บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
กลับไทยใกล้จริง
กรกฎาคม 2500 นายปรีดี พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในฮ่องกงว่า สหรัฐอเมริกาพยายามขัดขวางความสัมพันธ์ไทย-จีน และยอมรับว่ากำลังจะกลับมาสู้คดีสวรรคตในไทย
สิงหาคม 2500 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่งทนายความ 2 คน คือ นายชิต เวชประสิทธิ์ อดีตเสรีไทยและอดีต ส.ส.พรรคสหชีพ กับ นายลิ่วละล่อง บุนนาค อดีตผู้นำนักศึกษาธรรมศาสตร์ซึ่งเคยถูกจับคราวกบฏสันติภาพเมื่อ พ.ศ.2495 ไปพบนายปรีดี พนมยงค์ ที่จีน หลังจากนั้นไม่นาน นายปรีดี พนมยงค์ ได้มีจดหมายแจ้งให้นายสังข์ พัทธโนทัย คนสนิทของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ทราบว่าได้คุยกับทนายทั้งสองในเรื่องของกฎหมายและวิธีพิจารณาคดีของศาลแล้ว ขอให้นายสังข์ช่วยแนะนำทนายทั้งสองว่าจังหวะไหนควรทำอะไร ท้ายจดหมายได้ฝากข้อความถึงจอมพล ป.พิบูลสงคราม ด้วยว่า “ผมขอให้คุณช่วยเรียนท่านจอมพลพิบูลสงครามว่า ผมขอส่งความรักความคิดถึงและขอให้ท่านอโหสิในการกระทำใดๆ ของผมที่เป็นการล่วงเกินต่อท่าน”
การกลับไทยของนายปรีดี พนมยงค์ ใกล้ความเป็นจริงขึ้นทุกขณะ ซึ่งยิ่งสร้างความวิตกกังวลให้แก่ฝ่ายรอยัลลิสต์มากยิ่งขึ้น
ไทม์ไลน์
หลังความสำเร็จในการปราบปรามกบฏแมนฮัตตัน ตามด้วยการรัฐประหารทางวิทยุเมื่อ พ.ศ.2494 ซึ่งสามารถขจัดอิทธิพลทางการเมืองของฝ่ายรอยัลลิสต์ได้ตามเป้าหมายแล้ว ความขัดแย้งก็เกิดขึ้นภายในรัฐบาลจากผู้นำคณะรัฐประหาร สืบเนื่องจาก จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีอายุใกล้ครบ 60 ปีใน พ.ศ.2500 ซึ่งควรต้องลงจากตำแหน่ง การต่อสู้แย่งชิงอำนาจจึงเกิดขึ้นระหว่าง 3 ผู้นำ ได้แก่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ยังไม่ต้องการลงจากอำนาจ – พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งต้องการสืบทอดอำนาจ
พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ นั้นแม้จะยังคงจงรักภักดีต่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่ก็ได้แสดงความทะเยอทะยานทางการเมืองอย่างไม่ปิดบัง ทำให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ไม่ไว้วางใจแล้วหันไปร่วมมือกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเก็บงำเป้าหมายทางการเมืองไว้อย่างมิดชิด แต่ต่อมาเมื่อกลุ่มรอยัลลิสต์แสดงท่าทีท้าทายอำนาจทางการเมืองของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม มากขึ้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงหันกลับมาร่วมมือกับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ พยายามฟื้นความสัมพันธ์กับกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ โดยใช้การรื้อฟื้นคดีสวรรคต ร.8 เป็นเครื่องมือเพื่อต่อสู้กับฝ่ายรอยัลลิสต์
ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงปลายทศวรรษ 2490 ระยะแรกจึงกลายเป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ฝ่าย คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ กับอีกฝ่ายคือ ฝ่ายรอยัลลิสต์ซึ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสถาบันกษัตริย์
พญาอินทรี
นับแต่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เชื้อเชิญสหรัฐอเมริกาให้เข้ามามีบทบาทในฐานะผู้นำฝ่ายโลกเสรีเมื่อ พ.ศ.2492 อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาต่อไทยก็ขยายตัวมากขึ้นตามลำดับ จนกลายเป็นพลังที่ไม่อาจตัดทิ้งได้จากสมการอำนาจการเมืองไทย
ปลายปี พ.ศ.2494 ฝ่ายรอยัลลิสต์แม้จะพ่ายแพ้ทางการเมืองต่อคณะรัฐประหารแต่ก็มีลักษณะชั่วคราวและยังคงมุ่งมั่นที่จะฟื้นตัวอย่างไม่ท้อถอย ขณะที่อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาได้ยกระดับขึ้นจนกลายเป็นพลังใหม่ที่มีลักษณะชี้ขาดทั้งต่อการเมืองภายในและนอกประเทศ สหรัฐอเมริกาจึงกลายเป็นเป้าหมายในการแสวงหาการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรอยัลลิสต์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยอาศัยเงื่อนไขสำคัญเพื่อต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่มีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นศัตรูเผชิญหน้า
พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้รับการสนับสนุนในการสร้างความเข้มแข็งแก่กรมตำรวจ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับการสนับสนุนให้สร้างความเข้มแข็งแก่กองทัพบก จนทั้งสองมีความเข้มแข็งมากขึ้นพร้อมๆ กับการแข่งขันเพื่อสืบทอดอำนาจก็เข้มข้นขึ้นด้วย ขณะที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้รับการสนับสนุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจึงไม่มีพลังอำนาจที่มีตัวตนในการต่อสู้
เมื่อการต่อสู้ของผู้นำไทยพัฒนาต่อไป ครั้นถึงปลายทศวรรษ 2490 สหรัฐอเมริกาก็มิได้มีเพียง 3 ตัวเลือกเท่านั้นเพื่อเป็นผู้นำในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ เมื่อมีตัวเลือกที่ 4 ปรากฏขึ้นคือ ฝ่ายรอยัลลิสต์
พ.ศ.2497 หลังจากศึกษาบริบทแวดล้อมของไทยอย่างรอบด้านและลึกซึ้งแล้ว สหรัฐอเมริกาก็กำหนดยุทธศาสตร์หลักให้สถาบันกษัตริย์ไทยเป็นเครื่องมือหลักในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ซึ่งย่อมส่งผลโดยตรงในการเพิ่มพลังการต่อสู้ของฝ่ายรอยัลลิสต์-ตัวเลือกที่ 4 ของพญาอินทรี
ความขัดแย้งตกผลึก
ปลายทศวรรษ 2490 เมื่อภาพการต่อสู้ตกผลึกชัดเจน หนังสือพิมพ์ลอนดอนไทมส์วิเคราะห์ว่าวิกฤตการณ์การเมืองของไทยเกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่าง “สถาบันกษัตริย์” กับ “รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม” เนื่องจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม สนับสนุนให้นายปรีดี พนมยงค์ กลับมาไทยเพื่อรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นใหม่
ต้นเดือนกันยายน 2500 คริสเตียน เอ. เฮอร์เทอร์ ปลัดกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา และเจมส์ พี. ริชาร์ด เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงต่างประเทศ ได้เดินทางมาสนทนากับพระมหากษัตริย์ไทย มีรายงานบันทึกการสนทนาในวันนั้นว่า นับเป็นครั้งแรกที่พระองค์ได้ถกเถียงปัญหาการเมืองไทยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาจากสหรัฐอเมริกา จากนั้นเฮอร์เทอร์ได้เข้าพบจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยจอมพล ป พิบูลสงคราม พยายามอธิบายถึงปัญหาของรัฐบาลที่ได้รับแรงกดดันจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านและฝ่ายซ้าย ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงระหว่างประเทศหลายประการ เฮอเทอร์เพียงแต่รับฟังสิ่งที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม อธิบาย และยืนยันว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาคือการต่อต้านจีน
เห็นได้ชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาเลือกที่จะให้ความสำคัญกับสถาบันกษัตริย์มากกว่าความพยายามเข้าใจปัญหาของรัฐบาล
กลางเดือนกันยายนเดียวกัน ไม่กี่วันก่อนการรัฐประหาร สถานทูตสหรัฐอเมริการายงานว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และกลุ่มทหารมีความมั่นใจว่าจะได้รับการสนับสนุนจากสถาบันกษัตริย์และกลุ่มรอยัลลิสต์ รวมถึงจัสแม็กไทยด้วย
สถานทูตสหรัฐอเมริกาเห็นว่าความมั่นใจดังกล่าวของกลุ่มทหารถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พวกเขายกระดับการต่อต้านรัฐบาลอย่างฉับพลันด้วยการถอนตัวออกจากพรรคเสรีมนังคศิลาซึ่งถือเป็นการแยกตัวออกจากรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ สถานทูตสหรัฐอเมริกายังรายงานต่อไปอีกว่า ภายใต้รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม นั้นกลุ่มรอยัลลิสต์มีความรู้สึก “ขมขื่น” และเป็น “ปรปักษ์” กับจอมพล ป.พิบูลสงคราม จนทำให้หันไปตัดสินใจให้การสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แม้จะไม่ไว้วางใจนัก เนื่องจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นพันธมิตรกับพวกฝ่ายซ้ายและนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นยุทธวิธีสองหน้าของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
แล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ
8 กันยายน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เปิด 3 แนวรบโจมตีรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม
แนวรบแรก เรียกสมาชิกคณะรัฐประหารฝ่ายทหารประมาณ 65 คนมาประชุมที่กองพลที่ 1 ขอให้ร่วมเข้าชื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกเนื่องจากบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพและการเลือกตั้งส่อไปในทางทุจริต
แนวรบที่ 2 เดินเกมกดดันทางสภาให้ผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลที่สนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถอนการสนับสนุนรัฐบาล
แนวรบที่ 3 ให้ทหารซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 2 ที่มาจากการแต่งตั้งซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารลาออก
13 กันยายน ที่ท้องสนามหลวงโดยการสนับสนุนของพรรคการเมืองฝ่ายรอยัลลิสต์มีการ “ไฮด์ปาร์ก” โจมตีจอมพล ป.พิบูลสงคราม และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อย่างหนัก
จอมพล ป.พิบูลสงคราม หาทางออกด้วยการขอเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหวังเป็นที่พึ่งสุดท้าย
(ขอบคุณข้อมูลจาก “ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี” ของ ณัฐพล ใจจริง และ “อำนาจ 2” ของ รุ่งมณี เมฆโสภณ)
