bg-single

ทรัมป์ 2.0-อินเดีย และการยกเลิกนโยบายปักหมุดเอเชีย

26.08.2025

โลกทรรศน์ | อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์

ทรัมป์ 2.0-อินเดีย

และการยกเลิกนโยบายปักหมุดเอเชีย

ถ้าทรัมป์จะย้ายนโยบายปักหมุดเอเชียออกไป อินเดียก็ต้องพิจารณาบทบาทตัวเองเหมือนกัน แต่ไม่ง่าย

นี่เป็นแค่กล่าวนำ แต่การยกเลิกนโยบายปักหมุดและบทบาทของอินเดียต่อรัสเซีย ทรัมป์มีส่วนผลักดันเรื่องใหญ่นี้

พอประมวลได้ดังนี้

พัฒนาการ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พบกับประธานาธิบดีอินเดีย นเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ที่ทำเนียบขาว สหรัฐ 13 กุมภาพันธ์ 2025 เมื่อทรัมป์พบกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ที่รัฐอลาสกา สหรัฐ 15 สิงหาคม 2025 การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะตามด้วยการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรปและยูเครน

ตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุด (1980-) อินเดียจัดสรรเวลาทำงานความสัมพันธ์กับรัสเซียเข้มแข็ง และรีบเร่งส่งเสริมความสัมพันธ์กับสหรัฐให้เบ่งบานขึ้นมา ความสัมพันธ์ของสหรัฐ-อินเดียเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะยุคประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และประธานาธิบดีบารัก โอบามา และยังคงอยู่ในหนทางนี้ระหว่างทรัมป์สมัยแรก (2017-2020) และภายใต้รัฐบาลโจ ไบเดน

หัวใจความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างสหรัฐ-อินเดีย ที่เดิมพันไว้กับอินเดีย คือพลังของอินเดียในการสร้างสมดุลกับจีน ที่มีความสำคัญมากขึ้นทั้งเศรษฐกิจ ทหารและด้านยุทธศาสตร์ในเอเชีย-แปซิฟิก

ในประวัติศาสตร์ของคอมมิวนิสต์โซเวียตและจีน สหรัฐทำการแข่งขันสำคัญที่สุด สหรัฐเพิ่มการเน้นเอเชีย รวมทั้งผ่านความร่วมมือ จตุภาคี QUAD กลุ่มความร่วมมือที่รวมตัวของฝ่ายประชาธิปไตย อินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น แต่ 1 ทศวรรษที่บารัก โอบามา บรรยายว่า สหรัฐและอินเดียเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุด จากนั้นพวกเขาไม่ได้ทำอะไรอีกเลย

แล้วทรัมป์ก็จัดเก็บภาษีการค้าแก่สินค้านำเข้าจากอินเดีย 50% ซึ่งเป็นอัตราภาษีสูงสุดในบรรดาสินค้าจากประเทศต่างๆ ครึ่งหนึ่งของการลงโทษจากสหรัฐนี้ มาจากการที่อินเดียซื้อน้ำมันรัสเซียช่วงที่รัสเซียทำสงครามกับยูเครน เรื่องนี้รัฐบาลโจ ไบเดน กระตุ้นให้อินเดียรักษาระดับราคาน้ำมันโลก ในขณะที่จีนซึ่งรับซื้อน้ำมันรัสเซียมากกว่าอินเดียเสียอีก กลับได้รับการบรรเทาด้านภาษีการค้าจากสหรัฐในช่วงนี้

สิ่งที่ตรงกันข้ามนี้มีคำถามทันทีว่า ทรัมป์เสนอให้จีนในด้านหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งอินเดียเหมือนเพื่อนเก่าแก่สหรัฐ นี่แสดงถึงการแยกย้ายตัวกว้างขวางขึ้นของนโยบายปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) ของสหรัฐ

ปัญหาสำหรับอินเดียและโมดี

ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ.2000 อินเดียโอบกอดความผูกพันใกล้ชิดกับสหรัฐ แล้วทวีความสัมพันธ์ต่อสหรัฐ คือ อินเดียมีสถานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ด้านความมั่นคง การค้า และเทคโนโลยี แล้วทรัมป์ยังสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับโมดีด้วย ทรัมป์สมัยแรก (2017-2020) เขาแชร์ในสื่อโซเชียลเรื่องของโมดีกับเขามีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันบ่อยครั้งและบรรยายซึ่งกันและกันในฐานะเพื่อน

แต่ทั้งหมดนี้สหรัฐไม่ได้คิดกับอินเดียเหมือนเพื่อนแล้ว เมื่อสหรัฐเก็บภาษีการค้าอินเดีย 50% เท่ากับสินค้าที่มาจากบราซิล

ภาษีการค้ากระตุ้นการแตกสามัคคีรุนแรงที่สุดในความสัมพันธ์สหรัฐ-อินเดียในหลายทศวรรษ

