จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

คําว่า ‘เสี้ยนหนาม’ ‘ศัตรู’ และ ‘สงคราม’ ล้วนส่งผลร้าย ‘ศัตรูและสงคราม’ ทำให้เกิดความเดือดร้อนเช่นเดียวกับหนามแหลมคมที่ทิ่มตำเนื้อให้ปวดแปลบ

วิธีเดียวที่จะทำให้ความเดือดร้อนรำคาญใจหมดไป คือ กำจัดเสียให้สิ้น

ถ้าเป็นศัตรูหรือสงครามก็ต้องปราบปรามให้ยุติลงอย่างราบคาบ

ถ้าเป็นเสี้ยนหรือหนามก็ต้องจัดการบ่งหรือถอนออกให้หมด

เนื่องจากศัตรู ศึกสงคราม และเสี้ยนหนามมีลักษณะร่วมกันดังกล่าวมาข้างต้น จึงนิยมใช้เป็นสำนวนเปรียบเทียบโดยนัยว่า ‘เสี้ยน’ หรือ ‘หนาม’ หมายถึงศัตรูหรือสงครามที่ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาราษฎร์ ล้างผลาญทำลายทุกๆ สิ่ง และนำมาซึ่งความทุกข์ยากนานัปการ

เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอนที่ขุนแผน พระพิจิตร และนางบุษบา (พ่อและแม่ของนางศรีมาลา) ไปบ้านจมื่นไวยวรนารถ เมื่อเห็นสภาพครอบครัวเกิดความวุ่นวายเพราะพระไวยถูกนางสร้อยฟ้าทำเสน่ห์จนลุ่มหลงและลงไม้ลงมือกับศรีมาลา พระไวยแก้ตัวพัลวันว่าผัวเมียทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา ‘คุณพ่อดูแต่ลิ้นอยู่กันกับฟัน กระทบกันก็ไม่รู้ว่ากี่หน’ ขุนแผนบอกลูกชายว่า

“อย่าพักพูดเลยเจ้าพอเข้าใจ สารพัดที่จะได้มารู้ความ

เพราะรักดอกจึงรีบลงมาหา จะได้เห็นประจักษ์ตาว่าเสี้ยนหนาม

พ่อดูหน้าเจ้าเป็นฝ้าเหมือนทาคราม มีเมียสองต้องห้ามแต่ไรมา”

ในที่นี้ขุนแผนเปรียบเรื่องเดือดร้อนรำคาญใจของพระไวยว่าไม่ผิดอะไรกับเสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงเนื้อให้เจ็บปวด

ต้นเหตุแท้จริงมาจากนางสร้อยฟ้าทำตัวเป็นศัตรูมุ่งร้ายทำลายนางศรีมาลา เกิดผลกระทบความสงบสุขของทุกคนในครอบครัว

กรณีที่ความเดือดร้อนมาจากเรื่องรักๆ ใคร่ๆ บทละครในเรื่อง “รามเกียรติ์” ก็มีเช่นกัน ความรักความใคร่ที่ผิดทำนองคลองธรรมของผู้กำชะตากรรมกรุงลงกานำภยันตรายร้ายแรงมาสู่ทุกชีวิต หลังจากอินทรชิตรบแพ้พระลักษมณ์ นางมณโฑมเหสีของทศกัณฐ์ทูลเตือนพระสวามีว่าการนำตัวนางสีดามเหสีของพระรามมาไว้ในกรุงลงกาเท่ากับนำหายนะมาสู่บ้านเมืองโดยตรง

“ซึ่งข้าศึกมาประชิดติดลงกา เพราะเทวีสีดาดวงสมร

สุริย์วงศ์พงศ์มารก็ม้วยมรณ์ ได้เดือดร้อนไพร่ฟ้าประชาชี

แม้นส่งนางคืนไปให้พระราม จะสุดสิ้นเสี้ยนหนามในกรุงศรี

ทั้งลูกรักจักได้รอดชีวี รองธุลีบทมาลย์พระผ่านฟ้า”

