เมษา พฤษภา 2553 ร่าง ‘เสื้อแดง’ สังเวย กระสุนจริง ก่อน ‘ชายชุดดำ’ เริ่ม ปรากฏขึ้น
ยุทธการแดงเดือด
เมษา พฤษภา 2553
ร่าง ‘เสื้อแดง’ สังเวย กระสุนจริง
ก่อน ‘ชายชุดดำ’ เริ่ม ปรากฏขึ้น
บทสรุปจาก เกษม เพ็ญภินันท์ ก็คือ สถานการณ์ในพื้นที่ชุมนุมมีความตึงเครียดมาตั้งแต่ช่วงบ่าย เนื่องจากเกิดการเผชิญหน้าและมีการปะทะระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุมเกิดขึ้นหลายจุด
โดยเฉพาะเป้าหมายหลักอยู่ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศและบริเวณโดยรอบอันมีถนนราชดำเนินเป็นจุดศูนย์กลาง
หลังจากเวลา 18.00 น. ได้มีการเผชิญหน้าและปะทะกันเป็นระยะบริเวณสี่แยกคอกวัว และหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ในระหว่างการเผชิญหน้าและการปะทะในช่วงแรกผู้ชุมนุมใช้ไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐ ขวดน้ำ และปลาร้าขว้างใส่ทหาร
พร้อมกับมีการใช้เครื่องดับเพลิงฉีดเข้าใส่ทหารด้วย
ขณะที่แกนนำ นปช.ยังคงปราศรัยบนเวที ด้านทหาร มีการยิงปืนข่มขู่ผู้ชุมนุมเป็นระยะ รถขยายเสียงของทหารได้เปิดเพลงพระราชนิพนธ์ตลอดเวลาสลับกับการประกาศให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่
มีเฮลิคอปเตอร์บินสังเกตการณ์อยู่เหนือพื้นที่ชุมนุมพร้อมทั้งทิ้งแก๊สน้ำตาลงมาใส่ผู้ชุมนุมเป็นระยะๆ ด้านผู้ชุมนุมได้จุดประทัด ยิงพลุ ปล่อยลูกโป่ง และปล่อยโคมยี่เป็งเพื่อหวังว่าจะสามารถรบกวนการบินของเฮลิคอปเตอร์ทหาร
ส่วนในพื้นที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนตะนาว ถนนข้าวสาร หลังการเคารพธงชาติ 18.00 น. ขณะนั้นท้องฟ้ายังไม่มืด ฝ่ายทหารตั้งแถวเตรียมเข้าปะทะกับผู้ชุมนุมอีกครั้ง
เหตุการณ์เริ่มตึงเครียดมากขึ้น เมื่อการปะทะระหว่างฝ่ายทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มต้นขึ้น
ก่อนการปะทะแนวทหารกับแนวผู้ชุมนุมห่างกันประมาณ 10-15 เมตร
เมื่อท้องฟ้ามืดลง ฝ่ายทหารได้เดินแถวเพื่อผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปักหลักตั้งแนวรับอยู่บนถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว ฝ่ายทหารได้ยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุมแต่ทิศทางลมกลับพัดแก๊สน้ำตากลับเข้าหาฝ่ายทหารจนทำให้ถอยร่น
ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ขว้างปาสิ่งของ ก้อนหิน ก้อนอิฐ เข้าใส่ฝ่ายทหาร แต่ฝ่ายทหารก็โต้กลับด้วยการใช้ปืนกระสุนยางยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม
รวมทั้งยังได้ทำลายรถของผู้ชุมนุมที่จอด มีกลุ่มควันขึ้นด้านหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมาก กลุ่มผู้ชุมนุมแนวหน้าที่ปะทะกับฝ่ายทหารบ้างก็ได้รับบาดเจ็บ บางรายถูกกระสุนยางตามลำตัว
ช่วงเวลานี้มีรถพยาบาลจากวชิรพยาบาลและหน่วยกู้ภัยได้ทยอยนำตัวผู้ที่ได้รับบาดเจ็บออกจากพื้นที่
พยานลำดับที่ 005 สัมภาษณ์โดย “ศปช.” เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และได้รับบาดเจ็บตาบอดจากกระสุนยางที่ตาขวาเล่าว่า “พอร้องเพลงชาติจบมืดปุ๊บทหารก็รุกปั๊บแล้วดันเข้ามา
ผมอยู่ข้างหน้าก็เอาทั้งมือทั้งเท้าดันไว้ แต่คนข้างหลังดันถอยไม่ดันต่อที่กั้นก็พังลงมา คนก็วิ่งกัน ทหารกรูเข้ามาแล้วก็มีเสียงตู้มๆ ตลอด
เสื้อแดงหาอะไรได้ก็ขว้างกลับไป อิฐบ้าง ไม้ธงบ้าง แต่ทหารแถวหน้าเขามีโล่กระบองป้องกันตัวเขาก็ไม่เป็นไร แต่แถวข้างหลังนั้นมีปืนเพียบเลย แล้วทหารก็กระจายไปตรอกข้างๆ ถนน
ยื้อกันอยู่สักพัก ตอนนั้นเสื้อแดงถอยร่นตีวงมาบนถนนใหญ่แล้ว
มีแก๊สน้ำตาโยนมาผมก็วิ่งไปล้างหน้าที่ข้างๆ ถนน เงยหน้าขึ้นมาก็พอดีโดนกระสุนยางเข้าที่ตาขวาแล้วก็ร้องเรียกฝรั่งที่ยืนดูเหตุการณ์แถวนั้นให้ช่วย เขาเห็นก็ร้อง โอว มายก้อด
แล้วเรียกคนมาช่วย นั่งรถพยาบาลของวชิระมาที่นี่”
เวลาประมาณ 19.25 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ฉีดน้ำยาดับเพลิงเข้าใส่ทหารส่งผลให้ฝ่ายทหารที่เดินลุยเข้าหาผู้ชุมนุมบริเวณสี่แยกคอกวัวต้องถอยร่นเข้าไปในบริเวณปากทางถนนข้าวสาร
แต่นายทหารที่ยืนอยู่ปากซอยข้าวสารได้ยิงปืนข่มขู่กลุ่มผู้ชุมนุมเป็นระยะๆ
ฝ่ายผู้ชุมนุมก็หลบอยู่หลังแนวรั้วเหล็กและเครื่องกำบังเท่าที่หาได้พร้อมทั้งขว้างปาสิ่งของเข้าใส่ทหารเป็นระยะๆ เช่นกัน
ต่อมา เวลาประมาณ 19.30 น.ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นต่อเนื่อง
ในช่วงแรกของการปะทะทหารรุกคืบเข้าใส่ผู้ชุมนุมโดยยิงกระสุนยางและกระสุนจริงสลับกัน ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นแนวปะทะแนวหน้าก็ถอยร่นกระเจิง ผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านหลังก็โต้ตอบด้วยการขว้างปาสิ่งของเข้าใส่
อย่างไรก็ตาม การปะทะในพื้นที่สี่แยกคอกวัวได้มีระเบิดเพลิงตกลงไปยังฝั่งทหาร 2 ครั้ง
ในช่วงท้ายของการปะทะกันในบริเวณนี้ได้มีกลุ่ม “ชายชุดดำ” พร้อมอาวุธปืนยิงเข้าใส่ฝ่ายทหาร กลุ่มผู้ชุมนุมต่างก็รุกฮือเข้าไปหาทหารแต่ยังไม่ได้ประชิดแนวกัน ส่วนฝ่ายทหารที่ถูกกลุ่ม “ชายชุดดำ” เข้าโจมตีก็ต้องถอยร่นไปทางย่านบางลำพู
ในเหตุการณ์ช่วงนี้บทความของ เกษม เพ็ญภินันท์ ยืนยันว่า พบว่ามีประจักษ์พยานเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตที่บริเวณสี่แยกคอกวัวและกรณีชายชุดดำ
นั่นคือ พยายานลำดับที่ 082 สัมภาษณ์โดย “ศปช.” เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2555
พยานเป็นผู้เข้าไปบันทึกภาพเหตุการณ์ในพื้นที่สี่แยกคอกวัวตั้งแต่หลัง 18.00 น. ซึ่งพยานระบุว่า ในช่วงที่ชายชุดดำเข้ามาที่บริเวณสี่แยกคอกวัวเวลานั้นไม่ปรากฏว่ามีผู้ชุมนุมเสียชีวิตแล้ว
จากคำให้การของพยานสอดคล้องกับคลิปและภาพที่ใช้อ้างเกี่ยวกับกรณีชายชุดดำ
นั่นคือ คลิป “20100410_หลั่งเลือดทาแผ่นดิน Bloodshed_begins_Thailandmirror” ในภาคผนวกที่มา “หลั่งเลือดทาแผ่นดิน Bloofshed begins”
นั่นคือ สืบค้นจากเว็บไซต์ Youtube
ระหว่างที่พยานหลบอยู่ตรงป้อมตำรวจหน้าทางเข้าถนนตะนาวแยกคอกวัวนั้นได้เห็นมีคนอยู่บนตึกกองสลาก เนื่องจากเห็นว่ามีคนถูกยิงแล้วมีคนตะโกนว่ามีทหารอยู่บนตึกจึงได้หันหน้าไปดู
แล้วเห็นว่ามีเงาหลบเข้าไป
ส่วนคนที่ถูกยิงนั้นเป็นคนที่กำลังเดินเข้าไปข้างใน เขาคิดว่าเป็นการยิงสกัดไม่ให้เข้าไป จากที่เห็นคนที่ถูกยิงมีราวๆ 2-3 คน เมื่อเห็นว่ามีคนล้มเขาได้หันขึ้นไปมองบนตึก
จึงได้เห็นว่ามีเงาไหวของคนอยู่บนนั้น
ขณะกำลังถ่ายวิดีโออยู่ได้รู้สึกเหมือนมีอะไรกระเด็นมาติดอยู่ที่หน้าซึ่งคือเลือด ของคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าถูกยิงทะลุศีรษะ ตำแหน่งที่ถูกยิงอยู่บริเวณทางม้าลายข้างป้อมตำรวจ
เขาเล่าว่า เสียงปืนในขณะนั้นเป็นเสียงแบบยิงทีละนัด ดังจากทางฝั่งทหารขณะนั้นทหารไม่ได้ตั้งแนวแล้วแต่อยู่ตามฟุตปาท
ส่วนผู้ชุมนุมหลบอยู่ตามข้างทาง ไม่ได้ตั้งแนวบนถนน
แล้วสักพักก็รู้สึกเหมือนมีอะไรลอยข้ามหัวไปตกทางฝั่งทหารแล้วเกิดการระเบิดขึ้นบริเวณทางเข้าถนนข้าวสาร แต่ตัวเขาไม่ได้เห็นทหารที่บาดเจ็บจากการระเบิด
ต่อมามีคนดันหลังแล้วบอกให้หลบเป็นชายถืออาวุธสงครามเดินแทรกขึ้นไป ชายชุดดำ 2 คนได้มาหลบอยู่หลังรถที่จอดอยู่ทางเข้าถนนตะนาวเยื้องกับป้อมตำรวจที่เขาอยู่ ชายชุดดำทั้ง 2 ผลัดกันยิงซ้ายขวา โดยใช้อาวุธสงคราม
ทหารได้ยิงตอบโต้กลับมาที่ชายชุดดำ
จากนั้น ชายชุดดำ 2 คนที่หลบหลังรถก็เดินแยกกันเข้าไปสองข้างทางมุ่งไปหาแนวทหาร ระหว่างที่ชายชุดดำยิงไล่ทหารเข้าไปเสียงปืนก็ค่อยๆ เบาลง
จนเสียงปืนเงียบไป
จากที่พยานเห็นช่วงจังหวะที่ชายชุดดำเข้ามาบริเวณคอกวัวเป็นช่วงหลังจากที่ไม่มีผู้ชุมนุมถูกยิงเสียชีวิตอีกแล้ว
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
