วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com

เชื่อว่า บทวิเคราะห์อย่างจริงจังเป็นระบบ ว่าด้วยภาษีนำเข้าสหรัฐ กับผลกระทบต่อสังคมไทย คงต้องรออีกสักพัก

ที่จริง ภาพกว้างๆ ควรนำเสนออย่างทันที อย่างกรณีนี้ “1 สิงหาคม 2568 สหรัฐประกาศอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) ใหม่ต่อไทยในอัตราที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 36% มาอยู่ที่ 19% ใกล้เคียงกับภูมิภาคอาเซียน และดีกว่าเวียดนาม หลังทางการไทยมีความพยายามในการเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา…” ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย นำเสนอรายงาน (ไทยบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ได้รับอัตราภาษีดีขึ้นที่ 19% หนุนมุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2568 โต 1.5%, ECONOMIC BRIEF 1 สิงหาคม 2568)

ว่าเฉพาะเกี่ยวกับบทบาทหน่วยงานวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย ทำหน้าที่ได้ดี น่าจะเป็นที่แรก นำเสนอบทวิเคราะห์อย่างย่อ อย่างทันท่วงที

ตามแบบแผนข้อเขียนนี้ ข้างต้นเป็นข้อมูลอ้างอิง รวมทั้งถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการของหน่วยงานเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ได้ละความสนใจบทสนทนาอย่างไม่เป็นทางการนัก ไม่ว่าบทสัมภาษณ์บุคคลในสื่อ หรือข้อเขียนในสื่อสังคมของบุคคลต่างๆ

บทวิเคราะห์กำลังรอคอย (ข้อเขียนนี้มีขึ้น 4 สิงหาคม 2568) และให้ความสำคัญ จะมาจากธนาคารใหญ่ๆ แต่เสียดาย ส่วนใหญ่ยังไม่ปรากฏ โดยเฉพาะจาก ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารที่ว่ามานี้ได้ชื่อว่ามี ทีมงานมีภารกิจอย่างจริงจัง นำเสนองานวิจัยทางเศรษฐกิจ เผยแพร่วงกว้างอย่างต่อเนื่อง

มีอีกหน่วยงานหนึ่งได้มีถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการทันทีเช่นกัน (1 สิงหาคม 2568) คือ สมาคมธนาคารไทย ให้ข้ออ้างอิงไว้ด้วย มีมุมมองกว้างๆ บางตอนน่าสนใจ “ถือเป็นพัฒนาการที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยและเศรษฐกิจไทยโดยรวม รวมถึงลดความไม่แน่นอนที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน…”

บทขยายความอย่างย่อ ขออ้างธนาคารกสิกรไทยอีกครั้ง

“รัฐบาลสหรัฐ เรียกเก็บภาษี Reciprocal tariff กับสินค้าไทยที่อัตรา 19% ซึ่งเป็นอัตราที่ดีกว่าเดิม และแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย กัมพูชา อีกทั้งอัตราภาษีดังกล่าวยังต่ำกว่าอัตราภาษีที่อินเดียได้รับที่ 25% ซึ่งอัตราภาษีที่ไม่แตกต่างกันส่งผลให้ในภาพรวมสินค้าส่งออกไทยยังคงความสามารถทางการแข่งขันได้ ขณะที่ภาพการค้าโลกก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากความไม่แน่นอนทางการค้าที่ลดลง รวมถึงหลายประเทศได้รับอัตราภาษีที่ลดลงกว่าที่ประกาศไว้ในเดือนเมษายน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวช่วยหนุนมุมมองต่อการส่งออกไทยอีกทางหนึ่ง”

อีกด้าน ว่าเฉพาะปัจจัยเชิงลบ ขอพิจารณาบทวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ ทั้งธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อเทียบเคียงชิ้นล่าสุด ธนาคารกสิกรไทย

“…ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงจากการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐให้คู่แข่ง ซึ่งคู่แข่งหลักของไทยเกือบทั้งหมดถูกสหรัฐเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราต่ำกว่า (ณ อัตราล่าสุด) โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไทยอาจต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่งสำคัญในอาเซียน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ไทยยังอาจเผชิญความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีสวมสิทธิ์ เช่นเดียวกับเวียดนาม ซึ่งจะยิ่งเพิ่มต้นทุนการค้า และอาจเผชิญกับมาตรการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้น”

บทวิเคราะห์ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีขึ้นก่อนหน้า (อ้างจาก “การเจรจาสหรัฐที่ยังไม่ลุล่วงกับเส้นตาย 1 สิงหาคม : นัยต่อไทย” โดย SCB EIC -11 กรกฎาคม 2568) ตั้งประเด็นไว้ บางมิติเกี่ยวข้องกับ สินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่สหรัฐจะเรียกเก็บอัตราภาษีในอัตราสูงถึง 40% อยู่ด้วย

ขณะสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีความเคลื่อนไหวคึกคักในช่วงครึ่งปีแรก (รายงาน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา-ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ 29 กรกฎาคม 2568)

“มูลค่าส่งออกเดือนมิถุนายนขยายตัวในอัตราเลขสองหลักต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 …กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกในเดือนมิถุนายน (2568) อยู่ที่ 28.6 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 15.5% (เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว) หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และทองคำ การส่งออกเติบโต 15.6% โดยการส่งออกสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แผงวงจรไฟฟ้า…”

โดยรวมๆ แล้ว ความวิตกกังวลคลี่คลายไปในระดับหนึ่ง “จะส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเพื่อ Re-export ไปยังตลาดสหรัฐผ่านไทยซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำนั้นมีแนวโน้มชะลอลง โดยขึ้นอยู่กับการบังคับใช้มาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content) อย่างจริงจังที่อาจช่วยลดแรงกดดันต่อภาคการผลิตไทย” บทวิเคราะห์ล่าสุดของธนาคารกสิกรไทยว่าไว้

เป็นที่ทราบกันว่าบางกลุ่มอุตสาหกรรมในนั้น พึ่งพิง และคุ้นเคยกับสินค้าซึ่งเป็นชิ้นส่วนประกอบที่สำคัญจากประเทศจีน ส่วนนี้คงต้องมีการปรับตัว ปรับโครงสร้าง เชื่อว่าจะมีส่วนบ้างไม่มากก็น้อย ให้ดัชนีสำคัญสมดุลขึ้น การขาดดุลการค้ากับจีน-ได้ดุลการค้ากับสหรัฐ

ว่าด้วยสินค้าจากสหรัฐเข้ามายังประเทศไทย ในส่วนซึ่งส่งกระทบค่อนข้างมาก บทวิเคราะห์ทั้งก่อนและหลัง ดูไปในทิศทางเดียวกัน

บทวิเคราะห์ก่อนหน้า “หากไทยเจรจายอมเปิดตลาดเสรีให้สินค้าสหรัฐ โดยไม่มีเงื่อนไข (กรณีแย่ที่สุด) อุตสาหกรรมเกษตรและปศุสัตว์ โดยเฉพาะสุกร, ไก่เนื้อ และข้าวโพด นับว่ามีความอ่อนไหวสูง เพราะต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าสหรัฐค่อนข้างมาก (แม้จะรวมค่าขนส่งมาไทยแล้ว) นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพาผลผลิตในประเทศเป็นหลัก และผู้ผลิตส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรายย่อย หากรัฐบาลยอมเปิดตลาดกลุ่มสินค้าเหล่านี้เพื่อแลกกับการลดภาษีตอบโต้ ผู้บริโภคในประเทศอาจได้ประโยชน์จากราคาสินค้าที่ถูกลง แต่ก็อาจเผชิญความเสี่ยงความมั่นคงทางอาหารเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้ผลิตและผู้เล่นที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตในประเทศอาจได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า…” (SCB EIC อ้างแล้ว)

กับที่เป็นไปล่าสุด “หากไทยต้องเพิ่มโควต้านำเข้าสินค้าพลังงานและเกษตรจากสหรัฐ อาทิ สินค้าเกษตร อย่างถั่วเหลือง ข้าวโพด รวมถึงเนื้อสัตว์ คาดว่าจะกระทบเกษตรกรรายย่อย และในบางกรณีจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้น” (ศูนย์วิจัย ธนาคารกสิกรไทย)

ภาพบางส่วนจากบทวิเคราะห์คร่าวๆ ข้างต้น จะไปสู่ภาพที่ใหญ่ขึ้น สมาคมธนาคารไทยนำเสนอไว้อย่างกว้างๆ

“…จากความสำเร็จของการเจรจาดังกล่าว จะเอื้อและสนับสนุนให้เราเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ คู่ขนานไปกับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ทั้งการยกระดับกระบวนการผลิต มาตรฐานสินค้า และการใช้เทคโนโลยี โดยอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมาย และจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาให้ภาคเอกชนมีความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ต่างๆ ของโลก”

น่าจะเป็นปรากฏการณ์หนึ่งในช่วงกว่า 2 ทศวรรษหลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ จะสร้างผลสะเทือนต่อสังคมไทยอย่างมาก

เชื่อว่าสอดคล้องกับคำกล่าวผู้บริหาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน) เมื่อไม่นานมานี้ (งาน Monetary Policy Forum – 9 กรกฎาคม 2568)

ว่าด้วยผลกระทบจากภาษีของสหรัฐ (Reciprocal tariff ) เทียบเคียงกับ Global Financial Crisis (GFC) เมื่อปี 2551 และวิกฤตการณ์ COVID-19

เขากล่าวว่า มีความแตกต่างกัน 2 ครั้งแรก “รุนแรง และกะทันหัน” ส่วนครั้งนี้ “เป็นผลกระทบครั้งใหญ่ ทอดยาว และรุนแรง ถึงระดับโครงสร้าง”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร