Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
AI กับภารกิจที่ไม่ควรไว้ใจ
“ไม่รู้ต้นไม้ที่บ้านเป็นอะไร ใบข้างล่างดูเหี่ยวๆ สีคล้ำๆ แต่ยอดข้างบนก็เขียวดี ป้าก็เลยลองถาม AI ดู มันบอกว่าให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ ฯลฯ”
หนึ่งในหลักฐานว่า Gen AI ได้กลายเป็นของที่แมสไปแล้วก็คือการที่ฉันได้ยินผู้ใหญ่อายุ 60 ขึ้นไปหลายคนพูดถึงการค้นหาข้อมูลด้วยการถาม AI อย่าง ChatGPT แทนที่จะใช้คำว่า “ถาม Google” เหมือนที่ผ่านมาโดยตลอด
ส่วนตัวฉันคิดว่าน่าประทับใจอยู่เหมือนกันที่กลุ่มผู้สูงวัยโอบรับการใช้งาน AI ได้รวดเร็วขนาดนี้
แต่ในขณะเดียวกันก็อดรู้สึกกังวลอยู่ลึกๆ ไม่ได้ เพราะหลายคนที่ใช้งานดูเหมือนจะลืมกลั่นกรองความน่าเชื่อถือของคำตอบและพร้อมที่จะเชื่อ AI โดยไม่ลังเล
นอกจากเราจะใช้ ChatGPT แทนการเสิร์ชข้อมูลเองได้แล้ว ความสามารถของมันก็ยังเก่งพอที่จะช่วยเราทำงานได้อีกหลายต่อหลายอย่าง ทั้งการช่วยสร้างรูป สร้างวิดีโอ ช่วยคิดแผนงาน เมนูอาหาร เขียนโค้ด ตรวจไวยากรณ์ ฯลฯ จนดูเหมือนกับว่าไม่มีอะไรที่มันทำให้ไม่ได้ เราจึงค่อยๆ เกิดความคุ้นเคยว่าถ้ามีอะไรก็จะลองโยนไปให้ ChatGPT ทำก่อน
อย่างไรก็ตาม เรื่องบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่แม้มันอาจจะทำให้เราได้แต่เราก็ไม่ควรไว้ใจให้มันทำให้อยู่ดี เพราะไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะเกิดอาการหลอน เพ้อข้อมูลขึ้นมาเอง หยิบข้อมูลเก่าที่ไม่ถูกต้องอีกต่อไปแล้วมาให้ หรือให้ข้อมูลผิดที่อาจนำไปสู่อันตรายได้
เรื่องแรกที่เราไม่ควรไว้ใจ Gen AI ก็คือการใช้มันเพื่อวิเคราะห์อาการป่วยแล้วให้มันช่วยวินิจฉัยโรคให้
เพียงแค่ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้เราเพิ่งจะท่องกันจนติดปากว่าอย่าให้ Google วินิจฉัยโรค แต่ทุกวันนี้สิ่งที่ต้องมาเตือนกันก็คืออย่าให้ AI วินิจฉัยโรคให้ ด้วยเหตุผลที่เหมือนกันก็คือมันมีแนวโน้มที่จะวินิจฉัยผิด บางทีเราไม่ได้เป็นอะไรแต่ AI วินิจฉัยให้เป็นเรื่องใหญ่ เราก็จะจิตตก นึกไปว่าตัวเองเป็นมะเร็งทั้งๆ ที่จริงๆ อาจจะเป็นแค่อาการปวดหัวหรือขาดน้ำทั่วไปเท่านั้น
แต่ถ้า AI วินิจฉัยออกมาว่าไม่ใช่โรคน่ากังวล แล้วเราวางใจจนไม่ไปรับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ก็อาจจะทำให้โรคภัยไข้เจ็บนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่จนรักษาไม่ทันได้
นี่ไม่ได้แปลว่าเราไม่ควรใช้ AI ในการพูดคุยหาข้อมูลเรื่องสุขภาพเลย
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าแทนที่จะให้มันวินิจฉัยโรคให้ เราสามารถใช้ ChatGPT ในการช่วยคิดลิสต์คำถามว่าเมื่อเราไปตรวจกับหมอ เราควรเตรียมคำถามอะไรไปถามหมอบ้าง หรือให้มันช่วยเรียบเรียงไทม์ไลน์อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเราเพื่อเป็นข้อมูลให้หมอใช้ในการวินิจฉัย ไปจนถึงให้มันช่วยแปลคำศัพท์ทางการแพทย์ยากๆ ให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น
อย่างต่อไปที่เราไม่ควรไว้ใจให้ ChatGPT ทำให้เราทั้งหมดก็คือการดูแลสุขภาพจิต แม้ว่ามันจะพอรับบทบาทของการเป็นเพื่อนคุยหรือรับหน้าที่เป็นนักจิตบำบัดจำเป็นให้ได้บ้างในบางกรณี แต่จะอย่างไรก็ไม่อาจสู้หมอที่ร่ำเรียนมาทางนี้โดยตรงได้ เพราะ ChatGPT ไม่ได้มีประสบการณ์ชีวิต ไม่สามารถมองเห็นสีหน้า อ่านอารมณ์และอาการของเราได้ และมันยังไม่มีความเห็นอกเห็นใจในแบบที่มนุษย์มี สิ่งที่มันทำได้ดีที่สุดก็คือการแสร้งทำเป็นห่วงใยเท่านั้น
สิ่งที่น่ากลัวก็คือคำแนะนำทางด้านสุขภาพจิตใดๆ ก็ตามที่ ChatGPT ให้กับผู้ใช้งาน มันไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรเลยหากคำแนะนำเหล่านั้นนำพาผู้ใช้งานไปสู่อันตราย
ดังนั้น การดูแลสุขภาพจิตจึงยังเหมาะที่สุดที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมนุษย์ หากจะคุยกับ ChatGPT ก็ทำแค่แก้เหงาเท่านั้นก็พอ
เว็บไซต์ CNET แนะนำว่าการวางแผนทางการเงินหรือการทำภาษีก็ไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะไว้ใจให้ ChatGPT ทำให้ แม้ว่าเราจะโยนข้อมูลการเงินไปให้ AI ช่วยจัดการทำภาษีให้ได้แต่ผลลัพธ์อาจจะไม่ดีนัก อาจจะไม่ได้หักลดหย่อนได้ครบถ้วนตามที่ควรทำได้ หรือไม่ได้ช่วยเฝ้าระวังข้อผิดพลาดให้ ท้ายที่สุดก็อาจจะนำมาซึ่งค่าปรับที่สูงลิ่ว ดังนั้น นี่จึงเป็นสิ่งที่เราควรให้คนที่มีความเชี่ยวชาญทำจะดีที่สุด
เรื่องด่วนๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางชีวิตและทรัพย์สิน ความเป็นความตาย หรือการถามว่าในสถานการณ์แบบนี้ถือว่าเราตกอยู่ในอันตรายหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะไว้วางใจ AI ได้เต็มที่ ในเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการการโต้ตอบอย่างเร่งด่วน ถ้าเรามัวแต่ไปพิมพ์ถาม ChatGPT แทนที่จะกดโทร.ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อาจจะทำให้สูญเสียเวลาอันมีค่าไปได้
การบ้านก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมอบหมายให้ ChatGPT ทำแทน ถึงแม้ว่ามันจะช่วยเขียนเรียงความ แก้สมการคณิตศาสตร์ หรือช่วยนักเรียนทำรายงานแทนได้ แต่ทุกวันนี้ทางฝั่งครูเองก็เริ่มจะพัฒนาความสามารถในการตรวจจับร่องรอยของ ChatGPT ได้แล้ว อย่างทุกวันนี้ฉันก็พอจะบอกได้ว่าใครใช้ ChatGPT ช่วยแปลไทยเป็นอังกฤษให้
อันที่จริงการไม่ใช้ ChatGPT ทำการบ้านแทนเราไม่ใช่เรื่องของการกลัวถูกจับได้อย่างเดียว แต่อย่าลืมว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของการบ้านคือการช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้นักเรียน การใช้ AI มาทำแทนให้จึงเป็นการผิดจุดประสงค์และพลาดโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาไปอย่างน่าเสียดาย
AI อย่าง ChatGPT ยังไม่ควรได้รับความไว้วางใจให้ช่วยร่างเอกสารสำคัญอย่างการทำพินัยกรรมหรือการทำสัญญาที่ผูกพันทางกฎหมาย นี่เป็นเรื่องที่ยังควรมอบหมายให้ทนายความที่มีความเชี่ยวชาญทำอยู่ดี
ใครใช้ ChatGPT ช่วยในการเล่นพนัน อย่างการพนันผลการแข่งขันกีฬา ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะ 50-50 หลายคนที่ได้ใช้มาพบว่าบางครั้งข้อมูลสถิติที่ AI โยนกลับมาให้เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงด้วยซ้ำ
มองในภาพรวมแล้วก็จะพบว่าเรายังไม่ควรไว้ใจให้ AI ทำเรื่องซีเรียสที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตจริงของเราได้
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ไม่ได้เลย
อย่างการร่างสัญญา เราสามารถใช้ ChatGPT ช่วยทำลิสต์คำถามและความต้องการของเรา แล้วนำลิสต์นั้นไปให้ทนายความช่วยจัดการต่อให้ได้
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เรา “ยัง” ไม่ควรไว้วางใจให้ AI ทำแทนในตอนนี้ แต่ก็ไม่แน่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปและมันบ่มเพาะความสามารถไปเรื่อยๆ บางอย่างอาจจะถูกหยิบออกไปใส่ในหมวดหมู่ “AI ทำได้ดีกว่ามนุษย์แล้ว” ก็ได้ แต่ในตอนนี้ที่มันยังอยู่ในพื้นที่สีเทาๆ ที่อาจจะทำได้ดีหรืออาจจะทำได้แย่…
ก็อย่าเพิ่งวางใจเต็มร้อยไปก่อน เผื่อเหลือพื้นที่ให้ AI ผิดพลาดเอาไว้บ้าง เราเองก็จะได้ไม่เจ็บมาก
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
