ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (27)
สันติภาพของทรัมป์
“แกนกลางของความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน คือการต่อสู้เพื่อดินแดน…พ้นจากข้อข้อโต้แย้งในปัญหาเรื่องดินแดนแล้ว มีความเห็นร่วมกันเพียงเล็กน้อยว่า ความขัดแย้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร”
Lawrence Freedman
Ukraine and the Art of Strategy (2019)
ความพยายามในการหาทางออกของสงคราม ที่มีความหวังว่าจะนำไปสู่ “สันติภาพยูเครน” ในปี 2025 ดูจะมีความเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ในด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะการหวนคืนสู่อำนาจอีกครั้งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มาพร้อมกับการปรับทิศทางนโยบายสหรัฐ ที่จะไม่ให้การสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครนอย่างเช่นในสมัยของประธานาธิบดีไบเดนอีกต่อไป การกระทำเช่นนี้อาจส่งผลให้กองทัพยูเครนไม่สามารถดำรงตนเองในสภาวะสงครามต่อไปได้ และจำเป็นต้องยอมรับเงื่อนไขการหยุดยิง อันจะนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ เงื่อนไขเช่นนี้จะเป็นการหยุดยิงที่รัสเซียเป็นฝ่ายได้เปรียบในตัวเอง แต่ปัญหาก็คือ ผู้นำของสหภาพยุโรปจะยอมรับสภาวะเช่นนั้นได้เพียงใด เพราะเท่ากับเป็นชัยชนะของรัสเซียผ่านการเจรจาสันติภาพ
ในอีกด้านหนึ่ง สงครามเดินทางเข้าสู่ปีที่ 4 ที่เห็นถึงความเสียหายของสังคมยูเครน พร้อมกับความสูญเสียอย่างหนักของชีวิตและทรัพย์สินของชาวยูเครนอีกด้วย หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันที่ต้องแสวงหาหนทางในการยุติสงคราม แต่จะยุติในรูปแบบใดที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
แคลคูลัสสนามรบ
บทเรียนสำคัญที่เห็นได้จากสงครามยูเครนตั้งแต่ในช่วงแรกของการรบ คือความเป็นไปในสนามรบมีส่วนอย่างสำคัญต่อโอกาสของการเจรจาเพื่อยุติสงคราม ดังนั้น จึงพบเสมอว่าถ้าการรบยังดำเนินไปได้ตามที่รัฐคู่พิพาทต้องการแล้ว แรงจูงใจที่จะเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพนั้น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ ซึ่งในสภาวะเช่นนี้มักทำให้เกิดความคาดหวังว่า ฝ่ายตนจะเป็นผู้ชนะสงคราม หรืออย่างน้อยก็เกิดเงื่อนไขสันติภาพที่เอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายตน ผลของมุมมองเช่นนี้ทำให้ข้อเสนอเรื่องการเจรจากลายเป็น “ราคาของการผัดวันประกันพรุ่ง” (the cost of procrastination) ที่ต้องจ่ายด้วยการขอเลื่อนการเจรจาออกไปพร้อมกับความหวังของชัยชนะในการรบ แต่ก็มีนัยถึงความเสียหายที่เกิดจากสงคราม
จากสมมุติฐานข้างต้นจะเห็นได้ว่า เมื่อกองทัพรัสเซียปรับตัวและสามารถทำการรบได้ดีขึ้น อีกทั้งรัสเซียสามารถเปิดการโจมตีทางอากาศต่อยูเครนได้มากขึ้น นอกจากนี้ ท่าทีของนโยบายใหม่ของผู้นำสหรัฐ ประกอบกับการที่ยุโรปให้ความสนใจในการป้องกันตนเองมากขึ้น เพราะความเปลี่ยนแปลงในนโยบายของทรัมป์ ประธานาธิบดีปูตินจึงดูจะไม่ให้ความสำคัญกับการเจรจาเท่าใดนัก และเน้นไปกับปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย แน่นอนว่าเขายังหวัง “อภินิหารสงคราม” ให้เกิดอีกครั้ง
แต่ถ้าความล้มเหลวของการเจรจาสันติภาพจะทำให้ความหวังที่จะได้รับผลตอบแทนในระยะยาวจากสงครามถูกกระทบแล้ว ผู้นำรัสเซียอาจจะมีความพร้อมที่จะเปิดการเจรจากับยูเครนมากขึ้น หรือไม่แตกต่างกัน เมื่อยูเครนเริ่มตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในสนามรบ ประธานาธิบดีเซเลนสกีก็มีความกระตือรือร้นในการเจรจามากขึ้น แต่ถ้าสนามรบยังเอื้อให้ยูเครนเป็นต่อ และการรบเป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของยูเครนได้มากกว่าแล้ว ผู้นำที่เคียฟก็จะให้ความสำคัญกับเรื่องของการรบมากกว่า
ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเจรจาในปีแรกของสงคราม (2022) นั้น ไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้จริง เพราะกองทัพรัสเซียเป็นฝ่ายถอยร่นในหลายจุด และชัยชนะของยูเครนในการรุกกลับในปีดังกล่าว ไม่เป็นปัจจัยที่จะชักชวนให้ผู้นำยูเครนเปิดการเจรจากับรัสเซียแต่อย่างใด พวกเขามีความหวังอย่างมากว่า ด้วยความช่วยเหลือทางทหารจากตะวันตก และการรบอย่างกล้าหาญของทหารยูเครน จะทำให้ยูเครนสามารถเอาดินแดนที่รัสเซียยึดครองในปี 2014 กลับคืนมา
ประกอบกับการเจรจาที่เกิดขึ้นนั้นถูกนำไปเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้การเปิดโต๊ะเจรจาเป็นสิ่งที่ทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะการเอาประเด็นของสงครามยูเครนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจใหญ่ เช่น ปัญหาการขยายสมาชิกภาพของนาโต (NATO enlargement) การเข้าเป็นสมาชิกนาโตของยูเครน ปัจจัยความมั่นคงของสหภาพยุโรปในความสัมพันธ์กับยูเครน การขยายบทบาทของสหรัฐในยุคหลังสงครามเย็นเข้าสู่พื้นที่ที่เป็นเขตอิทธิพลของสหภาพโซเวียตแต่เดิม ตลอดรวมถึงมุมมองภัยคุกคามของรัสเซีย โดยเฉพาะการตีความว่าการล่มสลายของสหภาพโซเวียตคือ “หายนะทางภูมิรัฐศาสตร์” ของศตวรรษที่ 20 เป็นต้น
การผูกโยงปัญหาสงครามยูเครนเข้ากับปัจจัยดังกล่าว ทำให้ปัญหาการเมืองโลกกลายเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการเจรจาสันติภาพยูเครน ทั้งยังทำให้เกิดการละเลยที่สำคัญคือ ละเลยต่อการพิจารณาหาทางหยุดยิง หรือหาทางที่จะยุติสภาวะความขัดแย้งนั้น ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าถ้าไม่มีความเห็นร่วมกันที่จะยุติสงครามแล้ว ข้อเสนอเรื่องการเจรจาสันติภาพจะเหมือนอยู่ในสภาวะที่ถูกตัดขาดออกจากความเป็นจริงของสนามรบ หรือเป็นการเจรจาสันติภาพที่ไม่เข้าใจถึงความรุนแรงของสงคราม และสภาพที่เสมือนการถูกตัดขาดจากสนามรบนั้น จะไม่เอื้อให้การเจรจาของรัฐคู่พิพาทประสบความก้าวหน้าได้เลย และอาจทำให้เกิดความเปราะบางต่อการสร้างสันติภาพในอนาคตด้วย
ทรัมป์แฟคเตอร์
ดังได้กล่าวมาแล้วว่าข้อเสนอเรื่องการเจรจาสันติภาพยูเครนที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนั้น ผูกโยงกับเรื่องอื่นๆ ที่มีนัยสำคัญกับการเมืองโลก โดยเฉพาะประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ จนแทบจะทำให้โต๊ะเจรจานั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก แต่ดูเหมือนข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมในการยุติปัญหา ไม่ถูกผลักดันจริงคือ ประเด็นการหยุดยิง หรือประเด็นนี้ไม่ถูกสนับสนุนให้เป็นเรื่องเร่งด่วน
แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ดูจะมีแนวคิดที่แตกต่างออกไปในเชิงข้อเสนอ ด้วยการให้ความสำคัญในเรื่องของการหยุดยิง ดังที่เขากล่าวกับประธานาธิบดีเซเลนสกีที่ทำเนียบขาวในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2025 ว่า “ข้าพเจ้าต้องการยุติ [สงครามนี้] ทันที… ข้าพเจ้าต้องการการหยุดยิงเดี๋ยวนี้” ดังนั้น เขาจึงเสนอเรื่องการหยุดยิง 30 วันอย่างไม่มีเงื่อนไข (unconditional ceasefire) ซึ่งพอคาดเดาได้ว่า ยูเครนยอมรับ แต่ทางรัสเซียไม่ยอมรับ และต่อมามีการผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่เวทีการประชุมที่ริยาดในเดือนมีนาคม 2025 แล้วก็เดาได้ไม่ยากว่า ข้อเสนอเช่นนี้ไม่ประสบความสำเร็จอีกครั้ง
ต้องยอมรับว่าทำเนียบขาวมีความพยายามในการผลักดันเรื่องนี้มากนับจากเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเวทีการประชุมที่ปารีสและลอนดอน แต่ก็ไม่ประสบความก้าวหน้ามากนัก แม้สหรัฐพยายามที่จะปรับแผนสันติภาพให้มีประเด็นที่หลากหลายมากขึ้นก็ตาม รวมทั้งการผลักดันข้อเสนอที่ยูเครนจะไม่สมัครเข้าเป็นสมาชิกของนาโต และการยอมรับการยึดครองดินแดนที่รัสเซียเข้าควบคุมในปี 2014 คือไครเมียและดอนบาส แต่อย่างที่ทราบ ข้อเสนอเช่นนี้ไม่ประสบความก้าวหน้ามากแต่อย่างใด
แการผลักดันโต๊ะสันติภาพจะยังไม่ปรากฏความสำเร็จ แต่ก็เห็นถึงการกำหนดประเด็น 2 เรื่องที่สำคัญ คือการคิดเรื่องของข้อกำหนดและกลไกการหยุดยิงที่จะเกิดในอนาคต และการพิจารณาถึงการยุติข้อพิพาททางการเมือง ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม การจะดำเนินการเช่นนั้นได้ คู่พิพาททั้งยูเครนและรัสเซียเองจะต้องมีความก้าวหน้าในการเจรจาในระดับหนึ่ง เพื่อให้การเจรจาหยุดยิงและการแสวงหาข้อยุติในทางการเมืองมีความเป็นไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ง่ายเลยในกรณีนี้
กระนั้น ต้องยอมรับการผลักดันเวทีการเจรจาสันติภาพของทรัมป์ มีส่วนอย่างมากในการกำหนดอนาคตของยูเครน จนอาจต้องเรียกประเด็นนี้ว่าเป็น “ทรัมป์แฟคเตอร์” หรือ “ปัจจัยทรัมป์” (Trump Factor) เป็นอีกส่วนที่มีผลต่อการกำหนดกระบวนการสันติภาพยูเครน
ในอีกส่วนหนึ่ง ก็น่าสนใจอย่างมากกับบทบาทในการสร้างสันติภาพของประธานาธิบดีทรัมป์ แม้เขาจะเป็นตัวแทนของปีกขวาจัดของการเมืองอเมริกันที่เป็น “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) แต่เขากำลังกลายเป็น “ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ” (The President of Peace) ที่ทำให้เกิดการยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน การหยุดยิงระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกกับรวันดา การหยุดยิงในสงครามชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา และล่าสุดคือการหยุดยิงในสงครามที่เป็นความขัดแย้งมาอย่างยาวนานของยุโรประหว่างอาเซอร์ไบจานกับอาร์เมเนีย
ดังนั้น ถ้าทรัมป์สามารถผลักดันให้สงครามยูเครนยุติได้จริง ด้วยการกดดันให้ประธานาธิบดีปูตินยอมเปลี่ยนท่าทีที่จะเปิดการเจรจาสันติภาพ ฉะนั้น หากการพบปะกันในระดับสูงสุดระหว่างเขากับปูตินที่อลาสกาเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติสงครามยูเครนแล้ว ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ได้รับ “รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ” จะเป็นชื่อของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย และจะทำให้เครดิตในทางการเมืองของเขาสูงกว่าผู้นำจากพรรคเดโมแครตอย่างนึกไม่ถึง เพราะเขาจะกลายเป็น “นักสันติภาพ” คนสำคัญที่เป็นผู้ยุติสงครามในหลายพื้นที่ของโลก
การทูตภาคบังคับ
ดังเป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของดินแดนนั้น รัฐคู่พิพาทมักมีท่าทีด้วยการเสนอ “ข้อเรียกร้องสูงสุด” (maximalism) และไม่แปลกอะไรที่จะไม่มีรัฐคู่กรณีฝ่ายใดเสนอในลักษณะที่เป็น “ข้อเรียกร้องต่ำสุด” (minimalism) เพื่อหวังที่จะประนีประนอมให้เกิดการยุติข้อพิพาท
อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องแบบต่ำสุดที่จะทำให้เกิดการประนีประนอมในกรณีของยูเครนครั้งนี้ อาจเกิดจากภาวะของ “การทูตแบบใช้กำลังบังคับ” (coercive diplomacy) ที่ทำเนียบขาวใช้การ “บังคับให้เกิดสันติภาพ” ด้วยการกดดันรัสเซียด้วยมาตรการต่างๆ รวมทั้งมาตรการทางภาษีในการส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดอเมริกัน แม้ในช่วงที่ผ่านมา ผู้นำรัสเซียดูจะไม่สนใจ “คำขู่” ของผู้นำสหรัฐเท่าใดนัก โดยเฉพาะ “ไม่แคร์” กับเส้นกำหนดเวลาที่ทำเนียบขาวได้ประกาศให้รัสเซียยุติปฏิบัติการทางทหาร และรัสเซียเปิดการโจมตีทางอากาศต่อยูเครนอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นการทำลาย “เครดิตและความน่าเชื่อถือ” ของทรัมป์ในเวทีโลกไปโดยปริยาย
ขณะเดียวกัน ยูเครนก็อาจเผชิญมาตรการบังคับในอีกแบบ ที่อาจต้องยอมสละดินแดนที่เสียไปในปี 2014 ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียอย่างเป็นทางการ และยูเครนจะดำรงสถานะเป็นกลาง เพื่อแลกกับการเจรจาสันติภาพของรัสเซีย
กระนั้น ยังคาดเดาได้ยากต่อความหวังในอนาคตที่จะเห็นถึงการสิ้นสุดสงครามยูเครน ที่หมายถึง “การสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์” … นักเรียนในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถูกสอนเสมอว่า การสิ้นสุดของสงครามอย่างสมบูรณ์นั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกับที่ความสำเร็จของกระบวนการสันติภาพก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ถ้าเช่นนั้นแล้ว เป็นไปได้ไหมที่ “การหยุดนิ่งทางทหาร” (military stalemate) ที่เกิดขึ้นจากความจริงในสนามรบ จะเป็นแรงจูงใจในอีกทางให้คู่พิพาทมองเห็นด้านบวกของโต๊ะเจรจา!
