐบาลคิดจะทำ

ถ้ารัฐบาลเพื่อไทยอ้างว่าฟ้องฮุน เซน ที่ศาลโลกไม่ได้เพราะติดขัดเรื่อง “การยอมรับอำนาจ” เพื่อไทยก็ควรขอคำปรึกษาพรรคประชาชนที่เสนอให้รัฐบาลทำแบบนี้ หรือไม่ก็ปรึกษาคุณทักษิณ ชินวัตร กับพรรคเพื่อไทยปี 2554 ที่เคยบอกคนไทยว่าจะฟ้องคดีสลายการชุมนุมเสื้อแดงในศาลโลก แต่เบี้ยวจนปัจจุบัน

หวังว่ารัฐบาลเพื่อไทยจะเปลี่ยนใจที่ประกาศว่าจะไปฟ้องฮุน เซน ในศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะเท่ากับว่าทางเดียวที่จะทำให้รัฐบาลไทยฟ้องฮุน เซน คือการต้องเปลี่ยนรัฐบาล เลือกพรรคซึ่งพร้อมจะดำเนินคดีฮุน เซน ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยมาตรการทางการทูตหรือมาตรการกฎหมายแบบไหนก็ตาม

ภายใต้ความไม่มีปัญญาของรัฐบาลเรื่องเอาผิดฆาตกรต่อเนื่องข้ามชาติที่ฆ่าคนไทย ความต้องการทวงความเป็นธรรมให้ผู้สูญเสียกลายเป็นความต้องการตอบโต้กัมพูชาที่พุ่งรุนแรงถึงขีดสุด นักการเมืองโจมตีฝ่ายตรงข้ามตัวเองเป็นไส้ศึกเขมร และคนไทยบางส่วนยุให้เด็ดขาดกับเขมรที่อยู่ในไทย

ถ้ารัฐบาลทำเรื่องที่ควรทำในการทวงความเป็นธรรมให้คนไทย ความรุนแรงทางวาทกรรมจะไม่ระบาดในสังคมไทยขนาดนี้ และวาทกรรมสุดโต่งจะไม่ถูกใช้เพื่อทดแทนความไม่พอใจที่รัฐบาลไม่ทำอะไรที่ควรทำอย่างตอนนี้เลย

การต่อสู้ด้วยกำลังทหารของไทย-กัมพูชาเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เลวร้ายที่สุดในภูมิภาคนี้ในรอบ 10 ปี

ที่แย่กว่านั้นแม้การปะทะจะกินเวลามากว่า 2 เดือน สาเหตุที่แท้จริงของการปะทะยังไม่มีข้อยุติ การหยุดยิงยังลุ่มๆ ดอนๆ เช่นเดียวกับการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว

สัญญาณบวกข้อเดียวของความขัดแย้งตอนนี้คือ การ “ปะทะตามแนวชายแดน” ลดระดับเป็น “การพิพาทตามแนวชายแดน” ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่าการพิพาทจะกลับไปเป็นการปะทะอีกเมื่อไร การปะทะจะยกระดับเป็นสงครามหรือไม่

และที่แน่ๆ คือไม่มีแววว่าการพิพาทจะยุติลงโดยสมบูรณ์

แม้คนที่ใช้ความรักชาติปั่นกระแสการเมืองบางคนจะยุให้ไทยบุกพนมเปญไปเลย

แต่คนที่มีสติทุกคนย่อมรู้ดีว่าคำพูดแบบนี้คือการใช้น้ำลายเรียกแสงในเรื่องซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

ทางที่ประเทศควรทำมีแต่การทำให้ข้อพิพาทชายแดนจบที่การเจรจาปัญหาชายแดนเพื่ออยู่ร่วมกันในระยะยาว

The Economist พูดถึงการต่อสู้ทางทหารของไทยกับกัมพูชาตอนนี้ว่า คือ “สงครามชายแดนที่งี่เง่า” (Senseless Border War) เพราะเนื้อแท้ของสงครามมาจากข้อพิพาทเขตแดนที่เจ้าอาณานิคมเป็นคนขีดเส้นพรมแดนเป็นร้อยปีแล้ว สองประเทศที่สู้รบกันจึงล้วนเป็นเหยื่อของการกดขี่เหมือนกัน

ยิ่งคิดถึงสงครามครั้งนี้โดยเชื่อมโยงกับความขัดแย้งของตระกูลชินวัตรและตระกูลฮุน การสู้รบของทั้ง 2 ฝ่ายก็ยิ่งไร้สาระขึ้นไปอีก

เพราะถ้าผู้นำสองฝ่ายไม่ขัดแย้งกันส่วนตัวจนยั่วยุไปมาโดยตลอด ปัญหาเขตแดนที่มีอยู่เดิมก็คงไม่ปะทุเป็นสงครามจนมีคนตายซึ่งยืนยันได้แล้วเกือบ 50 รายอย่างปัจจุบัน

สงครามงี่เง่าแบบนี้ไม่มีทางจบเร็ว เอาแค่ให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงก็ไม่ง่าย แต่ต้องพยายามทำให้ได้ เพราะโอกาสที่สงครามจะแก้ปัญหาเขตแดนนั้นเป็นศูนย์

เช่นเดียวกับความขัดแย้งของ 2 ตระกูลที่ไม่มีวันยุติง่ายๆ

ซ้ำยังทำให้ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชนเพิ่มขึ้นมา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร