ถ้า ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้ เขาจะ ‘คิด-คุย’ เรื่องอะไร?
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
ถ้า ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ยังมีชีวิตอยู่
ตอนนี้ เขาจะ ‘คิด-คุย’ เรื่องอะไร?
หมายเหตุ เนื้อหาบางส่วนจากวงสนทนา “เศรษฐกิจ-การเมือง ที่มีสมองและหัวใจ” โดย บรรยง พงษ์พานิช, สฤณี อาชวานันทกุล และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ดำเนินวงสนทนา โดย สมคิด พุทธศรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนา “จากปากไก่ใบเรือ เศรษฐกิจสยามส่งออก สู่สงครามเศรษฐกิจดิจิทัล : ปาฐกถา นิธิ เอียวศรีวงศ์ ประจำปี 2568” จัดที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม
สมคิด : สมมุติถ้าวันนี้ “อาจารย์นิธิ” ยังอยู่ มีคำถามอะไรที่อยากจะชวนอาจารย์คิดหรือคุย?
ธนาธร : มีคำถามหนึ่งที่ทำให้ผมนอนไม่หลับทุกคืน คือโจทย์ว่ามันจะเปลี่ยนผ่าน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง โดยไม่เสียเลือดเสียเนื้อได้อย่างไร? ถ้าจะถามอาจารย์นิธิ ต้องถามว่า สาเหตุอะไรที่อาจารย์รู้สึก “ดาร์ก” มากๆ?
ถ้าไปอ่านงานเขียนช่วงหลัง อาจารย์นิธิจะพูดเรื่องนี้หลายครั้งในหลายที่ ว่าแกรู้สึกว่าสังคมนี้มันหลีกเลี่ยงความรุนแรงไม่พ้น แต่แน่นอนที่สุด ผมเชื่อว่าเรายังมีทางเลือก ยังไม่ต้องไปถึงจุดนั้น แต่นี่เป็นโจทย์ว่า ถ้าถามอาจารย์ได้ ก็อยากถามว่ามันยังมีทางไหม? ที่เราจะหลีกเลี่ยงจุดนั้นได้
(สมคิด – หรือจนถึงวันนี้ อาจารย์เปลี่ยนความคิดนั้นไหม?) บทความเมื่อสักครู่ (“ความรุนแรงในการเปลี่ยนผ่าน” เผยแพร่ในมติชนสุดสัปดาห์) เขียนก่อนที่แกจะเสียชีวิตได้เดือนกว่าเอง คือตีพิมพ์ 30 มิถุนายน 2566 แกเสียชีวิตต้นสิงหาคม ซึ่งตอนนั้น คุณเศรษฐา (ทวีสิน) ยังไม่ได้ขึ้น (ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) และรู้ผลการเลือกตั้งแล้ว
แล้วแกก็เขียนตั้งแต่วันนั้นว่า ผม-พวกเราตั้งรัฐบาลไม่ได้หรอก การเลือกตั้งมันไม่เหลือโอกาสแล้ว แต่พลังของการเปลี่ยนแปลงมันเยอะมาก คุณไม่สามารถทัดทานพลังนี้ได้
ดังนั้น เมื่อทัดทานพลังของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ยังไงมันต้องเปลี่ยน แต่มีเพดานกั้นอยู่ไม่ให้มันเปลี่ยน มันต้องระเบิดออกมาเป็นรูปแบบความรุนแรง ซึ่งผมก็ไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์แบบนั้น
นี่คือสิ่งที่ (ผม) คิดแล้วคิดอีกว่า มันจะนำไปสู่ตรงนั้นได้อย่างไร ที่เราจะสามารถนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้า ความเท่าเทียม เป็นธรรม ในขณะที่ไม่ต้องแลกด้วยเลือดและน้ำตา
สฤณี : ก่อนอื่นขอแนะนำบทความบ้าง มีชุดบทความอาจารย์ที่ส่วนตัวชอบมาก และคิดว่าก็น่าจะร่วมสมัยกับสถานการณ์ช่วงนี้ ชื่อประมาณว่า “เสรีนิยมใหม่กับนีโอคอน” (“ทุนนิยมสามานย์และนีโอคอนไทย” บทความ 3 ตอนจบ เผยแพร่ในมติชนสุดสัปดาห์ ช่วงเดือนกันยายน 2556)
อาจารย์นิธิเปรียบเทียบ “นีโอลิเบอรัล” กับ “พลังอนุรักษนิยมใหม่” แล้วอาจารย์ก็พูดประมาณว่า (สองสิ่งนี้) ดูเผินๆ เหมือนจะขัดแย้งกัน
เป็นการตั้งคำถามถึง กปปส. ที่ตอนนั้นออกมาชุมนุม น่าจะเขียนประมาณปี 2556 แกก็รู้สึกว่าทำไมต่อต้านคุณทักษิณ (ชินวัตร) แต่ไม่ต่อต้านนักการเมืองคนอื่นๆ ที่ดูมีพฤติกรรมคล้ายๆ กันในการใช้อำนาจรัฐ และกลุ่มทุนที่ดูจะแย่กว่า (ทักษิณ)
แล้วอาจารย์ก็บอกว่า ที่จริงพลัง “อนุรักษนิยมใหม่” กับ “เสรีนิยมใหม่” ก็มีความคล้ายคลึงกัน เพราะ “เดวิด ฮาร์วีย์” บอกว่า “เสรีนิยมใหม่” สุดท้ายมันคือการตอกตรึงอำนาจของชนชั้นนำเอาไว้ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
ดังนั้น ดูเผินๆ แม้ “อนุรักษนิยมใหม่” ในประเทศไทย จะต่อต้าน “เสรีนิยมใหม่” (แบบทักษิณ) แต่โดยเนื้อแท้ ก็ไปในทางเดียวกัน เพราะต้องการที่จะรักษาช่วงชั้น ความไม่เท่าเทียมทางสังคม หรืออำนาจของชนชั้นนำเดิมอยู่นั่นเอง อาจารย์ตั้งข้อสังเกตที่ค่อนข้างจะร่วมสมัย
ส่วนตัวก็คิดถึงการอ่านคอลัมน์อาจารย์ ก็ไม่ได้อยากจะถามอะไรเป็นพิเศษ แต่เชื่อว่าถ้าอาจารย์ยังอยู่ เหตุการณ์ช่วงนี้ อาจารย์ก็คงจะเขียน “ทหารมีไว้ทำไม” อีกประมาณ 20 ตอน แล้วก็รวมเล่มเป็นหนังสือได้อีก 3 เล่ม
บรรยง : ผมยอมรับ นึกไม่ออกว่าอาจารย์จะสนใจเรื่องอะไร แต่ผมขออนุญาตพูดความเห็นส่วนตัวหน่อยได้ไหม
ที่ผมกลัวมากที่สุด คือที่คุณธนาธรพูด การเปลี่ยนแปลงอย่างที่มีการปะทะ มีความวุ่นวาย เพราะประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบนั้น การพัฒนาหยุดชะงักไปนานเลย
เอาง่ายๆ “อาหรับสปริง 2010” 15 ปีแล้ว ไม่มีประเทศไหนดีขึ้นเลย “เปลี่ยนไม่ผ่าน” ด้วย แล้วสิบกว่าปีนี้ ไม่มีใครที่เติบโตทางเศรษฐกิจดีสักคน (ประเทศ) เดียว อียิปต์ก็เละ แถมไอ้ที่เละสุดเพราะเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างลิเบีย หลายคนคิดถึง “(มูอัมมาร์) กัดดาฟี” เพราะมันถดถอยจากการเป็นประเทศพัฒนาแล้ว อันนี้เป็นต้น
โดยส่วนตัว ผมก็จะพยายามเรียกร้องให้ “เปลี่ยนผ่านอย่างสันติ” ถ้ามองไปไกลกว่านั้น ก็อย่างการเปลี่ยนผ่านของอังกฤษจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย เทียบกับฝรั่งเศส ถ้าใครไปดู ฝรั่งเศสนี่เละไป 10 ปี เละแล้ววนด้วยซ้ำ รัสเซียก็เหมือนกัน จาก “บอลเชวิก” ประเทศแทบจะหยุดเป็น 20 ปีเลย
จีนก็เหมือนกัน 40 ปีภายใต้ “เหมา เจ๋อตุง” แทบจะไม่ไปไหน
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (ในฐานะผู้ร่วมฟังการเสวนา) : ผมนั่งคิดอยู่นานว่า ผมจะพูดหรือไม่พูด แต่ในที่สุด ผมตัดสินใจว่าน่าจะต้องพูด
ในระยะเวลาที่ผ่านมา ที่รู้จักกับอาจารย์นิธิมา ผมคนรุ่นเดียวกับอาจารย์นิธิ อายุอานามพอๆ กัน อาชีพเดียวกัน เราคุยกันเยอะ ในตอนบั้นปลายนั้น ผมขึ้นไปเยี่ยมอาจารย์นิธิอยู่บ่อยครั้ง ได้คุยกัน แล้วผมคิดว่าผมมีประสบการณ์ตรง
วันหนึ่ง ผมขึ้นไปเยี่ยม แล้วเราไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง และผมลุกขึ้นยืนบอกว่า ขออภัย ผมจะไปห้องน้ำ อาจารย์นิธิลุกขึ้น แล้วบอกจะพาไป
อาจารย์จับมือผม บีบแน่นมาก อาจารย์บอก “คุณชาญวิทย์ ผมคิดว่าผมอาจจะอยู่ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงมาแล้ว”
ผมจำคำนี้ได้ และผมมีความรู้สึกว่า ถ้าให้ผมเดาต่อจากอาจารย์ที่ผมรู้จัก ขอตอบทั้ง 4 ท่านข้างบน (เวที) ว่า ความเปลี่ยนแปลงอาจจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงไม่ได้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
