เหยี่ยวถลาลม
ต่างสมรภูมิ
หมอกับแม่ทัพ
1 รื่นรมย์กับ 1 ขมขื่น
ทันทีที่เห็นข้อความ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า “ผมกำลังจะถูกให้ออกจากราชการ” ความสงสัยผุดขึ้นมากมาย
ใครๆ ก็รู้ว่าสมัยที่ นพ.สุภัทรเป็น ผอ.รพ.จะนะ จ.สงขลา ในช่วงที่ “โควิด-19” กำลังคุกคามเอาชีวิตคนไทยและผู้คนทั่วโลกนั้น ที่ กทม.ซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่นแออัดเกิดอลหม่านล้มตายรายวัน รับมือวิกฤตไม่ทัน จังหวะนั้น นพ.สุภัทรนำทีมแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ในนามแพทย์ชนบทบุกกรุง นำเอา “ATK” ที่หายากและขาดแคลนมาช่วยตรวจคน กทม.หลายต่อหลายครั้ง รวมแล้วช่วยตรวจไป 192,905 คน กับจ่ายยารักษาผู้ติดเชื้อไป 22,451 คน
กิจกรรมที่ถือเอาประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้งแบบนี้ไม่ค่อยจะมีให้เห็นในระบบราชการไทยที่ล่าช้า และบางทีก็มีนัยยะซ่อนเร้นอำพราง
ความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจ และการลงมือรวดเร็วฉับไวเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์คับขันของหมอสุภัทรน่าจะได้รับเสียงสรรเสริญ และรางวัลจากทางราชการ “แพทย์ชนบท” มาช่วยแล้วก็จากไป ไม่คุยโม้ ไม่ปั่นราคา
เหตุใดวันนี้ “หมอสุภัทร” จึงออกมาโพสต์ว่า “ผมจะถูกให้ออกจากราชการ” !
แค่ “ชั่ว” ไม่มี แม้ “ความดี” จะไม่ปรากฏ ราชการก็เลี้ยงดูจนวันตาย
นพ.สุภัทรไปเหยียบตาปลาใครเข้า!?
ทำไมการทุ่มเทเสียสละอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอของหมอสุภัทรจึงกลายเป็น “ผลร้าย” ถึงขั้นที่กระทรวงสาธารณสุข ต้องตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย 10 กว่าเรื่อง ซึ่งยุบยิบ หยุมหยิมด้วยระเบียบ แต่ในที่สุด เล่นงานได้แค่ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ กับย้าย นพ.สุภัทร จาก “ผอ.รพ.จะนะ” ไปเป็น “ผอ.รพ.สะบ้าย้อย” ในจังหวัดเดียวกัน
“หมอสุภัทร” อธิบายว่า ขณะที่โควิด-19 โหมกระหน่ำมาราวพายุนั้น ความยากที่สุดคือต้องจัดซื้อจัดหา ATK มาใช้เอง เพราะกระทรวงสาธารณสุขไม่มี
ไม่รีรอ หมอจัดหาจัดซื้อในนาม “รพ.จะนะ” เพราะคาดการณ์อะไรไม่ได้ ต้องว่ากันไปตามหน้างาน จุดยืนมีเพียง “ทุกคนที่มารอ ต้องได้ตรวจ”
นพ.สุภัทรถูกตั้งข้อกล่าวหา จัดซื้อผิดระเบียบ แบ่งซื้อแบ่งจ้าง ซึ่งโรงพยาบาลอื่นๆ ก็ทำเหมือนกันไม่ถูกสอบสวน
สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ “มีอยู่จริง” แต่หลายครั้งสถานการณ์ก็เปิดช่องให้ “ฆ่า” หรือทำลายคน!
ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
ถ้าไม่มี “แนวคิดและพฤติกรรม” พิลึกพิลั่นของ “ฮุน เซน” ความขัดแย้งถึงขั้นยิงถล่มกันก็ไม่เกิดขึ้น
ชื่อ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ก็คงเหมือนกับข้าราชการคนอื่นๆ ที่ก้าวลงบันไดไปใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างรื่นรมย์มีความสุข
แต่พอมียุทธการกำราบแมลงหวี่ ศักยภาพของกองทัพไทยกับกัมพูชานั้นห่างชั้นกันราว “ฟ้ากับเหว” ด้วยปฏิบัติการรบทางอากาศของไทย ในพริบตาเดียวก็ทำลายกำลังรบที่กำลังเคลื่อนพล หน่วยส่งกำลังบำรุงและอาวุธยุทโธปกรณ์ของกัมพูชาย่อยยับราพณาสูร
ทางฝั่งกัมพูชาเก็บซากศพทหารยังไม่ทันหมด แกนนำฝูงชนหย่อมหนึ่งกระหยิ่มยิ้มเยาะปลุกกระแสคลั่งชาติ นิยมลัทธิทหาร ถึงขั้นคิดหาช่อง “แหกกฎ” หวังจะให้ “ต่ออายุราชการ” แก่ พล.ท.บุญสิน แม่ทัพภาคที่ 2
ถ้าอย่างนั้น คงต้องต่ออายุราชการให้กับ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ นักบินรบ “เอฟ-16 ไฟติ้งฟอลคอน” และ “เอฟ-5 ฟรีดอมไฟเตอร์” ซึ่งจะเกษียณ 30 กันยายนนี้ด้วยหรือไม่
การต่ออายุราชการให้แม่ทัพสะท้อนถึงอาเพศ!
แสดงถึงความหมดท่า แค่หาตัว “แม่ทัพ” มาสืบต่อภารกิจยังทำไม่ได้
ที่ฟุ้งกันว่า “อย่าเปลี่ยนม้ากลางศึก” นั้นเป็นวาทกรรมอำพราง
ไม่มีแม่ทัพและม้าศึกที่ใช้งานได้นิรันดร์กาล!
เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ราชนาวีอังกฤษเจ้าแห่งน่านน้ำโลก สร้างเรือรบประจัญบานชื่อ “ปรินซ์ออฟเวลส์” และ “รีพัลส์” ในทันทีก็ฟุ้งว่า เป็นเรือที่ไม่มีใครจมได้
ให้ฉายาสะท้านโลกว่า “ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสงคราม”
สร้างเสร็จก็ส่งไปปฏิบัติการ จมเรือรบเยอรมันได้ทันที
ในปี 1941 (พ.ศ.2484) เรือรบประจัญบาน “ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสงคราม” ทั้ง 2 ลำ ถูกส่งเข้าประจำการในน่านน้ำสิงคโปร์
มอบหมายให้ “เซอร์ทอม ฟิลลิปส์” แม่ทัพเรือภาคตะวันออก เป็นผู้บัญชาการ
วันที่ 9 ธันวาคม 1941 “ปรินซ์ออฟเวลส์” และ “รีพัลส์” ถูกฝูงบินญี่ปุ่นโจมตี
เกียรติภูมิแห่งราชนาวีอังกฤษ จมดิ่งสู่ก้นมหาสมุทรในน่านน้ำสิงคโปร์
น่าเศร้า ผู้บัญชาการรบแห่งภาคตะวันออก “พล.ร.อ.ทอม ฟิลลิปส์” กับลูกเรือ 800 ชีวิตหายสาบสูญ!
การสอบสวนพบว่า เหตุแห่งความปราชัยเกิดจากการตัดสินใจละเมิดกฎบัญญัติขั้นพื้นฐานแห่งยุทธนาวีที่ว่า “อย่าเสี่ยงอันตราย ด้วยการนำเรือรบเข้าไปในรัศมีของน่านน้ำที่ข้าศึกครองอำนาจอยู่ โดยปราศจากฉากกำบังทางอากาศอย่างเพียงพอ”
“เซอร์ทอม ฟิลลิปส์” ผู้เกรียงไกรแห่งภาคตะวันออก กรำศึกมานาน เหมือนเครื่องยนต์ชำรุดทรุดโทรมฝืนสังขารบัญชาการรบ จึงนำพา “ปรินซ์ออฟเวลลส์ และ รีพัลส์” พบจุดจบ
เรือที่ไม่มีใครจมได้ จมหายไปในพริบตา!
แม่ทัพ ถึงเวลาพัก ต้องพัก สังขารเสื่อมไปตามธรรมชาติ
หลังจาก พล.ท.บุญสินเกษียณ ยังคงมีเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง พล.ต.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ และ พล.ต.นรธิป โพยนอก หรือรุ่นน้องอย่าง พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ ซึ่งทุกคนมีศักยภาพเต็มพิกัดสามารถขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ได้
แม่ทัพ “บุญสิน” สังกัดกระทรวงกลาโหม ทำความดี มีความชอบ มีโอกาสได้ก้าวลงบันไดอย่างสง่างามสมเกียรติ
ต่างกับอีกคน ที่สู้อยู่ใน “สมรภูมิโรค” มายาวนานชั่วชีวิตราชการ
“นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” แห่งกระทรวงสาธารณสุข ทำความดี ทำความตรง มีความชอบ แต่กลับประสบกับ “อาเพศ” ในระบบราชการ จึงออกมาโพสต์ทิ่มถึงขั้วหัวใจใครบางคนว่า
“มีธง ลงมือจัดการผมทุกทาง ในฐานะกรวดในรองเท้า”
“สาธารณสุข” เป็นกระทรวงที่พึงตั้งอยู่ในทำนองคลองธรรม ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร!?!!!