นอกจากนี้ นิทานคำกลอนเรื่อง “สิงหไตรภพ” หลังจากเสร็จงานศพท้าวจัตุพักตร์ เจ้าเมืองมารัน สิงหไตรภพตรัสแก่เสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่าจะรับนางสร้อยสุดา (ธิดาพระยายักษ์) กลับเมืองโกญจา และมอบหมายพราหมณ์เทพจินดาให้ปกครองดูแลเมืองมารันต่อไป

“แม้นมีศึกฮึกสู้มาจู่จาบ คิดปรามปราบเสียให้เตียนซึ่งเสี้ยนหนาม

ได้เย็นเกล้าชาวบูรีแลชีพราหมณ์ เจริญความสุขสง่าแก่ธานี”

สิงหไตรภพเปรียบศึกสงครามกับเสี้ยนหนามและกำชับให้พราหมณ์เทพจินดาคอยจัดการให้สิ้นไป

น่าสังเกตว่าบทละครในเรื่อง “รามเกียรติ์” นำคำว่า ‘ศึก’ และ ‘สงคราม’ มาขยายความคำว่า ‘เสี้ยนหนาม’ เพื่อให้มีความหมายว่าศึกสงครามเปรียบเสมือนเสี้ยนหนาม ดังตอนที่นางมณโฑเกิดความวิตกอย่างใหญ่หลวง เมื่อรู้ว่าทูตของพระรามที่มาเฝ้าทศกัณฐ์ คือ ‘องคต’ โอรสของนางอันเกิดจากพาลี

“ครั้งนี้ลงกาอาณาเขต จะเกิดเหตุเสี้ยนหนามสงครามใหญ่”

อีกตอนหนึ่งพระรามได้ยินเสียงประลองศรของพระมงกุฎดังสนั่นหวั่นไหวก็เข้าใจว่ามีผู้ทรงฤทธิ์อำนาจแผลงศรประกาศศักดานุภาพ จึงตรัสแก่บรรดาข้าราชบริพารว่า

“แม้นจะละมันไว้ให้เหิมฮึก จะเกิดศึกเสี้ยนหนามสงครามใหญ่

จำจะต้องปรามปราบให้ราบไว้ อย่าให้ทะนงจิตทำฤทธา”

จะเห็นได้ว่าสองตัวอย่างนี้ใช้ทั้งคำว่า ‘สงคราม’ และ ‘ศึกสงคราม’ ควบคู่กับคำว่า ‘เสี้ยนหนาม’

คําว่า ‘เสี้ยนหนาม’ มิได้มีแต่ในวรรณคดีเท่านั้น ยังมีในเอกสารทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีทั้ง ‘เสี้ยนหนาม’ – ‘เสี้ยนหนามในแผ่นดิน’ – ‘เสี้ยนศาสนา’ ฯลฯ ดังที่ ‘พระธรรมสาตร’ ใน “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 1 มีข้อความว่า

“เมื่อมีสันดานจิตรคิดถึงคุณพระมหากระษัตรดั่งนี้แล้ว พึงอุสาหะศึกสาเล่าเรียนให้รอบรู้ดูแลเอาใจใส่ในคำภีรพระธรรมสาตร อันอาจให้มีคุณอันวิเสศ คือเปนพระเนตรแห่งพระมหากระษัตร จะได้ตัดข้อคดีแห่งอนาประชาราษฎรในขอบเขตขันทเสมาพระราชอาณาจักรให้ปราศจากหลักตอเสี้ยนหนาม คือความมูลวิวาทแห่งพาลชาติบุทคลอันมีสันดานเปนทุจริต ให้เปนหิตานุหิตประโยชน์สิ้นมูลวิวาททุกขปรกอบศุขสถาพรเกษมสารในกาลทุกเมื่อ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ในเอกสารเดียวกัน เล่ม 2 นอกจากคำว่า ‘เสี้ยนหนาม’ ยังมี ‘เสี้ยนหนามในแผ่นดิน’ ในส่วนของ ‘พระไอยการลักขณโจร’ ดังนี้

“๏ มาตราหนึ่ง ราษฎรข้าแผ่นดินชายหญิงใทมอนบมิยำบมิกลัวพระราชอาชญาพระราชกำหนดกฎหมาย เหนพัสดุเข้าของเงินทองของมฤฉาธิฐิอันมาค้าขายแต่นานาประเทษนอกด่านต่างแดนแลยกลูกสาวยกหลานสาวให้เปนเมียฝารังอังกฤษวิลันดาฉวามลายูอันต่างสาศนา แลให้เข้ารีตถือหย่างมฤฉาทิฐินอกพระสาศนา ท่านว่าผู้นั้นเปนเสี้ยนหนามในแผ่นดิน”

นอกจากนี้ บทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” รัชกาลที่ 2 ทรงใช้คำว่า ‘เสี้ยนแผ่นดิน’ ซึ่งมีความหมายเดียวกับ ‘เสี้ยนหนาม’ – ‘เสี้ยนหนามในแผ่นดิน’ ที่ยกมาข้างต้น คือหมายถึง ศัตรูของแผ่นดินนั่นเอง ดังตอนที่นางจันทาอ้างถึงสัญญาที่ท้าวยศวิมลเคยให้ไว้ว่าจะจัดการนางจันท์เทวีที่เป็น ‘เสี้ยนแผ่นดิน’ อย่างสาสม

“เมื่อพระสัญญาว่าไว้เอง จึงครื้นเครงไปเขาได้ยิน

ใครมองปองล้างมเหสี เฆี่ยนตีซักไซ้เอาให้สิ้น

แล่เนื้อเกลือทาให้กากิน มันเป็นเสี้ยนแผ่นดินจะไว้ไย”

ยิ่งไปกว่านั้น ‘กฎพระสงฆ์’ ใน “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 1 กล่าวถึง ‘ปาปะภิกษุ’ หรือภิกษุผู้ประพฤติชั่ว ภิกษุผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับความเป็นภิกษุ เปรียบได้กับ ‘เสี้ยนศาสนา’ จึงเกิดการสังคายนาชำระพระพุทธศาสนาหลายครั้งหลายคราจนกลายเป็นประเพณีสืบมาแต่โบราณ ดังข้อความที่คัดมานี้

“จำเดิมแตพระอระหรรตะเจ้าห้าร้อย มีพระมหากัศปเถรเจ้าเปนประทาน เปนเหตุด้วยพระภิกษุแก่ อันกล่าวปะระวาษติเตียนเปนเสี้ยนสาศนา ก็ชวนกันเข้าถวายพระพร สมเดจ์พระเจ้าอชาตศัตรูราชๆ ก็เปนสาสะนูปะถัมพกขอปถมสังคายนายระงับโทษดั่งนี้ จนถึงทุติยะสังคายะนาย ตะติยะสังคายะนาย จัตุถะสังคายะนาย ปันจะมะสังคายะนาย ฉัดถะสังคายะนาย ฝ่ายพระพุทธจักร พระราชอาณาจักร ย่อมพร้อมกันทังสองฝ่าย ช่วยกันชำระพระสาศนา มิให้มิปาปะภิกษุทำลายพระสาศนา ให้ประเวณีสืบมา” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

สารพัด ‘เสี้ยน’ จาก ‘ศึกสงคราม’ ลามมาถึง ‘ศาสนา’ จนได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ในความนิ่ง ของ “เพื่อไทย” มี กระแส”คลื่น” ไหวเคลื่อน
เราเคยลองมาแล้ว
คุยกับทูต | โมนิกา เครเซวิคกา โปแลนด์…ความหมายของเอกราช ผ่านเรื่องเล่าและเสียงดนตรี (1)
ANIMALS | ‘สัตว์สังคม’
Chainsmoker Cat : ความสกปรกของควันบุหรี่
‘ความหมายของความทรงจำ’
กระทงเซ่นผี สร้างสรรค์เป็นลอยกระทง
“เดียร์”แบบไหน | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | “รุก” และ “รับ” ทางการเมือง ระหว่าง รัฐบาล กับ ฝ่ายค้าน
วัตถุมงคลเหรียญรุ่นแรก หลวงปู่แคล้ว วัดมหาชัยฯ พระเกจิดังลุ่มน้ำแม่กลอง
แผนรับมือน้ำ ‘ไทย-เทศ’ (2)
เปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านกระหึ่ม เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ชิงกันชง รถเกี่ยวข้าว EV-หลังคาโซลาร์เซลล์