เป็นเวลาหลายเดือนหลังทรัมป์ใช้ภาษีการค้าคุกคามสินค้านำเข้าจากอินเดีย อินเดียพยายามทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐสงบลง อินเดียไม่ทำสงครามด้วยคำพูดเพื่อโจมตีซึ่งกันและกัน แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว อินเดียกล่าวหาว่า สหรัฐหน้าไหว้หลังหลอก แล้วอินเดียก็ทำการค้ากับรัสเซียต่อไปและทำในสิ่งที่ก่อนหน้านั้นสหรัฐไม่ต้องการคือ อินเดียยังซื้อน้ำมันดิบรัสเซียต่อไป

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากคือ ความไว้วางใจต่อสหรัฐของอินเดียลดลงอย่างมาก

วิกฤตความสัมพันธ์สหรัฐ-อินเดียยังสะท้อนถึงเรื่องความเท่าเทียมส่วนบุคคลโมดีกับทรัมป์ ก่อนหน้าอินเดียเผชิญการคุกคาม การแซงก์ชั่นของสหรัฐ อินเดียเป็นมิตรใกล้ชิดกับรัสเซียเมื่ออินเดียประกาศซื้อจรวด S-400 ระบบป้องกันประเทศจากรัสเซีย

นอกจากนี้ โมดีหยิบยกประวัติศาสตร์สงครามเย็นสหรัฐ คืออินเดียไม่เป็นมิตรกับปากีสถาน หมายความว่าความไม่ไว้วางใจต่อสหรัฐฝังแน่นอยู่ในแวดวงทางยุทธศาสตร์อินเดีย

รัฐบาลทรัมป์เพิ่งแสดงความใกล้ชิดกับปากีสถาน เมื่อไม่นานนี้ นั่นคือ การที่ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถานเยือนสหรัฐปีนี้ เป็นการขยายความกังวลของอินเดีย

ความผูกพันอินเดีย-สหรัฐ

ความผูกพันอินเดีย-สหรัฐแม้มีขึ้นๆ ลงๆ มาหลายปี ยุทธศาสตร์หลักติดอยู่ในศตวรรษที่แล้วและไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ความกังวลต่างๆ เกี่ยวข้องกับการทะยานขึ้นของจีน

แต่ตอนนี้เกิดดิสรัปชั่นเรื่องนโยบายของสหรัฐอย่างที่ไม่ได้คาดการณ์มาก่อน

สหรัฐเห็นประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของอินเดียอย่างชัดเจนไม่มีต่อไปอีกแล้ว

สหรัฐเน้นการสร้างพันธมิตรในภูมิภาคของพวกเขา

ย้ายออกจากการปักหมุดในเอเชีย

ช่วงรัฐบาลโอบามาในปี ค.ศ.2011 ปรับอะไรที่เรียกว่า นโยบายปรับสมดุลต่อเอเชีย (Rebalance to Asia) เป็นชื่อเรียกอีกคำของ ปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) มีเป้าหมายผูกมัดทางการทูต เศรษฐกิจ และการทหารมากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ศูนย์กลางของแรงดึงดูดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกเพิ่มมากขึ้น

ความผูกพันลึกมากคือ เป็นพันธมิตรสนธิสัญญา (treaty) กับญี่ปุ่น เกาหลีใต้และออสเตรเลีย

เพิ่มความผูกพันความมั่นคงกับพันธมิตรใหม่ เช่น อินเดียและเวียดนาม แล้วผลักดันเข้าสู่ข้อริเริ่มทางการค้าเหมือน Trans-Pacific Partnership-TPP

ความคิดนี้ได้จัดระเบียบภูมิภาค (Regional order) ที่สามารถสร้างดุลกับการทะยานขึ้นของจีน

ช่วงทรัมป์สมัยแรก (2017-2020) สหรัฐผลักดันเศรษฐกิจให้ ‘ปัก’ (Pivot) ให้น้ำหนักจนเป็นหลุมพราง แล้วสหรัฐถอนตัวออกจาก TPP ต้นปี ค.ศ.2017 คือ ย้ายเสาการค้าออกจากประเด็นยุทธศาสตร์ความมั่นคง แล้วเอนเอียงมากไปเป็นความร่วมมือทางการทหารและผูกมัดพันธมิตรทางเศรษฐกิจน้อยลง

ทรัมป์ระงับการเจรจาที่จัดรูปภาษีการค้า แม้กับพันธมิตรอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

และจากภาษีการค้าที่ทรัมป์ใช้กับอินเดียตอนนี้

ไตรภาคี รัสเซีย-อินเดีย-จีน

อินเดียเผชิญหน้าความโกรธแค้นต่อภาษีทรัมป์ อินเดียประสบกับการทูตวุ่นวายตามมา ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติอินเดีย Ajit Doval ได้เดินทางเยือนมอสโก รัสเซียต้นเดือนสิงหาคม และได้พบกับประธานาธิบดีปูติน

รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย S. Jaishankar มีกำหนดการเยือนมอสโก รัสเซียสิงหาคมนี้

ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศจีน หวัง อี้ (Wang Yi) จะเยือนเมืองนิวเดลี อินเดีย

สิ้นเดือนสิงหาคม ประธานาธิบดีโมดีจะเยือนจีน เพื่อเข้าประชุมสุดยอด The Shanghai Cooperation Organization นับเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของเขาในรอบ 7 ปี

อินเดียชี้ถึงการพิจารณาเรื่อง การฟื้นคืนชีพ Russia-India-China-RIC กลไกไตรภาคี หลังจากที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย Sergey Lavrov เสนอแนวทางฟื้นคืนชีพกลไกไตรภาคีนี้

แนวคิดความร่วมมือ 3 ฝ่ายเป็นข้อเสนอแรกในทศวรรษ 1990 และมีสถานภาพทางการขึ้นมาในปี ค.ศ. 2002 ตามความคิดของ Lavrov ต้องให้เครดิตกับนาย Yevageny Pricrakov อดีตประธานสภากิจการระหว่างประเทศรัสเซีย (Russian International Affairs Council) แม้ RIC มีการพบปะกันเป็นประจำอยู่หลายปีหลังมีการก่อตั้ง แต่ก็มีช่องว่างอยู่ มีผลรูปธรรมน้อย

ตอนนี้ โมดีกำลังเผชิญหน้ากับทางเลือกบางประการ ชัดเจนว่า อินเดียไม่ได้ปรับเปลี่ยนรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรพิเศษมาก และอินเดียไม่ปรับเปลี่ยนเพื่อนของตน แล้วยังมีความซับซ้อนกันอยู่คือ ความเป็นอิสระของอินเดียจากสหรัฐ หรือจากพันธมิตรหลากหลายขั้ว ที่อินเดียอธิบายว่า มันสามารถกลายเป็นต้นทุนต่ออินเดียได้ด้วย ถ้าทรัมป์ตัดสินใจเพิ่มภาษีการค้ามากขึ้น หรือแซงก์ชั่นอินเดีย

ผลที่ดีที่สุดสำหรับอินเดียตอนนี้คือ คนรัสเซียและคนยูเครนตกลงหยุดยิง เพราะในที่สุด ทรัมป์กำลังกดดันอินเดียเหมือนกับที่สหรัฐกดดันรัสเซีย

แม้มีคำถามมากมายเรื่อง การปักหมุดของสหรัฐต่อเอเชีย การปรับสมดุลจะไม่ง่ายสำหรับหลายๆ ประเทศ เช่น อินเดีย

ต้นทุนของการปรับสมดุล

ไตรภาคี RIC สุดท้ายจะเป็นแค่สัญลักษณ์มากกว่ามีสาระ นั่นเพราะหนึ่งในด้านต่างๆ ของไตรภาคีนี้เล็ก และความเปราะบางระหว่างอินเดียกับจีน ซึ่งมีความตึงเครียดระหว่างกัน

ในขณะที่มีการลดความตึงเครียดเปราะบาง ไม่กี่วันมานี้ อินเดียและจีนยังคงเป็นคู่แข่งขัดแย้งสำคัญของกันและกัน หลังจาก 4 ปีของการปลีกตัวออกจากการจ้องมองพรมแดนภูเขาหิมาลัยของพวกเขา สุดท้ายพวกเขาตกลงถอนกำลังทหารออกเมื่อปี 2024 ทั้งโมดีและประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนพบกันที่เมือง Kozan

แต่พวกเขายังคงมีความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกัน ความไว้วางใจระหว่าง 2 มหาอำนาจเอเชียยังคงต่ำอยู่

ความสัมพันธ์อินเดีย-รัสเซียที่ดีวันดีคืน ทั้งซื้อน้ำมันรัสเซีย ซื้อจรวดรัสเซีย ควบคู่กับวิวาทะระหว่างโมดีกับทรัมป์บั่นทอนความสัมพันธ์สหรัฐ-อินเดีย เหล่านี้กำลังมุ่งหน้าสู่การทบทวนนโยบายปักหมุดเอเชียของสหรัฐ

อินเดียกำลังเป็นตัวแปรการถอนนโยบายปักหมุดเอเชียของสหรัฐ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหาใหญ่ ชี้ต้องกล้าคุมเข้มย้อนหลัง-อุดช่องโหว่กฎหมาย-เลือกส่งเสริมแบบมีเป้าหมาย-อย่าช่วยแต่เจ้าของนิคมกับผู้รับเหมา
อดีต รมว.คลัง ค้านเก็บเล็กเก็บน้อย ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท จนเสียรายได้ก้อนใหญ่
สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน